แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซันเดย์สเปเชียล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซันเดย์สเปเชียล แสดงบทความทั้งหมด

ตำนาน 50 ปี เชลล์ชวนชิม


“เชลล์ชวนชิม” เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2504 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกส่งเสริมการขาย และการโฆษณาของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด สมัยนั้นบริษัทเชลล์ฯ เพิ่งเริ่มจำหน่ายแก๊สหุงต้มในประเทศไทย ในขณะที่คนไทยยังคุ้นเคยกับการใช้ถ่านใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหาร

ท่านภีศเดชกับม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ได้ปรึกษาหารือกันว่า ควรจะทำโครงการอะไรดี เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย แล้วก็มาสรุปกันว่า เห็นจะต้องเป็นเรื่องอาหารการกิน โดยได้ความคิดมาจากที่เห็น Michelin Guide ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความเชื่อถือและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เมื่อสรุปว่าเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินแล้ว ก็ต้องมาคิด ชื่อและโลโก้ เรื่องชื่อนั้นจำได้ว่าคิดกันหัวแทบแตก ในตอนแรกได้ออกมาว่า “ชวนชิม” ท่านภีศเดช ว่าเหมาะแล้ว ก็ทรงเติม "เชลล์" เข้าไปข้างหน้า ออกมาเป็น “เชลล์ชวนชิม” ลงตัวเผง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เป็นผู้ชวนชิมและเขียนแนะนำ โดยมีบริษัทเชลล์ แห่งประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายตลอดรายการ

นโยบายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นและรักษาอย่างเคร่งครัดตลอดมาคือ แนะนำอาหารอร่อยได้มาตรฐาน บริการดี ไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภค ถูกหรือแพงไม่สำคัญ ขอให้อร่อย และประการสำคัญ เป็นการแนะนำฟรี ไม่มีการเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ

คอลัมน์เชลล์ชวนชิม ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2504 โดยใช้นามปากกา “ถนัดศอ” เรื่องที่มาของนามปากกานั้น มาจากที่สมัยนั้น คุณประหยัด ศ.นาคะนาท เป็นบรรณาธิการอยู่ และได้ขอให้ คุณประมูล อุณหธูป นักเขียนชื่อดังตอนนั้นอยู่กอง บก. ของสยามรัฐ ตั้งนามปากกาให้ คุณประมูลจึงตั้งให้ว่า “ถนัดศอ” เป็นการเลียนเสียงชื่อของคุณ “ประหยัด ศ.” นั่นเอง


ร้านอาหารเชลล์ชวนชิมที่เขียนแนะนำเป็นครั้งแรกในคอลัมน์มีสองเจ้า คือ ร้านลูกชิ้นสมองหมู หรือลูกชิ้นห้าหม้อ สมัยนั้นเป็นรถเข็นอยู่ข้างหลังกระทรวงมหาดไทย อีกเจ้าหนึ่งคือ ข้าวแกงลุงเคลื่อน หรือข้าวแกงมธุรสวาจา อยู่เยื้องๆ กับก๋วยเตี๋ยวสมองหมู ลุงเคลื่อนคนนี้ทำข้าวแกงอร่อย แต่ที่ตั้งสมญาให้ว่าข้าวแกงมธุรสวาจา เพราะแต่ละคำที่หลุดออกมานั้น ลึกซึ้งถึงทรวงจนออกอากาศไม่ได้กันทีเดียว


โลโก้ของ “เชลล์ชวนชิม” ในยุคแรกเป็นรูปหอยเชลล์และเปลวแก๊สแลบออกมา ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ.2525 ได้เปลี่ยนโลโก้เป็นรูปชามลายครามลายผักกาด 

ลายผักกาด หมายถึง อาหารการกิน ส่วนชามลายคราม เป็นสัญลักษณ์ของความเก่าแก่ สูงค่า รวมความเป็นสัญลักษณ์แห่งการกินดีกินเป็น

คอลัมน์เชลล์ชวนชิม ตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ต่อเนื่องมานานกว่าสิบสี่ปี จึงได้ย้ายไปตีพิมพ์ใน นิตยสารฟ้าเมืองไทย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2518 และสุดท้าย ย้ายไปประจำอยู่ ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ จนถึงตอนสุดท้ายเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา


ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา “เชลล์ชวนชิม” โดย “ถนัดศอ” ได้สร้างคนให้เป็นเศรษฐีมามากมาย นโยบายของเชลล์ชวนชิม คือ ให้แล้วให้เลย ไม่มีการกำหนดวันหมดอายุ หรือยึดคืนแต่อย่างใด ร้านไหนยังรักษาคุณภาพมาตรฐานความอร่อยไว้ได้ ลูกค้าก็ยังไปอุดหนุนกันคับคั่ง ส่วนร้านไหนเปลี่ยนเจ้าของเปลี่ยนมือคนทำ ฝีมือด้อยลงไป ลูกค้าไปแล้วไม่ประทับใจก็จะไม่ไปอีก เขาก็อยู่ไม่ได้ไปเอง

มีเสียงเล่าลือกันไปว่า ร้านอาหารที่จะได้ป้ายเชลล์ชวนชิม จะต้องจ่ายเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ มีพูดกันไปตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น ขอยืนยันว่า ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด ชิมแล้ว อร่อย ก็เขียนลงคอลัมน์ให้ไม่จำเป็น ต้องเรียกเก็บเงินจากร้านค้าเพราะ มีสปอนเซอร์สนับสนุนอยู่แล้ว

ส่วนที่จะต้องจ่ายเงินก็คือ ค่าทำป้าย ซึ่งเจ้าของร้านอาหารไปเลือกสั่งทำ ตามรูปแบบและขนาดที่ต้องการจากร้านรับทำป้าย ราคาค่าทำป้ายก็เป็นราคาที่ร้านทำป้ายกำหนดขึ้น ไม่ได้มีการเรียกเก็บค่า ธรรมเนียมค่าลิขสิทธิ์เข้ากระเป๋าใครหรือบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น


ตอนนี้เมื่อบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ไม่ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้แล้ว ก็จะไม่มีการแนะนำร้านเชลล์ชวนชิมเพิ่มอีก แต่จะยังคงทำเรื่องของการชวนชิมต่อไป โดยใช้ชื่อ “ถนัดศรีชวนชิม” และยังคงตีพิมพ์ลงในมติชนสุดสัปดาห์เหมือนเดิม โดยในช่วงแรกจะเป็นการทบทวนร้าน “เชลล์ชวนชิม” รุ่นเก่าๆ ที่ยังรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ได้ดี ให้ผู้อ่านได้ทราบว่ามีร้านอร่อยๆ อยู่ที่ไหนบ้าง

แน่นอนว่า “ถนัดศรีชวนชิม” จะเน้นเรื่องรสชาติและคุณภาพของอาหารเป็นหลัก และไม่มีการเรียกเก็บเงินจากร้านค้าแต่อย่างใด เพราะมีผู้สนับสนุนออกเงินให้ เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานอยู่แล้ว คือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน “PT” ซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของคนไทย และมักนิยมเรียกกันจนติดปากว่า ปั๊มสีเขียว โดยปัจจุบันมีมากกว่า 400 แห่งในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับนกปากขอ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นกปากขอ

"นกปากขอ" เป็นนกสวยงามที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในประเทศไทยเองมีความสามารถในด้านการเพาะพันธุ์นกปากขอได้หลายชนิด เช่น นกแก้ว นกหงส์หยก

นกแก้ว แยกออกเป็นชนิดต่างๆ ได้มากกว่า 300 ชนิด เข้าใจว่ามีพื้นเพที่อยู่อาศัยดั้งเดิมในป่าทึบ ในเขตร้อนของประเทศในแถบอเมริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นกในตระกูลนกแก้วมีปากคมแข็ง จะงอยปากงุ้มเข้า เท้ามีนิ้วข้างหลังสองนิ้วและข้างหน้าสองนิ้ว ทุกนิ้วมีเล็บแหลมคม สามารถใช้เท้าเกาะจับกิ่งไม้ได้

