แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกหลากวิถี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกหลากวิถี แสดงบทความทั้งหมด

ทำไมม้าลายถึงมีลาย?

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ม้าลาย

นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่
1. ลายของม้าลายมีไว้พรางตัว
ถ้าเราใส่ชุดที่มีลายเหมือนม้าลายไปเดินห้างหรือตลาด เราคงจะเด่นมาก แต่สำหรับสัตว์ผู้ล่าของมันอย่างสิงโตที่ตาบอดสีแล้ว ลายของม้าลายช่วยให้มันดูกลมกลืนไปกับต้นหญ้ารอบๆ ที่ใบเรียงเป็นเส้นๆ ตั้งตรงคล้ายกับลายม้าลาย

ยิ่งไปกว่านั้น ม้าลายมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลวดลายบนตัวจะช่วยให้พวกมันดูกลมกลืนกันไปหมดจนผู้ล่ามองแล้วแยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ยิ่งเมื่อพวกมันเคลื่อนไหว สัตว์ผู้ล่าก็ยิ่งมึน ซึ่งการแยกม้าลายแต่ละตัวไม่ออกนั้นยากต่อการวางแผนเคลื่อนไหวและไล่ล่า หรือแม้แต่การพยายามมองหาม้าลายที่ดูอ่อนแอ


2. ลายของม้าลายมีไว้กันแมลง
Tim Caro นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการทดลองกับพื้นผิวที่มีลายอย่างม้าลายด้วยความกว้างของลายที่แตกต่างกันจนพบว่าแมลงที่มาดูดเลือดสัตว์มักจะไม่ชอบพื้นผิวที่เป็นแถบสีสลับกัน แต่พวกมันจะชอบเกาะตามพื้นผิวสีเข้มหรือสีอ่อนเพียงอย่างเดียวมากกว่า

แมลงดูดเลือดหลายชนิดมีโรคที่ทำให้ถึงตายแถมมาด้วย ลวดลายที่ช่วยลดโอกาสในการถูกดูดเลือดย่อมช่วยให้ม้าลายมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก

คำถามที่ยังค้างคาอยู่คือ แล้วทำไมแมลงจึงไม่ชอบพื้นผิวลายบาร์โค้ดของม้าลาย
งานวิจัยบางชิ้นอธิบายว่า สีขาวและสีดำส่งผลต่อสภาพการโพลาไรซ์ของแสงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการมองเห็นของแมลง ส่งผลให้แมลงไม่ชอบร่อนลงมาเกาะนั่นเอง


3. ลายของม้าลายมีไว้เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย
นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าบริเวณลายสีดำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณสีขาวเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดกระแสอากาศไหลเล็กๆ ทำให้ร่างกายของม้าลายเย็นลง

นักวิทยาศาสตร์ทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิร่างกายของม้าลายในธรรมชาติด้วย thermometer gun จึงไม่ต้องไปสัมผัสกับร่างกายของม้าลายโดยตรง จนพบว่าร่างกายของมันมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าสัตว์กินพืชที่มีขนาดใกล้เคียงกันในบริเวณนั้น (แต่ลายตรงอวัยวะอย่างขาที่ไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรงอาจไม่ได้ช่วยในการปรับอุณหภูมิร่างกาย แต่อาจมีหน้าที่หรือประโยชน์อย่างอื่น)



แล้วทฤษฎีไหนถูกต้อง?
ปัจจุบันโลกของวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ฟันธงลงไปอย่างชัดเจน คำตอบที่ถูกต้องอาจมีมากกว่าหนึ่ง และที่น่าสนใจคือ ทุกทฤษฎีที่กล่าวมานี้ล้วนมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ปฏิเสธคัดง้าง

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าลายของม้าลายมีประโยชน์จริงๆ อย่างที่ทฤษฎีต่างๆ ว่ามา (หรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่น) แล้วทำไมม้าทุกตัวถึงไม่มีลายอย่างม้าลาย? คำตอบอาจเป็นเพราะม้าลายนั้นดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและแตกต่างไปจากม้าพันธ์ุอื่นๆ



