แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้อยแปดพันเก้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้อยแปดพันเก้า แสดงบทความทั้งหมด

ลอยกระทงผ่านไป...ปีใหม่กำลังมา ...วาเลนไทน์ยังคอยท่า...


เรื่องราวความห่วงใยวัยรุ่น โดยเฉพาะสาวๆ ที่มักตกเป็นเหยื่อทางเพศแบบที่เต็มใจแต่ไม่รู้ตัว กำลังเป็นสถิติใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โพลสำนักหนึ่งระบุว่า ช่วงเทศกาลลอยกระทง วัยรุ่นมีโอกาสที่จะเสียสาวเสียหนุ่ม ถึงร้อยละ 75.7 สาเหตุเพราะได้ออกไปเที่ยวด้วยกันตามลำพัง และบรรยากาศพาไป คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายก็คงจะตามลูกไม่ทันอีกตามเคย แล้วก็ต้องมาก่ายหน้าผากกลุ้มใจไปวันๆ
เด็กรุ่นใหม่มองการเสียตัวเป็นเรื่องธรรมดา แถมคิดว่าเป็นแค่เรื่องของการแสวงหาความสุขให้แก่ชีวิตไม่เห็นเป็นอะไร
อายุของเด็กวัยรุ่นที่จะเสียตัวน้อยลง เรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง นั่นหมายถึง เราก็จะมีคุณแม่วัยรุ่นอายุน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

ยุคปัจจุบันนี้ ไม่เฉพาะลูกสาวที่น่าห่วง แต่ลูกชายก็น่าห่วงไม่แพ้กัน เพราะการเสียตัวของพวกเธอและพวกเขาเหล่านั้น มักจะแลกด้วยวัตถุเงินทองตอบแทนกลับมา เมื่อยิ่งได้ (เงิน) ก็ยิ่งยินดีที่จะเสีย (ตัว)

การเสียตัวของลูก อาจไม่ได้เกิดจากการสำส่อนหรือใจแตก แต่เกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ในโรงเรียนต่างๆ มีการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างครูกับนักเรียน หรือแม้แต่นักเรียนกับนักเรียนอยู่ไม่น้อย

คนที่มักล่วงละเมิดทางเพศเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ มักเป็นคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นต่างเพศและ/หรือเพศเดียวกัน เช่น ครูที่โรงเรียน คนที่บ้านโดยเฉพาะพ่อ แม้แต่ในวัดก็อาจจะไม่ปลอดภัยอีกแล้ว

เด็กวัยรุ่นยอมเสียตัว อาจจะเพราะต้องการเงินมาซื้อวัตถุตามสมัยนิยม และที่ห้ามมองข้ามไปคือ การเสียตัวเพื่อแลกกับยาเสพติดหรือใช้ควบคู่กันไป เมื่อติดยาก็อาจจะติดเซ็กซ์ร่วมด้วย นอกจากนี้ บางส่วนก็ถูกบังคับหรือถูกหลอกก็มี

ส่วนน้องๆ วัยรุ่นก็ควรคิดและตระหนักอยู่เสมอว่า 
ความสนุกชั่ว ครั้งชั่วคราว ไม่ใช่สุขถาวรและแท้จริง อย่าได้ฝันว่าจะเจอรักแท้กับคนที่เราปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้โดยง่ายดาย
มุมมองเรื่องการเสียตัว จะมองว่าของใหม่ย่อมดีกว่าเสมอ วันนี้คุณเป็นของใหม่ แต่ไม่มีของใหม่ไหนจะใหม่ตลอดกาล พึงเตรียมตัวรับมือกับอารมณ์ของการถูกทำให้เป็นของเก่า แล้วจะต้องมานั่งฟูมฟายเสียอกเสียใจไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรที่ดีเกิดขึ้น

บ่อยครั้งที่การเสียตัวจะนำมาซึ่งผลกระทบเสียหายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องในเวลาที่ไม่ควรท้อง ปัญหาการทำแท้ง การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสูญเสียโอกาสทางการเรียน การทำงาน และอนาคตในการที่จะได้เจอคนดีๆ ร้ายสุดก็คือ การเสียชีวิต

การปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทำให้คนส่วนใหญ่ดูถูก และคุณอาจจะหมดคุณค่าในสายตาคนดีๆ และอาจมีเพียงแค่มูลค่าในการเป็นที่ระบายความใคร่ของใครบางคนเท่านั้น

การหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการเสียตัว หรือเรื่องเพศนานๆ มักสะท้อนว่า คุณน่าจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคอารมณ์แปรปรวน ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที

สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ควรทำ เพื่อป้องกันการเสียตัวก่อนวัยอันควรของลูก ก็คือ เพิ่มเวลาในการสังเกตพฤติกรรมลูกๆ ให้เวลาพูดคุยทำความเข้าใจ และให้ความอบอุ่น โดยเฉพาะลูกวัยรุ่น แม้ต้องการอิสระ แต่ลูกวัยรุ่นก็ยังต้องการพ่อแม่คอยหนุนหลังอยู่ตลอดเวลา

เริ่มฝึกวินัยตั้งแต่ลูกยังอายุน้อยๆ เพราะการที่ลูกมีวินัย ลูกจะรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีขึ้นด้วย พ่อแม่และครูอาจารย์ ควรทำตัวให้เข้าใจ และเป็นที่ไว้วางใจเวลาที่เด็กมีปัญหาจะได้กล้าเข้ามาปรึกษา

หากลูกพลาดพลั้ง อย่าซ้ำเติม ควรให้อภัย ตั้งสติหาทางแก้ไข ด้วยการปรึกษาผู้มีประสบการณ์ อย่าปล่อยให้ค่านิยมทางสังคมเยียวยากันเอง เพราะอาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

เด็กวัยรุ่นเองพึงระลึกและท่องให้ขึ้นใจว่า 
ทุกครั้งที่มีความต้องการทางเพศ ไม่จำเป็นต้องระบายทุกครั้ง 
การหาทางออกด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการมีเพศสัมพันธ์ ก็ช่วยบรรเทาความกำหนัดได้ เช่น การออก กำลังกาย ทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ตนเองชอบ 

หากลูกถูกล่วงละเมิดทางเพศ ควรดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป อย่ากลัวอิทธิพลต่างๆ เพราะปัจจุบันมีองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายมากมาย
เสียตัวขนาดไหน ยังไม่เสียใจที่เสียรู้และเสียคุณค่าในการมองตน 
อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่ความผิดติดตัวตลอดไป ถ้าเริ่มต้นแก้ไขและหยุดปล่อย ตัวปล่อยใจตั้งแต่วันนี้ หันกลับมาดูแลตนเองกันดีกว่า คนที่มีคุณค่า ใครๆ ก็อยากได้ โดยไม่ต้องไปเที่ยวแจกให้ใครฟรีๆ...