นกแก้วในประเทศไทย มีหลายชนิด เช่น นกแก้วโม่ง นกกะลิง นกแก้วหัวแพร นกแขกเต้า ผู้เลี้ยงนกในประเทศ ไทยนิยมเลี้ยงนกแก้ว เนื่องจากความฉลาดแสนรู้ และสามารถฝึกฝนให้แสดงความสามารถพิเศษได้ นกแก้วบางสายพันธุ์สามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ด้วย

ความนิยมในการเลี้ยงนกแก้วทุกวันนี้ มีกระแสความต้องการมากขึ้น มีทั้งผู้เลี้ยงเพื่อหารายได้เสริม เพื่อเพาะขยายพันธุ์ เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง เลี้ยงเพื่อฝึกให้นกแสดงความสามารถพิเศษ

สายพันธุ์ที่มีผู้นิยมเลี้ยงมาก ได้แก่ มาคอว์ เป็นนกแก้วสายพันธุ์ที่มีรูปร่างขนาดค่อนข้างใหญ่ และค่อนข้างได้รับความนิยมสูง เพราะความฉูดฉาดของสีสัน และรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสง่าสวยงาม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระตั้ว

"กระตั้ว" เป็นนกแก้วที่สีสันอาจจะฉูดฉาดสู้มาคอว์ไม่ได้ แต่กระตั้วเป็นนกที่มีนิสัยน่ารัก ติดคน และขี้อ้อน ชอบพองขน ไปจนถึงชอบเต้น จนทำให้หลายๆ คนหลงรักนกชนิดนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แอฟริกัน เกรย์

"แอฟริกัน เกรย์" เป็นนกแก้วขนาดกลางๆ ถึงแม้ว่าหน้าตาและสีสันอาจ จะไม่ค่อยฉูดฉาดมาก แต่เป็น สายพันธุ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนกแก้วที่ฉลาดที่สุดในโลก มีการเปรียบเทียบว่าเป็นนกแก้วที่มีสมองพอๆ กับเด็กอายุประมาณ 4–6 ขวบเลยทีเดียว เป็นนกที่ชอบเลียนเสียงสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นกอเมซอน

"อเมซอน"  เป็นนกแก้วขนาดกลางๆ เป็นนกที่พูดเก่ง สามารถพูดประโยคยาวๆ ไปจนถึงสามารถจดจำและร้องท่อนฮุกของเพลงบางเพลง ไปจนถึงร้องเพลงที่มีเนื้อไม่ยาวมากนักได้จบเพลง และมีความหลากหลายทางสายพันธุ์มาก จัดได้ว่าเป็นนกแก้วอีกสายพันธุ์หนึ่งที่พูดได้เก่งมาก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คอนัวร์

"คอนัวร์" เป็นสายพันธุ์ขนาดเล็ก มีสีสันสวยงาม ลักษณะจะเหมือนกับมาคอว์ในขนาดย่อส่วน มีการเลี้ยง ดูและดูแลที่ไม่ยุ่งยาก และเป็นนกที่มีนิสัยค่อนข้างเป็นมิตรกับทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีนกแก้วอื่นๆ ที่กำลังได้รับความนิยม และเริ่มมีความต้องการมากขึ้น เช่น 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฟอพัส

"ฟอพัส"  เป็นนกแก้วที่มีขนาดตัวเล็กที่สุดในโลก 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เลิฟเบิร์ด

"นกแก้วเลิฟเบิร์ด" ซึ่งมีสีสันหลากหลายสวยงาม และเป็นสายพันธุ์ที่ได้พัฒนาเรื่องของสีที่มีความหลากหลายมาก

ผู้นิยมเลี้ยงนกจะทราบแหล่งซื้อหานกแก้วเป็นอย่างดี อย่างในตลาดสัตว์เลี้ยงที่ตลาดนัดจตุจักร และที่ตลาดนัดสนามหลวง 2 รวมถึงช่องทางการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้สนใจซื้อนก และผู้เพาะพันธุ์นก สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่สนใจจะเลี้ยงนก เริ่มตั้งแต่การเลือกลูกนกที่จะนำมาเลี้ยง เนื่องจากลูกนกเป็นสัตว์ที่ต้องการความดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ผู้ที่คิดจะรับนกมาเลี้ยงจึงควรไตร่ตรองให้ดี ควรศึกษาลักษณะนิสัยของนกสายพันธุ์ต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกนก ที่คิดว่าเหมาะกับความต้องการและความสามารถในการเลี้ยงดูของตนเอง เพื่อสุขภาพที่ดีของนก และเพื่อที่ผู้เลี้ยงจะได้รับความสุขจากการเลี้ยงนกอย่างแท้จริง