เกร็ดแถมท้าย
แม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะยังไม่มีความชัดเจนว่าลายของม้าลายเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร แต่สิ่งที่มนุษย์เรารู้แน่ๆ คือ ม้าลายนั้นไม่เหมาะต่อการนำมาขี่

การพยายามฝึกม้าลายให้เชื่องนั้นยากมาก มันเป็นสัตว์ที่อารมณ์แปรปรวน ถิ่นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของมันคือแอฟริกาซึ่งศัตรูโดยธรรมชาติคือสิงโต เสือชีตาร์ และพวกหมาไน ม้าลายจึงมีสัญชาติญาณสัตว์ป่าที่พยายามเอาตัวรอดสูง ส่งผลให้มันมีความระแวดระวัง จนถึงโต้ตอบด้วยการถีบหรือกัดอย่างรุนแรงหากใครพยายามจะไปจับมันเข้า


เราจึงไม่เห็นใครขี่ม้าลายกันเป็นเรื่องปกติเหมือนการขี่ม้านั่นเอง

ข้ามฟ้าไปเมียนมา สักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง


ประเทศเมียนมา (Myanmar) หรือพม่านับเป็นประเทศที่มีพรมแดนใกล้ชิดติดกับไทย และอาจเรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสยาม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ การเมืองเศรษฐกิจ ด้วยความที่เมียนม่าร์ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์โดยรัฐบาลทหาร มีการปิดประเทศมายาวนานกว่า 30 ปี ขณะที่ภายในประเทศเมียนม่าร์เองก็เกิดการต่อสู้เรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารมาตลอด จนระยะหลังทำให้ประเทศเมียนม่าร์ถูกละเลยจากนักท่องเที่ยว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเมียนม่าร์นับเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ เป็นอู่อารยธรรมในอุษาคเนย์ และมีแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมอีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัส

ประเทศเมียนม่าร์ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเจดีย์ทองคำและวัดวาอารามที่งดงามน่าพิศวงเหนือคำบรรยาย ด้วยศรัทธาที่ชาวเมียนม่าร์มีต่อพุทธศาสนาและความเรียบง่ายในการดำรงชีวิตทำให้เมียนม่าร์ยังคงเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่เอาไว้ได้

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในเมียนม่าร์ 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและทั่วโลกนิยมเดินทางมาก็คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ชื่อ “ชเว” หมายถึงทอง “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง (เมืองตะเกิง) “ชเวดากอง” จึงหมายถึง เจดีย์ทองคำแห่งเมืองดากอง


เจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ (Singuttara Hill) ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นในปีเดียวกับที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทว่านักโบราณคดีกลับเชื่อว่าเจดีย์แห่งนี้นั้นสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 6 – 10 โดยชาวมอญ

ตำนานการสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง กล่าวว่าเริ่มสร้างในสมัยอณาจักรพุกามเรืองอำนาจ เกิดจากพ่อค้าสองคนนามกว่า ตปุสสะ (Tapussa) และ ภัลลิกะ (Bhallika) ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้ได้ 45 วัน และได้รับประทานพระเกศามา 8 เส้น เอาไว้สำหรับบูชา ระหว่างเดินทางกลับนั้นได้ถูกชิงพระเกศาไปโดย กษัตริย์แห่งนครอเจตตะ (Ajetta) และพญานาค คนละ 2 เส้นหากพอกลับถึงบ้านเกิด พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญ ทรงจัดพิธิต้อนรับพระเกศาธาตุอย่างยิ่งใหญ่ และเปิดผอบออกดูกลับเกิดปาฏิหาริย์มีพระเกศาครบ 8 เส้นดังเดิม รวมถึงพระเกศายังเปล่งรัศมีสว่างไสว กล่าวกันว่าเกิดอิทธิฤทธ์บันดาลให้คนพิการหายเป็นปกติ ต้นหมารากไม้ผลิดอกออกผล ฝนโปรยลงมาเป็นเพชรนิลจินดา พระเจ้าโอกะลัปจึงดำรัสให้สร้างเจดีย์อิฐสูง 9 เมตร เพื่อใช้บรรจุพระเกศาทั้งหมด