ผ่อนคลายที่ชายทะเล


ความทรงจำที่ประทับใจอย่างมากหลายปีก่อน คือการได้ไปเที่ยวในที่ที่ตนเองโปรดมากๆ นั่นคือ ชายทะเลและเกาะทางภาคใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน แม้เท้าจะเหยียบย่ำไปบนพื้นทรายร้อนๆ แสงแดดจะแผดเผาตามร่างกายจนแสบไปหมด แต่ก็มีกลิ่นอายของทะเลที่โปรดปราน อันเป็นที่มาของความสุขทางใจมากมายเหลือเกิน

สิ่งที่อดทำไม่ได้คือ การลงไปนอนกองอยู่ตรงนั้น เอาหูแนบกับพื้นทราย ฟังเสียงคลื่นกระทบชายหาดและเสียงเรือหางยาว ที่แล่นอยู่ไกลๆ ความทรงจำเหล่านี้ ถูกบันทึกไว้ในโสตประสาท แม้จะหลายปีผ่านมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเลือนหายไป เพราะเรียกออกมาใช้ประโยชน์ ในยามที่รู้สึกเครียดจากการทำงานและเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอยู่เสมอ

สมองของคนเรามีข้อดีมากๆ คือ มีความสามารถจดจำทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีได้เกือบทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องรับรู้เรื่องเหล่านั้นพร้อมกันทีเดียว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราคงอยู่ไม่ได้ เพราะความคิดคงตีกันในสมอง เหมือนกับคนที่ป่วยทางจิต อารมณ์แปรปรวน ในสมองมีแต่ความสับสนปนเปเรื่องราวต่างๆ ไปหมดจนขาดสติ แต่ข้อเสียของสมองคนเราอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีปุ่มลบทิ้ง (delete) เหมือนในคอมพิวเตอร์

วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราไม่เครียดได้ คือ ทำอย่างไรให้ความคิดที่เป็นลบ หรือความเครียดอ่อนแรงลงไป ด้วยการเติมสิ่งที่เป็นบวก หรือความสุขให้มีพลังมาทดแทน

วิธีเพิ่มพลังเซลล์สมองแห่งการผ่อนคลายแบบง่ายๆ
เริ่มต้นบอกตัวเองทุกวันว่า ฉันจะดูแลจิตใจของฉันทุกเวลา โดยเฉพาะในยามที่อ่อนล้าหมดกำลังใจ ข้อนี้สำคัญที่สุด ตราบใดที่คุณยังลังเลเรื่องการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะสุขภาพทางกายและใจ แถมบางคนก็มัวแต่ดูแลคนอื่น จนตัวเองเหนื่อยล้า แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธใดๆ รับรองได้ว่า คำแนะนำข้อถัดไปก็คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน

เมื่อบอกตัวเองแล้ว หันมาตั้งใจหาสิ่งที่ดีๆ ที่จะนำมาเข้าสู่ความคิดและจิตใจของตนเอง ด้วยการคิดทบทวนว่า กิจกรรมใดที่เราชอบทำ โดยเฉพาะการเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ หาประสบการณ์ใหม่ๆหรือเติมเต็มประสบการณ์ดีๆ ให้กับจิตใจของเราอยู่เสมอๆ เพราะการเพิ่มพลังแบบนี้ ก็เหมือนการไปชาร์จแบตเตอรี่ให้ชีวิตของเราเอง อย่ามัวแต่นั่งเครียด หรือวิตกกังวลอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม หรือจมอยู่กับงาน เพราะยังไงก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เติมความรู้สึกที่เป็นบวกให้กับสมองและความคิดของตนเอง ด้วยการเข้าหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด อย่าลืมว่าคนเราเกิดมาจากธรรมชาติ เราอยู่กับธรรมชาติมายาวนาน การห่างไกลจากธรรมชาติ เป็นตัวเพิ่มความเครียดที่ดีที่สุด การหาประสบการณ์จากการท่องเที่ยว หรือบำเพ็ญประโยชน์ให้กับธรรมชาติและสังคมรอบๆ ตัวคุณ และเพิ่มเติมว่า หากคุณสามารถอยู่ห่างๆ เทคโนโลยีทั้งหลายไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการหมกมุ่นอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ก็น่าจะช่วยให้จิตใจสงบขึ้นได้มาก เนื่องจากไม่มีสิ่งมารบกวนจิตใจจนมากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ การผ่อนคลายทางร่างกาย เช่น การไปนวด ไปสปา ออกกำลังกาย เช่น โยคะหรือจ๊อกกิ้ง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตนเองและให้ผลดีกับเซลล์สมองของเราเช่นเดียวกัน

รู้ไหมว่า เซลล์สมองของคนเราถูกทำลายไปตามธรรมชาติทุกวัน และจะถูกทำลายมากขึ้นกว่าปกติ เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น จากการหมกมุ่นอยู่กับความเครียด วิตกกังวลและโดยเฉพาะความโกรธ การอยู่คนเดียวเงียบๆ เป็นการให้เวลากับสมองในการผ่อนคลาย จากอารมณ์ที่รบกวน จะทำให้สมองได้ปรับคลื่นใหม่ ที่ไม่ใช่คลื่นแห่งการทำลายเซลล์สมอง จะเป็นการช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดี โดยเฉพาะเซลล์มองที่เกี่ยวข้องกับ “ความจำ”

หลักการแห่งธรรมะ เป็นสิ่งสำคัญต่อการปรับสภาพความตึงเครียดของสมองให้ผ่อนคลายขึ้น มีรายงานการวิจัยบอกว่า การนั่งสมาธิและการวิปัสสนา จะช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น และมีความสุขขึ้นโดยอัตโนมัติ 

ทั้งนี้และทั้งนั้น การกระทำดังกล่าวควรมีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ ไม่แนะนำให้คนที่จิตใจสับสนมากๆ ไปนั่งวิปัสสนา เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

หากคิดอะไรยังไม่ออกก็อย่าลืม “การนอนหลับพักผ่อน” ให้เพียงพอก่อน ถือว่าเป็นตัวจุดประกายความคิดอื่นๆ ขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่แนะนำให้นอนมากจนเกินไป เช่น เกินวันละ 10 ถึง 12 ชั่วโมง อาจจะยิ่งทำให้สมองเฉื่อยชา เชื่องช้า และติดการนอนจนไม่อยากออกไปไหน อารมณ์อาจจะหดหู่แทนที่จะสดชื่น เมื่อพักผ่อนเต็มที่อารมณ์ดีขึ้น เชื่อว่า เดี๋ยวโปรแกรมท่องเที่ยวคงจะพรั่งพรูจนแทบจะเที่ยวกันไม่ทัน

ปลายปีแบบนี้ ฝนก็ตกน้อยลง อากาศเริ่มเย็นสบาย ฤดูกาลท่องเที่ยวและการเฉลิมฉลองของคนไทย เริ่มมาถึงอีกครั้งหนึ่ง คุณจะเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือในห้องสี่เหลี่ยมหรือ 

ออกไปสร้างประสบการณ์แห่งความสุข บันทึกไว้ในความทรงจำดีกว่าไหม

เผื่อวันใดวันหนึ่งต้องเรียกใช้ จะได้มีสำรองเยอะๆ

รักในรอยแค้น...ของเพศเดียวกัน


ข้อมูลจากต่างประเทศ ทั้งอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา พบว่า กลุ่มคนที่รักเพศเดียวกันมีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงกันมากกว่ากลุ่มคนรักต่างเพศค่อนข้างชัดเจน ปัจจัยของการใช้ความรุนแรงในเพศเดียวกัน มีหลายปัจจัย