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เวลาที่เหมาะจะนำนกใหม่มาเลี้ยงคือตอนเช้า เพราะนกจะต้องปรับตัวที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ หากนกถูกจับใส่กรงใหม่ตอนเย็น จะเกิดความวิตกกังวลสับสน เกิดความหวาดกลัว ในช่วงกลางคืนตลอดทั้งคืน ซึ่งนกบางตัวเมื่อมีอาการแปลกที่มากๆ อาจถึงกับตายได้

อาหารการกินของนกในวัยลูกป้อนนั้น ผู้เลี้ยงจะต้องดูแลและป้อนอาหารให้เหมาะสมกับวัยของนกในช่วงนั้นๆ จนกว่าจะถึงเวลาที่ลูกนกจะหัดกินเองได้ จึงหยุดป้อนนก อาหารป้อนสมัยนี้สะดวกสบาย เพราะมีผู้ผลิตอาหารสำหรับป้อนลูกนกแก้วโดยเฉพาะออกมาจำหน่าย มีให้เลือกหลายยี่ห้อ ซึ่งที่ฉลากจะบอกวิธีการเตรียมอาหารอย่างถูกต้องไว้ให้แล้ว

เมื่อนกถึงวัยกินเองแล้ว ต้องให้นกได้รับน้ำที่สะอาดถูกหลักอนามัย และมีคุณค่าทางสารอาหารต่อนก อาหารโดยทั่วไปเน้นให้อาหารที่สะอาด มีการเปลี่ยนถ่ายอาหารและน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง อาหารของนกแก้วแบ่งเป็น 3 จำพวก ได้แก่ อาหารสด เป็นผัก หรือผลไม้ตามฤดูกาล ถั่วชนิดต่างๆ ต้มสุก อาหารแห้ง คือ เมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับนกในแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงอาหารสำเร็จรูปสำหรับนกแก้วโดยเฉพาะ และอาหารเสริม เช่น วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ที่นกสมควรจะได้รับ เช่น แคลเซียม เป็นต้น

แหล่งรวบรวมนกปากขอของเอกชนแห่งหนึ่งที่สามารถเข้าไปชมเพื่อศึกษาได้ คือ “สวนปาล์มฟาร์มนก” ตั้งอยู่ที่อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30 ถึง 17.00 น. มีช่วงเวลาให้ป้อนอาหารนกแก้วรอบเช้า 09.30 ถึง 12.00 น. รอบบ่าย 14.00-17.00 น. 

หากต้องการสอบถามข้อมูล หรือขอเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อได้ที่หมายเลขโทร– ศัพท์ 08-0587-1911 และ 08-1372-1196
ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าชมคือ ควรไปตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะแดดยังไม่แรงมาก และไม่ควรสวมเครื่องประดับ เนื่องจากนกแก้วมีลักษณะนิสัยค่อนข้างซน และชอบแทะเครื่องประดับ
ไปเที่ยวสวนปาล์มฟาร์มนกแล้ว สามารถเดินทางไปเที่ยวชมสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจในจังหวัดฉะเชิงเทราได้อีกหลายแห่ง เช่น วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตลาดบ้านใหม่ ตลาดน้ำบางคล้า คุ้มวิมานดิน เที่ยวแบบนี้ ใช้เวลาแค่วันเดียวก็เกินคุ้มแล้ว...