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ถูกสร้างและบูรณะหลายครั้งในหลายสมัย โดยถูกทิ้งร้างจนมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าพินยาอู ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหม่สูง 18 เมตร และพระเจดีย์ได้ถูกซ่อมแซมเรื่อยมา จนมามีความสูง 98 เมตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในสมัยพระนางฉิ่นซอปู้ (Shin Sawbu) ได้สร้างลานกำแพงล้อมรอบและพระราชทานทองคำหนักเท่าตัวพระองค์ คือ 40 กิโลกรัม เพื่อนำไปตีเป็นแผ่นหุ้มเจดีย์ เกิดเป็นธรรมเนียมบริจาคทองคำสืบต่อกันมา และต่อมาในสมัยพระเจ้าธรรมเซดี (Dhammazedi) ก็ได้บริจาคทองคำน้ำหนัก 4 เท่าของน้ำหนักพระองค์เพื่อบูรณะซ่อมแซม หากได้เข้าไปมองดูใกล้ๆ จะเห็นรอยต่อของแผ่นทองคำแต่ละแผ่นที่ต่อกันไม่สนิทอยู่


ด้วยแรงแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวเมียนม่าร์ ทุกๆ 5 ปีได้มีการทำนุบำรุงซ่อมแซมองค์พระเจดีย์ขึ้น โดยได้ร่วมบริจาคและรวบรวมทองคำมาห่อหุ้มองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองเป็นน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม ยอดฉัตรประดับประดาด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่ากว่า 5,548 เม็ด รวมถึงทับทิมขนาดเท่าไข่ไก่ ปัจจุบันพระมหาเจดีย์ชเวดากองมีความสูงราว 326 เมตร หนังสือ Guinness Book of Records ได้จัดให้พระมหาเจดีย์ชเวดากองเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก

ทุกวันจะมีชาวมอญและชาวเมียนม่าร์ต่างเดินทางมากราบไหว้พระมหาเจดีย์ชเวดากองเป็นจำนวนมาก ชาวเมียนม่าร์เชื่อกันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องมากราบไหว้เจดีย์ชเวดากองให้ได้ สถานที่สำคัญของพระมหาเจดีย์ชเวดากองคือ ลานอธิษฐาน ซึ่งในอดีตพระเจ้าบุเรงนองจะมากราบไหว้ขอพรก่อนที่จะออกรบ ซึ่งจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถนำดอกไม้ธูปเที่ยนไปไหว้เพื่อขอพรจากองค์พระเจดีย์ชเวดากอง เพื่อเสริมสร้างบารมีและสิริมงคล ในบริเวณรอบองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองยังมีสัตว์ประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศ ได้แก่วันอาทิตย์ – ครุฑ อยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียง เหนือของลานเจดีย์ วันจันทร์ – เสือ อยู่ทิศตะวันออก วันอังคาร – สิงห์ อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ วันพุธ (เช้า) – ช้างงา อยู่ทิศใต้ วันพุธ(กลางคืน) – ช้างไม่มีงา อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วันพฤหัสบดี – หนู อยู่ทิศตะวันตก วันศุกร์ – หนูตะเภา (บางคนเชื่อว่าเป็น กระต่ายหูสั้น) อยู่ทิศเหนือ วันเสาร์ -พญานาค อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยเชื่อกันว่าการสรงน้ำพระพุทธรูปและสัตว์เหล่านี้จะสร้างความบริสุทธิ์และความสุขความเจริญแก่ผู้สรงน้ำ โดยจะรดน้ำด้วยขันเล็ก ๆ ที่มีจัดเตรียมไว้ให้เป็นจำนวนเท่าอายุ +1 แต่สำหรับ คนแก่ ๆ ที่อายุ 60-70 ไปแล้วก็อาจจะย่นย่อลง เหลือ 5ขันก็ได้ ซึ่งหมายถึงพระรัตนะไตรรวมกับบิดามารดานั่นเอง


สถานที่สำคัญต่างๆ รอบลาน ซึ่งจะมีวิหารใหญ่ 4 หลัง ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าที่มีมาแล้วทั้ง 4 พระองค์คือ พระกักกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสปะ และพระโคตมะองค์ปัจจุบันให้ประชาชนได้กราบไหว้ทำบุญด้วย รวมถึงการไปตีระฆัง สิงคุ นอกจากนั้นยังมีอีกจุดหนึ่งบนลานซึ่งเขาทำจุดให้ยืนไว้ซึ่งจะทำให้มองเห็นประกาย เพชรบนยอดฉัตรได้ด้วยตาเปล่า