ปัจจัยแรกๆ พื้นฐานทางร่างกายและจิตใจของคนที่จะไปก่อความรุนแรง อาจจะมีความผิดปกติทางสมองและจิตใจบางอย่าง ที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เช่น เป็นโรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน รวมถึงสารเสพติด ที่มักเจอได้บ่อยๆ หรือลักษณะของร่างกาย ที่อาจจะเอื้อให้กระทำการรุนแรงสำเร็จ ไม่ว่าจะต่อตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งประเด็นนี้จะแตกต่างกันเพียงเพศมากกว่า คือหากเป็นเพศชายหรือเกย์ ที่รูปร่างกำยำแข็งแรง ก็มีโอกาสที่จะก่อความรุนแรง ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้สำเร็จได้มากกว่าเพศหญิง

ปัจจัยที่ 2 เป็นเรื่องจิตใจของคนคนนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า บุคลิกภาพ แม้ปัจจุบันเราค่อนข้างเชื่อมากขึ้นว่าก ารชอบเพศเดียวกันไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูอย่างเดียว แต่เกิดจากความหลากหลาย (variation) ทางโครงสร้างสมองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่ออารมณ์ ความรู้สึกและรสนิยมของคนคนนั้นว่า จะชอบเพศใดมากกว่า แม้จะเป็นเพศเดียวกับตัวเองด้วยก็ตาม แต่ก็ยังคงพบว่า ในกลุ่มที่รักเพศเดียวกันมีปัจจัยเสริม ที่มักทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ง่าย นั่นคือสภาพครอบครัว การเลี้ยงดูที่มักจะเกี่ยวข้องกับการได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ที่อาจจะนำมาซึ่งความกดดัน มีผลต่ออารมณ์ ความคิดและความสามารถในการควบคุมตนเองด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่ 3 เรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนที่ชอบแบบเดียวกัน น่าจะถือว่าสำคัญที่สุด ที่มีผลต่อทัศนคติในการดำเนินชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่านิยมเปลี่ยนคู่บ่อยๆ เพื่อความสนุกสนานทางเพศ หรือแม้แต่ความเชื่อในเรื่องการไขว่คว้าหาความรัก ด้วยหวังว่าจะทำให้พบคนที่ “ใช่” สักวันหนึ่ง และค่านิยมที่ปลูกฝังกันมาว่า คนรักเพศเดียวกันชีวิตไม่ยั่งยืน 

ดังนั้น ต้องเกาะให้ติดอย่างแน่นเหนียว และลึกๆ ก็อยากจะพิสูจน์ให้สังคมรับรู้ว่า ฉันทำได้ คาดหวังว่าอย่าให้มีอะไรมาทำให้ต้องพรากจากกัน จนเป็นที่มาของความหึงหวง เมื่อรวมกับองค์ประกอบ 2 ข้อข้างต้น ก็อาจจะยิ่งทำให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย จนถึงขั้นจบชีวิตกันไปก็ไม่น้อย


การที่จะดูว่าคู่ที่ทำร้ายกัน มีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงหรือไม่ มีวิธีสังเกตไม่ยาก
เริ่มจากดูว่า เมื่อเกิดกรณีพิษรักแรงหึง พอทำร้ายอีกฝ่ายแล้ว ทำร้ายตนเองตามหรือไม่ ส่วนใหญ่ถ้าทำร้ายตนเองด้วย น่าจะเข้าข่าย ส่วนพวกที่ทำร้ายคนอื่นแล้วหนีไป น้อยรายที่จะป่วยทางจิตเวช ส่วนใหญ่ก็ไม่ถือว่าเป็นคู่รักกัน เพราะคนรักกันคงไม่ทำได้ขนาดนี้ มักเป็นพวกนิสัยไม่ดีและมักอยู่ด้วยกันด้วยผลประโยชน์เสียมากกว่า

สังคมควรหันกลับมาเข้าใจเรื่องรักของเพศเดียวกันให้มากขึ้น ซึ่งความจริงก็ไม่ได้แตกต่างจากชายจริงหญิงแท้สักเท่าไร อย่างน้อยพวกเขาก็มีความรักให้กัน และรอการยอมรับจากคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา

ส่วนคู่รักเพศเดียวกันทั้งหลาย ก็ควรฝึกที่จะรักกันอย่างมีเหตุผล เข้าอกเข้าใจ รู้จักควบคุมอารมณ์มิให้เตลิดเปิดเปิง มีปัญหาควรแก้ไขเหมือนคู่รักชายหญิงนั่นละ เพราะหากใช้อารมณ์ในสัมพันธภาพค่อนข้างมาก มักไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความหลงเสียมากกว่า ...ความลุ่มหลงไม่เคยทำให้ใครมีความรักที่ยั่งยืน ...เพราะมันเป็นความหลงรักแบบมืดมนที่ทำให้คนตาบอดได้เสมอ

รักต่างวัย...รักอย่างไร ไม่ให้ใจทุกข์


เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของคนที่มีคู่ หรือกำลังจะมีคู่ ไม่มีอะไรจะน่าสนใจ เท่ากับการนำเสนอคู่รักที่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ เช่น อายุ ฐานะทางสังคม ระดับการศึกษา แม้กระทั่งรูปร่างหน้าตา แต่ในที่สุดเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ก็คงไม่มีใครสามารถที่จะทัดทานได้ เพราะคนที่กำหนดความต้องการก็คือ คนทั้ง 2 คนนั้น 

สำหรับมุมมองที่น่าสนใจ ไม่ใช่เรื่องความแตกต่าง หากแต่ความแตกต่างเหล่านั้น จะสามารถทำให้ทั้งคู่เกิดการยอมรับ และปรับตัวเข้าหากันได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าเสียอีก

รักไม่มีพรมแดน...หรืออายุเป็นเพียง ตัวเลข

แรกๆใครๆ ก็คิดแบบนั้นทั้งนั้น เพราะช่วงเวลาแห่งความหลง หรือตกหลุมรัก มันทำให้ทุกอย่างดูน่ายอมรับไปเสียหมด แต่พอใช้ชีวิตไปสักพักแล้ว อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องสัมพันธภาพขึ้นมา ก็กลับมานั่งโทษกันไปโทษกันมาว่า เพราะอีกฝ่ายหนึ่งไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้

สิ่งที่ต้องมองว่า เพราะความที่เข้ากันไม่ได้ หรือความไม่เหมาะสมในหลายๆ ด้าน จึงทำให้ต้องเลิกรากันไป เป็นประเด็นที่น่าให้ความสำคัญมากกว่าเสียอีก 

ดังที่โบราณว่าไว้ “ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ยามชังน้ำตาลก็ว่าขม” หรือ “เส้นผมบังภูเขา” เรามาดูกันว่า อะไรบ้างที่ทำให้เกิดปัญหาได้ในคู่รักต่างวัย

ความแตกต่างของอายุ ร่วมกับความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าตนเองจิตใจมั่นคงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์มาก และสู้คนที่อายุน้อยกว่าไม่ได้ ก็ย่อมเกิดปัญหา เช่น หึงหวง กลัวการสูญเสีย กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ สุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไปในที่สุด