วัฒนธรรมการกินอาหาร ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาหารคริสต์มาส

ปลายเดือนธันวาคมอย่างนี้ ทำให้นึกถึงว่า "ปีเก่า" กำลังจะผ่านพ้นไป "ปีใหม่" กำลังจะเข้ามา เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคริสต์ศาสนิกชน ที่จะฉลองเทศกาลคริสต์มาสกันอย่างยิ่งใหญ่ เพราะเป็นเทศกาลสำคัญประจำปี

วัฒนธรรมการกินอาหารในเทศกาลคริสต์มาสของชาวอังกฤษ และประเทศอื่นในทวีปยุโรป จะมีการฉลองมื้อใหญ่ ที่เรียกว่า "คริสต์มาสดินเนอร์" ร่วมกันทั้งครอบครัว ซึ่งจะจัดขึ้นในวันก่อนคริสต์มาส (คริสต์มาสอีฟ) หรือในวันคริสต์มาสเลยก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละครอบครัว

โดยมากแล้วเท่าที่เห็นมา ชาวอังกฤษมักรับประทานอาหารมื้อพิเศษนี้ในวันที่ 24 ธันวาคม จะเริ่มเสิร์ฟตั้งแต่เที่ยง หรือบ่ายโมงเป็นต้นไป เพราะเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะมาร่วมสังสรรค์กัน

อาหารในเทศกาลคริสต์มาส สำหรับชาวอังกฤษ มักต้องมี "ไก่งวง" ถ้าบ้านไหนไม่กินไก่งวงก็จะใช้ "ห่าน" แทน โดยจะมีเครื่องสำหรับยัดไส้ไก่งวง หรือห่านอบ ที่มักทำด้วยขนมปังเก่า หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หอมหัวใหญ่ แครอท เซเลอรี่สับผัดกับเนยแล้วใส่ไข่ ใส่นม นิยมใส่ลูกเกาลัดบดและเบคอน เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น นำส่วนผสมเหล่านี้คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วยัดเข้าไปในตัวไก่งวง หรือห่านอบด้วยความร้อนไม่สูงมาก ใช้เวลาอบค่อนข้างนาน

ไก่งวง หรือห่านอบนี้ ต้องเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง เช่น มันอบกรอบนอกนุ่มใน ไส้กรอกพันด้วยเบคอน ผักที่เรียกว่า Brussels Sprout ลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีหัวเล็กๆ ซึ่งในฤดูหนาวจะมีผัก ชนิดนี้ขายสดๆ นำมาต้มแล้วเสิร์ฟกับเนย นอกจากนี้ก็มีผักประเภทหัว เช่น หัวไช้เท้า

จะตักเอาเครื่องที่ยัดไส้ไก่งวง หรือห่านอบไว้ออกมา หรือบางบ้านอาจจะทำเครื่องยัดไส้นี้แยกไว้ต่างหาก ใส่ถาดไว้เสิร์ฟกับเครื่องเคียง ราดน้ำเกรวี่ชุ่มๆ และมีแครนเบอร์รี่ซอสสำหรับกินกับไก่งวงด้วย ซึ่งไก่งวงนี้ ถ้าฝีมือการอบยังไม่ดีพอ เนื้อตรงส่วนอกไก่งวงจะแห้ง แต่ส่วนขาไก่งวงจะยังมีความชุ่มชื้นอยู่

เมื่อถึงเวลารับประทาน ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของบ้าน จะเป็นผู้หั่นไก่งวงแบ่งให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว แล้วจะใช้เวลารับประทานกันนานมาก มีการดื่มเครื่องดื่มต่างๆ เช่น เหล้า ไวน์ แชมเปญไปด้วย

ส่วนของหวาน ที่อังกฤษมีขนมที่เรียกว่า "คริสต์มาสพุดดิ้ง" ลักษณะ คล้ายฟรุตเค้ก แต่แตกต่างกันที่ ฟรุตเค้กใช้วิธีการอบ ส่วนคริสต์มาสพุดดิ้งใช้วิธีการนึ่ง โดยทำพุดดิ้งใส่ไว้ในโถ นึ่งจนสุกเนื้อนุ่มและร้อนมาก