นี่เป็นเพียงเรื่อวราวบางส่วนของประเทศเมียนม่าร์ หากนักท่องเที่ยวต้องการเข้าไปสัมผัสดินแดนประวัติศาสตร์ อู่อารยธรรมแห่งอุษาคเนย์ สามารถเดินทางไปเยือนประเทศเมียนม่าร์ได้ปัจจุบันการเดินทางไปย่างกุ้ง – เชียงใหม่ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใช้เวลาไม่นาน จะไปแบบแบ็คแพคหรือแบบกรุ๊ปทัวร์ก็ได้ทั้งนั้น ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพง อัตราแลกเปลี่ยนเงินพม่า 1 บาท เท่ากับ 32 จั๊ต

100 ปี ไททานิค ตำนานแห่งเรือ (ที่ไม่มีวัน) จม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ RMS Titanic

ในโลกใบนี้ล้วนมีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นมากมายให้เราได้รำลึกถึง แต่มีเพียงไม่กี่เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนได้ระลึกถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ หนึ่งในเหตุการณ์นั้นคือการล่มของเรือไททานิค (RMS Titanic) อันที่จริงแล้วตัวเลขผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ไททานิค ไม่ได้สูงไปกว่าเหตุการณ์หายนะอื่นๆ แต่ด้วยความที่เรือเดินสมุทรขนาดยักษ์ ที่มีความหรูหรา เป็นเรือแห่งความฝันและผู้คนต่างนิยามว่านี่คือ เรือที่ไม่มีวันจม จึงกลายเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และดับความโอหังของมนุษย์ที่จะต่อกรธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

ก่อนหน้าเรือไททานิคจะชนกับภูเขาน้ำแข็ง ในทะเลแถบแอตแลนติกเหนือ ลูกเรือในห้องวิทยุได้รับคำเตือนจากเรือลำอื่นๆ ที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ถึงภูเขาน้ำแข็งยักษ์ในเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าพนักงานห้องวิทยุจะยุ่งอยู่กับการส่งโทรเลขถึงแผ่นดินใหญ่ให้ผู้โดยสาร และคิดว่าเป็นหน้าที่ของต้นเรือในการดูแลเรื่องเส้นทาง

ที่สำคัญ พนักงานวิทยุนี้ไม่ได้เป็นลูกเรือโดยตรงของสายการเดินเรือ ไวต์ สตาร์ (White Star Line) ผู้สร้างเรือไททานิค จึงเป็นไปได้ว่าไม่รู้ระบบการทำงานภายในเรือ ที่จำเป็นต้องแจ้งให้กัปตันและต้นเรือทราบ

กระทั่งผู้บังคับเรือได้รับแจ้งว่าพบภูเขาน้ำแข็งอยู่ในเส้นทาง แต่ด้วยกำลังเดินเรือด้วยความเร็ว 21 นอต ทำให้ไม่สามารถหันหัวเรือหลบได้ทัน จึงถูกชนด้านกราบขวาเรือ เป็นเหตุให้อับปางลงในเวลา 02.15 น. ของวันที่ 15 เม.ย. 1912

ในเวลานั้นเรือที่ใกล้ไททานิคที่สุดคือ เรือแคลิฟอร์เนียน (SS Californian) กลับไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ เพราะเจ้าหน้าที่ห้องวิทยุหลับ ส่วนเรือที่ได้รับสัญญาณคือเรือคาร์พาเธีย ((RMS Capathia) ของสายการเดินเรือคูนาร์ด (Cunard Line) ซึ่งเป็นคู่แข่งของสายการเดินเรือไวต์ สตาร์ ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 4 ชั่วโมง เพื่อเดินทางมาช่วยเหลือ อีกทั้งเรือชูชีพยังมีไม่เพียงพอและเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ฝึกซ้อมและทราบจำนวนที่นั่งที่แท้จริง เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงมีผู้เสียชีวิตราว 1,500 คน เป็นความประมาทอย่างไม่ให้โอกาสกัปตันเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ ซึ่งเป็นกำลังฝีมือดีและกำลังจะเกษียณอายุงานและลูกเรือได้แก้ตัวอีกเลย