อายุที่แตกต่าง ย่อมมีผลต่อประสบการณ์ในชีวิตที่แตกต่างอย่างแน่นอน 

ดังนั้น การเจอปัญหาในแต่ละวัน รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละฝ่าย มักจะแตกต่างกัน ซึ่งมักจะลงเอยด้วยความขัดแย้งในที่สุด เช่นเดียวกันความแตกต่างเรื่องฐานะทางสังคม 

ถ้าเอาเรื่องความแตกต่างมา เป็นตัวตำหนิ หรือการเปรียบเทียบกัน ก็ย่อมส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและการไม่ยอมรับ เช่น การไม่ยอมรับจากครอบครัว ญาติพี่น้องของแต่ละฝ่าย ซึ่งมักจะตามมาด้วยการดูถูกเหยียดหยามกัน 

ในที่สุด ชีวิตคู่ก็ไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้ และมักจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ไร้ค่าในที่สุด ความแตกต่างทางความคิด และมุมมองของความรัก เรื่องนี้ น่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะการมาใช้ชีวิตร่วมกันนั้น การที่จะสามารถคงความสัมพันธ์ที่ยาวนานไว้ได้ นั่นก็คือ

การที่ต่างฝ่ายต่างมีความรัก ความเมตตาต่อกัน

วิธีคิดที่น่าจะทำให้ใจสบายขึ้น กรณีที่เกิดรักต่างวัยขึ้นในชีวิตของคุณ เรื่องของอายุ ควรแตกต่างกันไม่เกินสิบปี และโดยทั่วไปสังคมมักจะให้ค่านิยมว่ าฝ่ายชายน่าจะมีอายุมากกว่าฝ่ายหญิง แต่ถ้าผู้ชายหายากจริงๆ (ในปัจจุบันก็อย่าไปคิดมากเลย อายุน้อยกว่าก็คงไม่เป็นไร)

เราคงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิดของคนอื่นได้ ยิ่งอายุต่างกัน ย่อมพบว่าความแตกต่างก็จะมากขึ้นด้วย การปรับใจ เปลี่ยนความคิดตัวเอง ลดการควบคุม การพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมทั้งยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละคนให้ได้ ถ้ารู้สึกว่าความแตกต่างทางอายุมาทำให้ตนเองขาดความมั่นใจ ก็ลองค่อยๆ ทบทวนว่า ตนเองมีจุดดีในตัวเองอะไรบ้าง หมั่นมองตนเองในแง่มุมที่ดีบ่อยๆ เราก็จะพบว่าตัวเราเองไม่ได้ด้อยค่าอย่างที่เราคิดว่าเราเป็นจริงๆ

การคบคนที่อายุต่างจากเรามากๆ อาจจะมีโอกาสที่จะได้รับรู้เรื่องราวประสบการณ์ดีๆ ที่หลายๆคนอาจจะไม่มีโอกาสอย่างที่เราได้มาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของเรา คิดเสียว่า การได้คบคนต่างวัยนั้นเหมือนมีแหล่งขุมทรัพย์ความรู้อยู่ใกล้ก็น่าจะถือว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ มากแล้ว ที่ต้องระวังความคิดของตนเองก็คือ อย่าคิดว่าการมีคู่รักต่างวัย เช่น คบกับคนที่อายุต่างกันมากๆ บางรายขนาดรุ่นพ่อรุ่นแม่ เพราะลึกในจิตใต้สำนึกกำลังโหยหาความรัก (ที่ขาดไป) จากพ่อหรือแม่ คงไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก เพราะการใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคต คงต้องเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รัก หรือฉันสามี ภรรยา มิใช่การชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในอดีต

จะเป็นความรัก ความสัมพันธ์แบบไหนก็แล้วแต่ คงไม่มีอะไรสำคัญมากกว่า การได้ลองพิจารณาดูว่า ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น อยู่บนพื้นฐานของความรัก ความเข้าใจ การรู้จักให้อภัย และปรับตัวซึ่งกัน และกันหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวบอกถึงความยั่งยืน ในการใช้ชีวิตคู่ได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด 

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ (ที่แอบแฝง) ย่อมนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนและนำไปสู่ความล้มเหลวของชีวิตคู่ในที่สุด

การเมือง...เรื่อง (ไม่) เครียด...

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การเมือง

ความแตกต่างทางความคิด กำลังทำให้สุขภาพจิตของคนในสังคมส่วนหนึ่งใกล้จะพังลง ยังไม่นับรวมที่คนในบางครอบครัว มีความคิดแตกต่างกันเอง แล้วก็มานั่งทะเลาะกัน หรือมองหน้ากันไม่ติด

ข่าวคราวมากมายที่สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน บางครั้งถึงขนาดที่ใช้กำลังห้ำหั่นกัน

เคยตั้งคำถามเล่นๆ กับตัวเองว่า อะไรเป็นตัวจุดชนวน “ความคิด” ที่นำไปสู่ภาวะสุขภาพจิตเสื่อมถอย แล้วก็ได้คำตอบหลายอย่าง อาจเป็นเพราะความห่วงใยของคนไทยที่รักประเทศ หรือเป็นเพราะความรู้สึกที่รับไม่ได้ ที่คนอื่นคิดไม่เหมือนตัวเอง คนบางคนก็ด่วนตัดสินอะไรต่อมิอะไรไป โดยที่ยังไม่ได้ฟังเหตุผลว่า อะไรถูกอะไรผิด แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สิ่งที่รู้สึกในเวลานี้ก็คือ

ความสุขของคนไทยกำลังเริ่มลดลงเรื่อยๆ....

ซึ่งต้นตอของความสุขที่ลดลงนั้น ไม่ได้มาจากปัจจัยเรื่องการเมือง หรือเศรษฐกิจ แต่มาจากปัญหาสุขภาพจิตของปัจเจกบุคคล ที่ไม่สามารถปรับความคิด ความรู้สึกให้เท่าทันกับเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่มากระทบได้

อะไรจะเกิดอะไรจะสูญเสีย อะไรจะเลวร้ายขนาดไหน เรายังโชคดีที่ยังไม่เคยเจอปรมาณูลงสักลูกเลย 

ญี่ปุ่น ที่บาดแผลทางกายนับไม่ถ้วน แถมบาดแผลทางใจยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังสามารถพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพให้กลับมาเจริญได้อีกครั้ง

เกาหลีใต้ สู้รบมายาวนานตลอดหลายศตวรรษ ก็ยังเจริญไม่แพ้กัน 

ยุโรปอเมริกา ล้วนแล้วแต่บาดเจ็บกันมาทั้งนั้น 

ทุกวันนี้ประเทศเหล่านั้น ก็แข่งขันเจริญก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง

รู้สึกทุกครั้งที่เห็นว่า บ้านเรามีการพัฒนาที่ล้าหลัง ซึ่งไม่น่าจะน้อยกว่า 50 ปีเป็นอย่างน้อย ทุกวันนี้ เราเรียกร้องมองหาผู้นำและคนที่จะมาแก้ปัญหา แต่คนที่จะแก้ปัญหาได้ ก็คือ คนไทยอย่างเราๆ นี่แหละหากมุ่งมั่นกันจริงๆ ก็จะกลับมาดีเองได้ ไม่มีอะไรที่พวกนักการเมือง สามารถทำร้ายประเทศชาติได้มากขนาดนั้น ยังเชื่อว่ามีคนดีมากกว่าคนเลว และเชื่อว่า สิ่งที่จะทำให้ประเทศล้าหลัง ไม่พัฒนา ก็คือ จิตใจที่ขาดการดูแลและปล่อยให้ความทุกข์บั่นทอนทุกวันต่างหาก

คนประเภทไหนบ้าง...หรือคุณเองก็น่าจะลองถามตัวเองว่า เป็นคนที่ทำให้การเมืองมีอิทธิพลต่อชีวิตมากเกินไปหรือเปล่า เช่น นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น ขาดการให้อภัย ขาดความยืดหยุ่น หลงยึดติดอยู่กับความคิดตนเอง หูเบา ใครพูด ใครปั่นหัวก็เชื่อไปหมด ขาดความรู้ ความพากเพียรในการห เหตุผลกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในสมอง โดยเฉพาะการหมกมุ่นอยู่กับการเสพข่าวรายวัน

นี่ยังไม่นับรวมสำหรับคนที่ป่วยๆ เช่น เป็นโรคจิตโรคอารมณ์ แปรปรวนทั้งหลาย สะกิดหน่อยเป็นไม่ได้ อารมณ์พุ่งพล่านจนแทบจะเบรกไม่ได้เลย 

คนเหล่านี้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง มักทำให้เรื่องราวและชีวิต ไปจบที่โรงพักเสมอๆ ถ้าโชคดีหน่อยตำรวจก็จับส่ง รพ. จิตเวช ให้หมอลองตรวจวินิจฉัยดูว่า เกิดอะไรขึ้น ถึงยอมเป็นเหยื่ออารมณ์ทางการเมืองกันได้มากมายขนาดนั้น

จริงๆแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องเครียด เราเองต่างหากที่ “เครียด” จริงมั้ย.!!!

โลกของ"มุนินทร์" แรงแค่เงา หรือแรงเกินไปกับโลก "มุตตา" ผู้อาภัพ...

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แรงเงา

พ่อแม่ใครช่างตั้งชื่อ แล้วยิ่งเป็นลูกแฝดสองคน ที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งเก่งจนร้ายกาจ แต่อีกคนเชื่องช้าเนิบนาบ สมกับคำแปลของชื่อ ที่มีความหมายถึง "แก้ว" ชนิดหนึ่งสมัยโบราณ สีหมอกอ่อนๆ คล้ายสีไข่มุก ถ้าเป็นไข่มุกจริงๆ ยังดูมีค่าเสียกว่า แต่นี่ยิ่งแปลความหมายชื่อตัวเอง ก็ยิ่งช้ำ ดูต่ำต้อยเสียเหลือเกิน

โลกของตัวละครตัวหนึ่ง จากบทประพันธ์ของ นันทนา วีระชน ที่โด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยสองอารมณ์ของความน่าสมเพช สงสารที่โดนผู้ชายหลอก และการถูกประณามหยามเหยียดที่บังอาจไปแย่งสามีของชาวบ้านเขา...นานาจิตตัง ใครอยู่ฝ่ายไหน ที่อาจจะมีสถานการณ์ที่บ้านคล้ายกับในละคร ก็คงเชียร์ฝ่ายนั้น และต่อต้านฝ่ายตรงกันข้าม ส่วนเรื่องปมด้อยของตัวละคร ถ้าเอามาพินิจพิเคราะห์ดีๆ จะเห็นว่า แม่แก้วสีหม่นแบบไข่มุกคนนี้ มีชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย

เริ่มจากการเป็นลูกที่ต้องแข่งขันกับแฝดคนพี่ ที่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด ดูคล่องแคล่วและเก่งกาจจนร้ายกาจ ทำให้สังคมส่วนใหญ่ รวมถึงพ่อแม่เธอเองก็อดชื่นชม (จนบางทีก็เกินหน้าเกินตา) มิได้ แล้วคนที่อ่อนแอซึ่งในความเป็นจริง ก็มีความอ่อนหวานนุ่มนวล เป็นกุลสตรีที่น่าชื่นชม แต่ทว่าสังคมยุคปัจจุบันแทบไม่ต้องการเธออีกแล้ว แล้วเธอจะมีที่ยืนอยู่ที่ตรงไหนได้ 

นอกจาก เปลี่ยนตัวเอง เพื่อลบปมในใจให้ได้เท่านั้นเอง

ความผิดของมุตตา น่าจะเรียกว่าผิดพลาดเสียมากกว่า ที่มีแฟนตาซีหรือจินตนาการ ที่ไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริงสักเท่าไร คงด้วยปมด้อยที่คนหลายคน มักปล่อยให้มันมีอิทธิพลกับชีวิต (impact) โดยที่ไม่ได้แก้ไข หรืออาจจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ มาคอยตอกย้ำให้เธอทำตัวเป็นนางเอกโดยความเต็มใจ แต่ความเป็นนางเอกของเธอจริงๆ แล้ว ลึกลงไปอีกขั้นในจิตใจของเธอนั้น เธอเป็นนางมารร้ายโดยไม่รู้ตัวเลย เพราะได้ใช้ความเป็นนางเอกแย่งชิงสิ่งที่ตนเองต้องการ (ต้องขอบอกว่ามีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวในสังคม) คงต้องหาให้ได้ว่า เธอ enjoy หรือสนุกอยู่กับการเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว เวลาที่เจ็บปวด และเก็บกด ก็จะระเบิดออกมาเป็นระยะๆ ดูโดยรวมแล้ว ก็ไม่ได้ต่างจากนางมารร้ายสักเท่าไรนัก แต่บางครั้งการมีความน่าสงสารบังหน้า ก็อาจจะทำให้หลายคนเคลิบเคลิ้มตามไป จนอาจจะชวนกันเดินหลงทางได้เช่นเดียวกัน และนี่ก็คือเรื่องราวของผู้หญิง ที่อาจจะเป็นตัวแทนของหญิงหลายคน ที่ขาดสภาพการรักตัวเอง ปกป้องตัวเอง แม้กระทั่งบางคนที่มองดูตัวเองไร้คุณค่า ด้วยการมองข้ามคุณค่า หรือกองคุณค่าตัวเองไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของชีวิต แล้วเอาปม (ที่คิดว่า) ด้อยมาชูให้เด่น แต่กลับนำทางชีวิตไปสู่ความมืดมน...

เพื่ออะไร!!! ก็คงมาจากการเลี้ยงดูแต่เยาว์วัยนั่นเอง...