เมื่อถึงเวลาเสิร์ฟ จะราดบรั่นดีลงไป แล้วจุดไฟให้ลุกพรึ่บขึ้นมา ทำให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น และดูน่ากินขึ้นด้วย การเสิร์ฟ จะใช้ช้อนตักให้คนละชิ้น เสิร์ฟกับบรั่นดี บัตเตอร์ หรือบรั่นดีซอส

บรั่นดีบัตเตอร์นั้น มีวิธีทำคือ เอาเนยมาทำให้อ่อนตัวแล้วตีกับน้ำตาล ใส่บรั่นดีผสมลงไปให้เข้ากัน ส่วนบรั่นดีซอส ทำซอสครีมก่อน โดยนำไข่แดงมาตีกับน้ำตาลให้ขาว แล้วเอานมที่ต้มแล้วค่อยๆ เทลงไป นำไปตั้งไฟอุ่นๆ จนข้น กรองแล้วใส่บรั่นดีลงไป สำหรับนำไปราดคริสต์มาสพุดดิ้ง

รับประทานอาหารมื้อใหญ่กันในวันคริสต์มาสอีฟแล้ว เมื่อถึงวันคริสต์มาสเขาก็จะไม่ทำอาหารอีก จะกินของที่เหลือจากวันคริสต์มาสอีฟ เพราะถือว่าวันคริสต์มาสเป็นวันหยุดพักผ่อน

ส่วนการฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่อังกฤษ จะเป็นการสังสรรค์กันคล้ายๆ ค็อกเทลปาร์ตี้ มีอาหาร มีเครื่องดื่ม แต่ไม่ได้นั่งโต๊ะอาหารกันเป็นกิจจะลักษณะ อาหารที่รับประทานก็ไม่ใช่พวกสัตว์ปีกอย่างไก่งวง หรือห่านที่นำมาอบ แต่จะเป็นเนื้อสันในอบ หมูอบ แกะอบ

ทางฝั่งอเมริกา เกือบหนึ่งเดือนก่อนถึงวันคริสต์มาส จะมีการฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า (Thanks-giving) แล้ว ซึ่งเขาก็กินไก่งวงกันในเทศกาลนั้นมาแล้ว บางบ้านที่อเมริกาไม่กินไก่งวง ก็จะกินแฮม ห่าน แกะ หรือเนื้อวัวแทน การกินไก่งวงที่อเมริกาเสิร์ฟคล้ายๆ กับที่อังกฤษ เป็นไก่งวงอบที่มีเครื่องยัดไส้เหมือนกัน แต่ที่อเมริกามีข้าวโพด ผลไม้แห้ง ลูกเกด หอยนางรม กุ้ง บางครั้งทำเครื่องยัดไส้แยกไว้ต่างหาก โดยไม่ใส่เข้าไปอบพร้อมไก่งวง เพราะเครื่องยัดไส้ต่างๆ นี้จะดูดความชุ่มชื้นของเนื้อไก่ออกมา ทำให้เนื้อไก่แห้ง กระด้าง ไม่อร่อย

อาหารที่เสิร์ฟกับเนื้อสัตว์ ไม่มีมันอบ แต่ทำเป็นมันบด ที่เรียกว่า mashed potatoes มีผล acorn squash คล้ายๆ ฟักทอง แต่เนื้อแข็งกว่า และหวานน้อยกว่าฟักทอง มีมันเทศที่เชื่อมแล้วเอาไปอบ เรียกว่า candied yam มีถั่วแขก มีสควอช (Squash ที่คล้ายซูกินี) และมีข้าวโพดด้วย เพราะอเมริกามีข้าวโพดมาก ผักที่เสิร์ฟจึงไม่เหมือนที่อังกฤษ

ของหวานสำหรับคริสต์มาสที่อเมริกา ไม่มีคริสต์มาสพุดดิ้ง แต่จะมีพายแทน เช่น พายฟักทอง พายถั่วพีคาน แอปเปิ้ล พาย กูสเบอร์รี่พาย บางทีก็มี ฟรุตเค้ก แครอทเค้ก มีเค้กที่เรียกว่า บุช เดอ โนเวล แปลว่า ท่อนไม้ของคริสต์มาส ทำจากสปันจ์เค้ก มีไส้เป็นช็อกโกแลต โรยน้ำตาลไอซิ่งด้านบน