หลังจากไททานิคล่ม ได้มีการตั้งกฎการเดินเรือใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น การกำหนดให้มีลูกเรือทำงานในห้องวิทยุตลอด 24 ชั่วโมงที่มีการเดินเรือ เพราะเจ้าหน้าที่ห้องวิทยุเรือแคลิฟอร์เนียนที่อยู่ใกล้ที่สุดหลับ มีการกำหนดให้มีเรือชูชีพเท่ากับจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเขียนจำนวนที่นั่งบนเรือชูชีพที่รองรับได้อย่างชัดเจนจากปัญหาเรือชูชีพบนไททานิค

ปัจจุบันซากเรือไททานิคได้กลายเป็นจุดอนุรักษ์ขององค์การสหประชาชาติ ห้ามให้มีการดำลงไปเก็บสิ่งของบนเรือเพื่อนำมาซื้อขาย สงวนไว้เป็นสถานที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ ว่าเหตุการณ์ไททานิค ใช่เพียงความสูญเสียชีวิตผู้คนและทรัพย์สิน แต่ยังหมายถึงการดับความฝันของมนุษย์ ที่อยากแสดงความยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างเรือที่ไม่มีวันจม ในยุคใหม่ของการเดินเรือข้ามมหาสมุทร แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับธรรมชาติด้วยความประมาทของมนุษย์เอง

แหวนแต่งงาน....สัญลักษณ์แห่งรักอมตะ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Vein of Love

คราวนี้เราจะมากล่าวถึงเครื่องประดับชิ้นสำคัญในพิธีแต่งงาน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ เหตุใดจึงใช้แหวนแทนคุณค่าทางใจในวันสำคัญ เนื่องจากแหวนมีลักษณะเป็นวงกลม ซึ่งแสดงความไม่มีสิ้นสุด สัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์ จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงว่าความรักที่มีให้กันนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ

ที่มาของการเลือกให้นิ้วนางข้างซ้ายเป็นนิ้วสำหรับแหวนแต่งงาน เกิดขึ้นเพราะคนเชื่อว่านิ้วนางข้างซ้ายนั้นมีเส้นเลือดเชื่อมต่อตรงไปถึงหัวใจ ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างมือและหัวใจ จึงมีการตั้งชื่อเส้นเลือดดังกล่าวว่า Vena Amori อันเป็นภาษาละตินซึ่งมีหมายความว่า "เส้นเลือดแห่งความรัก" (Vein of Love) ตามความเชื่อดังกล่าว ผู้คนจึงนิยมให้สวมแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้าย และการสวมแหวนแต่งงานในนิ้วนางข้างซ้ายนี้เอง เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า คู่แต่งงานได้ประกาศมอบความรักนิรันดรให้แก่กันและกัน จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้

ชนกลุ่มแรกที่เริ่มใช้แหวนแต่งงาน คือ ชาวอียิปต์ โดยปรากฏหลักฐานจากอักษรภาพที่แสดงความหมายของวงกลม ซึ่งหมายถึง ความเป็นนิรันดร์ และแหวนแต่งงานก็คือ ความหมายแห่งรักแท้ที่จะอมตะนิรันดรสืบไปตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย

ในสมัยกลางในยุโรป พิธีแต่งงานของชาวคริสต์จะมีการสวมแหวนแต่งงานเรียงกันมาตั้งแต่นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง ของมือข้างซ้าย เพื่อแสดงถึงหลักตรีเอกานุภาพของศาสนา อันได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ก่อนที่ในเวลาต่อมา คู่สมรสจะสวมเพียงนิ้วนางข้างซ้ายเพียงนิ้วเดียว ซึ่งในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ แหวนแต่งงานจะนิยมสวมบนนิ้วนางข้างซ้าย อย่างไรก็ตามในบางประเทศ เช่น เยอรมนี และชิลี แหวนแต่งงานจะถูกใช้สวมบนนิ้วนางข้างขวาแทน ชาวคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ พวกยุโรปตะวันออกและชาวยิวมีธรรมเนียมการสวมแหวนแต่งงานข้างขวาเช่นกัน ขณะในเนเธอร์แลนด์ และกลุ่มชาวคริสต์นิกายคาทอลิก จะสวมแหวนแสดงความรักนี้บนนิ้วนางข้างซ้าย