พ่อแม่เป็นผู้ให้ชีวิต ตอนกำเนิดและช่วงเลี้ยงดู แต่มนุษย์ทุกคนจะต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อให้มีศักยภาพเป็นของตัวเอง เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้เอาชนะอุปสรรคทั้งปวง ไม่ว่าจะมาจากภายนอก หรือแม้กระทั่งภายในใจของเราเอง

ซึ่งอุปสรรคภายในใจสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด...อุปสรรคที่ว่านั้นคือ “ความคิดและอารมณ์” ของเรา หากเราคุมอารมณ์ไม่ได้ ความคิดก็มักเตลิดเปิดเปิง หรือหากเราคุมความคิดไม่ได้ อารมณ์ของเราก็ย่อมแปรปรวน

ทั้งหมดทั้งปวง ถ้ามองดีๆ ก็ล้วนแล้วแต่เราทำขึ้นมาเองทั้งนั้น 

คำว่า “ทิฐิ” จะเป็นผลลัพธ์ จากการไม่สามารถคุมอารมณ์และความคิดได้

เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ชีวิตก็อาจจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย หรือหนักกว่านั้น ก็แขวนอยู่บนขื่อบ้าน เหมือนที่มุตตากระทำต่อความคิดและอารมณ์ของเธอ...

ทำให้เธอต้องจบชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แต่คนข้างหลังก็เสียใจและเจ็บแค้น...แถมไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว จากการตาย...เรื่องราวของเธอจบลงไปแล้ว แต่เรื่องราวของพี่สาว ที่หน้าเหมือนเธอ ก็กำลังเริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยความดุเด็ดเผ็ดมัน ถูกใจหลายคนที่ชอบความรุนแรงแฝงความบันเทิง จะดีหรือไม่ หากการแก้แค้นจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น...ต้องร้องเพลงให้แม่สาวที่ชื่อแปลว่า "จอมนักปราชญ์ผู้เก่งกาจ" จากเมืองนอก ด้วยเนื้อเพลงที่ว่า 
“เธอกลับมาครานี้ ไม่เป็นเหมือนเธอคนก่อน ไม่คอยอ้อนวอนไม่ง้อให้เป็นเหมือนเก่า” อีกแล้ว
เพราะเธอมาแก้แค้น ให้น้องสาวฝาแฝดที่เสียชีวิตไป ด้วยความเข้าใจว่าถูกผู้ชายหลอกให้ชอกช้ำระกำทรวง แถมยังตายทั้งกลมอีกต่างหาก ในหัวใจของพี่สาวและยิ่งเป็นฝาแฝดด้วยแล้ว คงไม่มีใครไม่เสียใจ และความเสียใจเหล่านั้น ก็สามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นความแค้นได้ไม่ยากเลย

ในช่วงเวลาของความโกรธของคนเรา ซึ่งคงไม่ต่างจากตอนเศร้าหรือลุ่มหลง เราสามารถที่จะทำอะไรได้ง่ายดาย และบางครั้งเราก็สามารถที่จะมีพลังมากมาย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้แรงอาฆาตพยาบาท สามารถนำไปใช้ในการทำร้ายคนอื่นได้ โดยเฉพาะเมื่อเรามีความเก็บกด ไม่กล้าแสดงออก ก็ยังมีพลัง (ที่ซ่อนอยู่ในสภาพห่อเหี่ยว) เพื่อที่จะสามารถทำร้ายร่างกายตนเองได้เช่นเดียวกัน

ในยามที่เราไม่รู้เหตุผลที่มากเพียงพอ หรือตัดสินไปอย่างวู่วาม สิ่งที่จะห้ามความโกรธไม่ให้ส่งพลังทำลายล้างออกไปได้ คงไม่มีอะไรดีเท่ากับ “สติ” เพราะสติ จะช่วยติดเบรกพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ให้เราได้อย่างมาก ช่วยแปรเปลี่ยนอารมณ์ที่แปรปรวนให้ลดลง จนสามารถทำให้เหตุผลขึ้นมาแซงหน้าได้ 

เมื่อนั้น ความหายนะก็จะค่อยๆ ลดลง 

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วต้องฝึกฝนทั้งสิ้น จะให้ครูบาอาจารย์ หรือนักจิตบำบัดที่ไหนมาช่วย ก็คงไม่สำคัญเท่ากับตัวเราเอง ที่จะเปิดใจยอมรับ เพื่อเรียนรู้จักตัวเองหรือเปล่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ก็เลยมีหลายคนตั้งคำถามว่า จะแก้แค้นอย่างไรให้สาสม เมื่อเขามาทำร้ายคนที่เรารัก...นั่นเอง 

คนส่วนใหญ่มักทำใจไม่ได้ แต่ที่ทำใจไม่ได้ เพราะตอนนั้นอารมณ์มันพลุ่งพล่าน แต่หากเชื่อในเรื่องกาลเวลา ที่ช่วยเยียวยาทุกสิ่งอย่าง คุณก็จะได้ประสบการณ์และความภาคภูมิใจ ที่แสดงให้เห็นว่าตนสามารถรอได้ และผลดีที่ตามมาคือ การช่วยชะลอความสูญเสีย ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ยังมีไฟแห่งความโกรธอยู่ ไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน จะชื่อเสียงเรียงนามน่าชื่นชมขนาดใดก็ตาม หากไม่เป็นไปตามชื่อของตนเอง ก็ป่วยการที่จะมีชื่อดีๆ ให้เป็นศักดิ์เป็นศรีแก่ตนเอง และความคาดหวังและความรักที่พ่อแม่มีให้ตลอดมา...

แม้ชีวิตเมียหลวงจะน่าสงสาร ที่ถูกแย่งความรักจากสามีไป แต่ก็มีเมียหลวงจำนวนไม่น้อย ที่สามีทนความร้ายกาจของเธอไม่ไหว จนต้องเผลอใจไปหาคนใหม่ทดแทน จะด้วยความเหงาทางใจหรือนิสัยที่รักสนุกไม่รู้จักพอก็ตาม ก็จะเกิดปัญหาตามมาทั้งสิ้น และหากวันหนึ่ง เมื่อคุณเผอิญพลาดพลั้งไปอยู่ในวังวนของคนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ โดยเฉพาะผู้ชายเจ้าชู้ที่ชอบอ้างว่า ไม่มีความสุขกับเมียหลวง แล้วไปเที่ยวหลอกให้คนที่จะมาเป็นเมียน้อยตายใจ ...จนเกิดเรื่องเกิดราวมากมาย ถึงขั้นต้องทำร้ายกัน ก็ควรทบทวนถามตัวเองว่า คู่ควรหรือไม่ ที่จะไปตบตีกับคนพรรค์นั้น ใครรวยกว่า สวยกว่า เด่นกว่าไม่สำคัญ มันสำคัญที่พฤติกรรม การใช้ความรุนแรงเหล่านั้นต่อหน้าสาธารณชน หรือลอบทำร้ายคนอื่นแบบลับหลังก็ตาม มิใช่วิสัยของวิญญูชนในการแก้ปัญหา

ลองถามตัวเองดูสักนิดสิว่า ถ้าเราอยากจะทำตัวดูมีคุณค่า อยากมีจิตใจที่สุขสงบ...จะไปเกลือกกลั้วกะพวกเขาเหล่านั้นทำไมให้มีมลทิน ยิ่งแก้แค้นก็ยิ่งหมองมัว เพราะไม่เคยมีใครมีความสุขจากการใช้อารมณ์เลยสักคนเดียว

จุดไฟเผาบ้านใครสักคน ที่เราโกรธเกลียดได้ คงจะสะใจพิลึก ถ้ามั่นใจว่าไฟเหล่านั้นไม่ลามกลับมาเผาใจตัวเอง ให้ร้อนรุ่มสุมทรวงด้วยแรงอาฆาตมาดร้าย การตอบแทนคนที่ทำร้ายเรา หรือคนที่เรารักยังมีอีกหลายช่องทางที่ดีๆ มากกว่าการทำร้ายกันเพื่อความสะใจ...แรงอาฆาตของเงาแห่งความโกรธจะหมดไป ด้วยแรงใจแห่งการให้อภัย.