บ้างก็ใช้แบบแหวนเกลี้ยงเรียบๆ เพื่อแสดงถึงความไม่สิ้นสุดแห่งความรัก โดยบางครั้งอาจจะเป็นแหวนทองเรียบๆ หรือแหวนทองคำผสมกับทองคำขาว สำหรับแหวนอีกประเภทหนึ่งคือแหวนครบรอบแต่งงาน Anniversary Ring จะใช้แหวนประดับเพชร 3 เม็ด Trinity Ring ซึ่งแทนความหมายถึง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยมักจะกำหนดน้ำหนักของเพชรให้ทั้ง 3 เม็ด มีน้ำหนักรวมกันเท่ากับ 1 กะรัต พอดี



ตัวอ้นตกงาน กลุ่มพิทักษ์สัตว์ขอใช้หุ่นยนต์แทน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Groundhog Day

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ว่า กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ หรือ PETA ต้องการให้เทศกาล Groundhog Day หรือเทศกาลวันอ้น พังซ์ซูทาวนีย์ ฟิล เมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ใช้หุ่นยนต์อ้น แทนตัวอ้น โดยอ้างว่า ไม่ยุติธรรมสำหรับสัตว์

ทั้งนี้ เทศกาล Groundhog Day จัดขึ้นวันที่ 2 ก.พ. ของทุกปี ที่เมืองพังซ์ซูทาวนีย์ ฟิล ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองพิตส์เบิร์ก ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ราว 105 กิโลเมตร โดยจะนำตัวอ้นมาดูเงาของตัวเองในช่วงฤดูหนาว เพื่อพยากรณ์อากาศในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตามธรรมเนียมที่ทำกันมานาน เป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อทำนายสภาพอากาศว่า ฤดูใบไม้ผลิจะมาช้าหรือเร็วในปีนั้นๆ นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ในวันเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรม และงานเฉลิมฉลองตลอดวันทั้งวันทั้งคืน

ตามคำบอกเล่า ระบุว่า ตัวอ้นจำศีลอยู่ใต้ดิน และเมื่อตัวอ้นขึ้นมา แล้วมองเห็นเงาของตัวเองในวันดังกล่าว แสดงว่าฤดูหนาวจะอยู่ต่ออีกราว 6 สัปดาห์ แต่หากมองไม่เห็นเงา หมายความถึง ฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงเร็ว นับเป็นการพยากรณ์อากาศโดยสัญชาตญาณของสัตว์ ที่มนุษย์สังเกต และนำมาประยุกต์ใช้

ปะด่อง-แม่ฮ่องสอน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปะด่อง-แม่ฮ่องสอน

กะเหรี่ยงคอยาว หรือปะด่อง ชนกลุ่มนี้เข้าสู่ประเทศไทยด้าน จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อราวปลายปีพ.ศ.2527 ในช่วงที่กองกำลังทหารพม่าทำการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยเผ่าคะยา บริเวณพรมแดนไทย-พม่า การสู้รบทำให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆ รวมทั้งชาวปะด่องจำนวนหนึ่ง อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่หมู่บ้านใหม่ในสอย 

ต่อมามีแนวคิดเรื่องการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว จึงเปิด “ศูนย์ท่องเที่ยวหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว” หลายแห่งใน จ.แม่ฮ่องสอน

พื้นที่ใน จ.แม่ฮ่อนสอน เป็นตะข็บชายแดนที่มีผู้คนต่างชาติ ต่างภาษาเดินทางไปมาหาสู่กันมาตั้งแต่ครั้งยังไม่มีเส้นพรมแดน หรือแม้แต่ในช่วงที่เจ้าอินทวิชยานนท์ ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังมีหลักฐานว่า บริเวณที่เป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันคือหมู่บ้านของชาว “ไทยใหญ่” ซึ่งอพยพมาจาก “รัฐฉาน” ของพม่า