สุขภาพจิตดี...ยังมีขาย


อย่างที่เรารู้กันหรือเคยได้ยินกันว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หากสุขภาพจิตไม่ดีย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างแน่นอน และในทางกลับกันเมื่อสุขภาพกายไม่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อความไม่สบายใจจนอาจจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพจิตต่อไปได้

เพื่อให้ทุกท่านได้รับความรู้ ความเข้าใจปัญหา เกี่ยวกับโรคที่เกิดกับจิตใจ ที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่รอบๆ ตัวคุณ และเมื่อได้รับความรู้แล้ว ย่อมทำให้เกิดการยอมรับมากขึ้น รวมถึงการตระหนักว่าปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อขาดการเยียวยารักษาที่ดี และปล่อยให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “โรค” (Disease หรือ Disorder) นั้นย่อมไม่เป็นสิ่งที่ใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างแน่นอน

เคยมีหน่วยงานภาครัฐทำการสำรวจสุขภาพจิตของคนไทยนับหมื่นคน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่าเกือบร้อยละ 70 ของคนไทยมีความเครียด และยังมีการสำรวจเพิ่มเติมอีกครั้งพบว่า ประมาณร้อยละ 25 มีปัญหาทางสุขภาพจิตถึงขั้นเจ็บป่วยเป็นโรคทางจิตเวช (Mental Disorder) เช่น วิตกกังวลและโรคซึมเศร้า

โดยสาเหตุของปัญหาหลักๆ ก็เกิดมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การเงิน การทำงาน ปัญหาสังคมและการเจ็บป่วยทางกาย

นอกจากนี้ บางรายพบว่ามีปัญหาถึงขั้นป่วยเป็นโรคจิต (Psychosis) ตามสถิติของผู้ป่วยนอก ที่มารักษาที่ รพ.จิตเวชของรัฐพบว่า ส่วนใหญ่มีอาการประสาทหลอน เช่น หูแว่ว หวาดระแวง ฯลฯ

ผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว มักใช้วิธีการแก้ปัญหา ด้วยการพึ่งพาตนเองก่อนพึ่งพาผู้อื่น รวมถึงไสยศาสตร์และหมอดู แต่ไปใช้บริการจากภาครัฐและภาคเอกชนน้อยมาก

ดังนั้น สิ่งที่เราคนไทยจะเห็นอยู่บ่อยๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ก็คือ เรื่องการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเดี่ยวๆ หรือหมู่ รวมถึงการฆ่าผู้อื่น ซึ่งรวมถึงปัญหาการก่อคดีอาชญากรรมมากมาย ก็บ่งชี้ถึงการมีปัญหาสุขภาพจิตเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติดที่มีจำนวนไม่น้อย ควบคู่กับการใช้ความรุนแรงในระดับครอบครัว และสังคมก็เป็นตัวที่แสดงให้เห็นว่า บุคคลเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีปัญหาสุขภาพจิตทั้งสิ้น ถ้าลองคำนวณคร่าวๆ พบว่าคนไทยไม่ต่ำกว่า 3-5 ล้านคน เป็นผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม

สุขภาพจิต (Mental Health) คืออะไร
ถ้าจะถามว่าสุขภาพจิตคืออะไร จะมีสักกี่คนที่เข้าใจได้อย่างแท้จริง หรือแค่พอเข้าใจบ้าง บางคนก็บอกว่า หมายถึง สุขภาพจิตที่ดี
หลายคนมีความคิดว่า การมีความสุข หรือคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น หมายถึงการมีวัตถุที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตได้ ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไรยิ่งหมายถึงว่ามีความสุขมากเท่านั้น รวมทั้งการที่มีคนรอบข้างคอยให้ความรัก ความเอาใจใส่ในตัวเรามาก ก็แสดงถึงเราคงจะมีความสุขมาก 
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้ว แต่เป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งสิ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เราได้รับมาจากภายนอก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความไม่ยั่งยืนเกิดที่ขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา และหากเราไม่เคยให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ที่สามารถเกิดขึ้นจากการจัดการในใจของเราเองโดย ที่ไม่จำเป็นต้องรอปัจจัยภายนอกมาคอยเอื้ออำนวยให้เราจะอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุขได้อย่างไร

ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายว่า
สุขภาพจิต หมายถึง ความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจ ปราศจากอาการของโรคทางจิตเวช หรือลักษณะที่ผิดปกติอื่นๆ ทางด้านจิตใจ และยังหมายความรวมถึงการที่บุคคล ที่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีข้อขัดแย้งภายในใจ มีความสุขอยู่กับสังคมและ สิ่งแวดล้อมได้ดี ทำให้สามารถที่จะมีสัมพันธภาพอันดีกับบุคคลอื่น และดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสมดุลอย่างสุขสบาย
สำหรับข้าพเจ้าเองค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่อง “การปรับตัว” ว่า เป็นเรื่องบ่งบอกสุขภาพจิตของคนคนนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะต้นตอของความทุกข์ มักมาจากการสูญเสียหรือไม่สมหวัง

ดังนั้น หากมีความทุกข์แล้วปรับตัวได้เร็ว ก็น่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงการมีสุขภาพจิตที่ดีได้

สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะนำเราไปสู่การมีสุขภาพจิตดีได้ก็คือ การรู้จักตัวเอง และเมื่อรู้จักตัวเองแล้ว ก็ควรจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นบ้าง เพื่อทำให้เราไม่ตัดสินว่า ใครดีไม่ดี ไปก่อนด้วย “ความคิด” หรือ “อคติ” ของเราเอง และความคิดเหล่านั้น ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความทุกข์ได้มาก

ดังนั้น หากเราสามารถที่จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น รวมถึงการให้อภัยคนอื่นได้ ความสุขคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอีกมากมาย ที่ทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ไม่ดีได้นั่นก็คือ “ความเจ็บป่วยทาง จิตเวช” (Mental Disorder) ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก และต้องบำบัดรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ แต่ทัศนคติของการมาพบบุคลากรทางการแพทย์ยังน้อยอยู่มาก ซึ่งต้องรีบเร่งในการสร้างความรู้ความเข้าใจปัญหาสุขภาพจิตให้มากขึ้น

ปัจจุบันมีการศึกษามากขึ้นว่า อาการของโรคทางด้านจิตเวชนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติในสมอง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง หรือส่วนประกอบภายในที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ที่ผิดปกติ อันส่งผลให้เกิดความผิดปกติด้านการแสดงออก หรือพฤติกรรมผิดปกติได้มากมาย จนเป็นโรคหรือปัญหาสุขภาพจิตได้