บริเวณดังกล่าวเป็นเขตที่เจ้าเมืองเชียงใหม่ ส่งเจ้านายไปจับช้างป่า เพื่อฝึกไว้ใช้งานต่างๆ เมื่อชุมชนขยายตัวใหญ่ขึ้น จึงมีการสถาปนาหมู่บ้านแถบนั้นเป็นเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งมาจากคำว่า “แม่ร่องสอน” ที่หมายถึงร่องน้ำอันเป็นสถานที่ฝึกสอน (ช้างป่า) นั่นเอง

ปล. สำหรับประเด็นชนกลุ่มน้อยนี้ บอกได้เลยว่า เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานาน และยังไม่มีทีท่าจะจบลงโดยง่าย แม้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และสมควรที่จะได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน!

กุยต๊ะ เรื่องเล่าจากขุนเขา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กุยต๊ะ
"กุยต๊ะ" แปลว่า วังที่หวงห้าม เล่ากันว่าเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วมีพระภิกษุก่อตั้งวัดใกล้ลำห้วยแม่จันทะ ซึ่งมีปลาชุกชุมมาก จึงได้ประกาศเป็นเขตอภัยทาน ชุมชนกะเหรี่ยงแถบนี้นับถือศาสนาพุทธและลัทธิความเชื่อในอดีต เช่น ฤาษี

พวกเขาเชื่อว่าบรรพบุรุษสืบสาแหรกมาจากฤาษีหมู่บ้านเลตองคุ ที่อยู่ห่างออกไปราว 30 กิโลเมตร โดยมีตำนานเล่าว่าหลายทศวรรษมาแล้วฤาษีเลตองคุ 100 คน ไล่ฆ่าทหารพม่าราบคาบถึง 1,500 คน ซึ่งหนุ่มปกากญอที่กุยต๊ะนิยมไว้จุกกลางศีรษะตามฤาษี

หมู่บ้านกุยต๊ะตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ลึกเข้าไปจากอำเภออุ้มผาง ราว 80 กิโลเมตร ชาวบ้านทั้งหมดกว่า 76 หลังคาเรือน เป็นชาวปกากญอที่อยู่อาศัยมาดั้งเดิม และบางส่วนอพยพหนีภัยสงครามจากพม่ามาอยู่อาศัยนับ 10 ปีแล้ว สถานภาพปัจจุบันของชาวบ้านมีบัตรประชาชน 120 คน มีบัตรชาวเขา 51 คน และไม่มีบัตร 46 คน

เรื่องราวของปากญอบ้านกุยต๊ะ 16 ครอบครัว ร่วมร้อยคน ที่มีผู้นำหนุ่มชื่อจอวาโพ อดข้าวอยู่หลายวันประท้วงต่อชะตากรรม ที่ไม่สามารถทำไร่ทำนาบนผืนดินได้ ดังเช่นอดีตเพราะมีการเข้ามาจับกุมชาวบ้าน รวมทั้งสถานภาพเรื่องสัญชาติที่ยังค้างคา ล้วนคือความยากลำบากในการดำรงชีวิตของผู้คนในชุมชน

ครั้งนั้นพวกเขาเริ่มหยุดทำนาทำไร่ เพราะ "กรึมตี" หรือพระเจ้าของพวกเขาบอกให้หยุดทำนา ให้นำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวไว้ได้มารวมกันที่ยุ้งฉาง เลิกกินข้าวกินปลา ไม่ให้เบียดเบียนสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงไว้ให้ปล่อยไป เล่าลือออกไปสู่ภายนอก

ชายหนุ่มวัย 38 ปี ไว้จุกกลางศีรษะคาดด้วยผ้าทอสีชมพู นุ่งผ้าทอสีพื้น เช่น สีเขียว คือเอกลักษณ์ของจอวาโพ ชายหนุ่มที่นำพาพี่น้องร่วมร้อยอดข้าวในปีที่ผ่านมา วันนี้เขายังคงยึดมั่นตามวิถีทางที่ศรัทธาเคียงคู่ "โกล่ง"หรือเจดีย์ ที่พวกเขาร่วมกันสร้างสูงตระหง่านอยู่บนเนินเหนือหมู่บ้าน