โรคทางจิตเวชมีมากมายเป็นร้อยๆ โรค ซึ่งถ้าจะนำมาลงเสนอทั้งหมดคงไม่ไหว ซึ่งสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา นำมาเสนอเฉพาะที่เจอบ่อยๆ เช่น

1. โรคจิต (Psychotic disorder) เป็นโรคที่เกิดจากแนวความคิดที่ผิดปกติ ซึ่งอาการแสดงออกที่เห็นได้บ่อยๆ คือ หวาดระแวง กลัวคนมาทำร้าย คนคิดไม่ดีหรือปองร้ายกับตนเอง หรือคนที่เกี่ยวข้อง 

บางรายมีอาการหูแว่วเป็นเสียงมาด่ามาว่าหรือมาทำร้าย ทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา อาการก็จะยิ่งแย่ลง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นได้ ช่วงอายุที่สามารถเกิดโรคได้ ก็จะเริ่มตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งมักจะเริ่มเป็นที่อายุไม่เกิน 45 ปี

2. โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood or affective disorder) ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก็จะมีปัญหาในเรื่องของอารมณ์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย หรือที่เรียกว่า “แปรปรวน” เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งอาการก็จะมีทั้งซึมเศร้า ร่าเริง หรือซึมเศร้าสลับร่าเริง ที่เรียกว่าไบโพลาร์ มีอาการพูดมาก ใช้เงินมากเกินความจำเป็น ความคิดเร็ว บางช่วงเศร้าจนมีความคิดอยากทำร้ายตนเองก็มี ช่วงที่อาการสงบก็อาจจะใกล้เคียง หรือเหมือนคนปกติทั่วๆไป แต่มักจะเกิดซ้ำๆ เป็นช่วงๆ 

บางรายก็เป็น ปีละหลายๆ ครั้ง ส่วนช่วงอายุที่เริ่มป่วยก็คล้ายๆ กับกลุ่มที่เป็นโรคจิต

3. โรควิตกกังวล (Anxiety disorder) ผู้ที่เป็นโรคนี้ มักมีอาการวิตกกังวลง่าย ย้ำคิดย้ำทำ กังวลไปล่วงหน้า บางรายก็จะกังวลไปทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองก็เก็บมากังวล ขาดความมั่นใจในตัวเอง 

บางรายพบว่า เวลามาพบแพทย์จะมีอาการต่างๆ มากมาย เช่น ใจสั่น จุกแน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย ท้อแท้ เหมือนตัวเองจะขาดใจ หรือกำลังจะเป็นบ้า มักจะมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านพัฒนาการจิตใจ การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ก็ส่งผลถึงอาการของโรคในปัจจุบันด้วย และมีการศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้ ก็เกิดจากมีความผิดปกติ ของสารสื่อประสาทบางตัวที่อยู่ในสมองด้วย สำหรับอายุที่เริ่มเป็นก็มักจะเริ่มตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและมักจะติดต่อกันยาวนานหลายสิบปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเพียงพอ บางรายเป็นต่อเนื่องไปจนถึงวัยชราก็มี

4. โรคติดสารเสพติด (Substance use disorder) กลุ่มนี้ก็พบมากและมักจะอยู่ร่วมกับโรคอื่นๆ ดังกล่าวมาข้างต้น เนื่องจากผู้ป่วยหลายๆ รายเข้าใจผิดว่าการใช้สารเสพติดเหล่านั้น จะช่วยให้ความทุกข์ใจ ไม่สบายใจหายไป แต่ความจริงแล้วก็เพียงชั่วคราว แต่สิ่งที่ตามมานั้น ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในทางที่แย่ลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นร่างกายทรุดโทรม สมองถูกทำลายไปเรื่อยๆ 

บางรายก็มีอาการโรคจิตเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ หรือถาวรไปเลยก็มี การรักษาหรือบำบัดผู้ติดสารเสพติด เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ต้องอาศัยความเข้มแข็งอดทนของผู้ป่วย และกำลังใจจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ

5. โรคจิตเวชของเด็ก เช่น สมาธิสั้น ออทิสติก บกพร่องทางสติปัญญา หรือเดิมเรียกว่าปัญญาอ่อน เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียน (Learning disorder) บางราย พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ทราบว่าเป็นความเจ็บป่วยทางสมอง แต่ไปคิดว่าเป็นปัญหาทางด้านพฤติกรรมของเด็ก ที่นิสัยไม่ดี ไม่รักดี หรือบางครอบครัวก็โทษว่าเป็นเรื่องการเลี้ยงดู โดยโยนความผิดใส่กัน เช่น ตามใจมากจนเกินไป เป็นต้น ความจริงแล้วความผิดปกติเหล่านี้ เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมองเป็นส่วนใหญ่ 

นอกจากนี้ ยังมีโรคอื่นๆ ที่เกิดจากปัญหาของผู้เลี้ยงดูเป็นสำคัญ ที่ไม่สามารถฝึกให้เด็กๆ เหล่านั้นเป็นเด็กที่มีวินัย หรือฝึกการรู้จักควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานวัน ปัญหาเหล่านี้ก็หมักหมม จนกลายเป็นปัญหาพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ต่อไป

6. บุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorder) อันนี้มิใช่โรค แต่เป็นปัญหาสุขภาพจิตชนิดหนึ่ง คำว่าบุคลิกภาพในทางด้านจิตวิทยา มิใช่แค่ภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องแนวคิดในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การควบคุมอารมณ์ การปรับตัวเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด เป็นต้น มีลักษณะที่คล้ายกับคำว่า “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือที่คุ้นเคยกับคำว่า “อีคิว” นั่นเอง ซึ่งผู้ที่มีบุคลิกภาพผิดปกติ จะมีการแสดงออกทางด้านอารมณ์ พฤติกรรม การแก้ปัญหา การปรับตัวที่ไม่ดี 

บางรายถึงขั้นกลายเป็นอาชญากร หรือกระทำความผิดได้ อาการมักจะเด่นชัดหลังจากอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่บางรายสามารถเห็นปัญหาเหล่านี้มาตั้งแต่วัยรุ่นแล้วก็มี ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานๆ ยิ่งแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

7. โรคความเสื่อมของสมอง ส่วนใหญ่มักเกิดหลังอายุ 60-65 ปีขึ้นไป อาการที่ดูเหมือนว่าจะเป็นโรคทางจิตเวช เพราะมีการแสดงออกทางด้านพฤติกรรมที่ผิดปกติ และความจำที่ผิดปกติที่พบบ่อยๆ คือ โรคสมองเสื่อม (Dementia) ที่หลายๆ คนรู้จักโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็คือ อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) นั่นเอง ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็นโรคทางกายมากกว่า เพียงแต่ว่าผู้ป่วยมักจะมีอาการแสดงออกมาทางด้านพฤติกรรมและความคิด 

บางรายมีอาการซึมเศร้า สับสนวุ่นวาย หวาดระแวง รักษาไม่หาย แต่ชะลอความเสื่อมได้บ้าง