เทศกาลคริสต์มาส เป็นเทศกาลที่ครอบครัวคริสต์ศาสนิกชน จะมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มาสังสรรค์กัน ส่วนการฉลองปีใหม่ที่อเมริกา อาหารมื้อพิเศษในวันส่งท้ายปีเก่า ถ้าเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีจะมีพวกสัตว์ปีกอย่างไก่งวงอบ แต่สมัยนี้หลายครอบครัวนิยมกินเนื้อวัว เนื้อหมู และบางครั้งมี เนื้อกวางเวนิสัน (Venison) ด้วย

ส่วนที่ออสเตรเลีย คริสต์มาสอยู่ในช่วงฤดูร้อน เนื้อทุกอย่าง เช่น แฮม ไก่งวง และไก่ จะเสิร์ฟแบบเย็น จะนิยมไปจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวกันที่ชายทะเลมากกว่า อาหารที่นำมาปิ้งย่าง มีกุ้ง เนื้อสเต๊ก อกไก่ น่องไก่ ปีกไก่ ส่วน ของหวาน นอกจากผลไม้สดตามฤดูกาล อย่าง มะม่วง เชอร์รี่แล้ว ชาวออสเตรเลียนนิยมรับประทานขนมชื่อ Pavlova เป็น เมอแรงก์อบแต่ง หน้าด้วยวิปครีมและผลไม้สด และ Panettone ของหวานแบบของชาวออสเตรเลียเชื้อสายอิตาลี

ในโอกาสนี้ก็ขอกล่าวคำว่า "สวัสดี ปีใหม่" มายังผู้อ่านทุกท่านด้วย

ขอให้มีความสุขกายสุขใจ ไม่ เจ็บไม่จน ตลอดปี และตลอดไป

แรลลี่ซีตรอง รุ่นแทรคชั่น เส้นทางกัวลาลัมเปอร์–เชียงราย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซีตรองแทรคชั่น

เมื่อได้ยินคำว่า Rally ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง การแข่งขันรถยนต์ทางไกลที่มีผู้นิยมจัดเส้นทางแรลลี่ระยะทางไกลจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์

ทราบมาว่า จะมีการจัดแข่งขันแรลลี่ข้ามประเทศขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในเส้นทางกัวลาลัมเปอร์–เชียงราย โดยใช้ชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า "CITROEN RALLY TRACTIONS SANS FROTIERES FRANCE" เป็น แรลลี่ทัวร์ของคณะ TRACTIONS SANS FROTIERES FRANCE จากประเทศเบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีและเรียนรู้วัฒนธรรมวิถี ชีวิตไทย พร้อมทำกิจกรรมสาธารณกุศล 

การแข่งขันครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปี 2552 คุณญาณ (Mr.Yann) และคุณเจอราดีน (Mrs. Geradine) สองสามีภรรยาชาวฝรั่งเศส ขับรถยนต์ตู้ซีตรองรุ่นฮาชีล (HACHILLE) หรือรุ่นหน้าหมูโบราณ (รุ่นปี ค.ศ.1947) เข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย โดยขับรถตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ บันทึกภาพและเหตุการณ์ ที่ได้พบเห็นอย่างละเอียด ที่สำคัญ ทั้งสองได้มาพบกับคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์รถโบราณ เจษฎามิวเซียม ที่มีรถเก่าโบราณแบบและรุ่นต่างๆ ทั่วโลกกว่า 1,000 คัน

เมื่อกลับไปฝรั่งเศส สองสามีภรรยาเกิดความประทับใจ จึงนำเรื่องราวที่ได้พบเห็นในประเทศไทยเขียนลงนิตยสาร GAZOLINE และทำข่าวสารคดีท่องเที่ยวทั่วโลก ในรายการโทรทัศน์ VOYAGE CHANEL ออกอากาศ 160 ประเทศทั่วโลก ทางสมาคมรถยนต์ซีตรองแทรคชั่นไร้พรมแดน (CITROEN TRACTIONS SANS FROTIERES) จึงได้ป่าวประกาศไปถึงสมาชิกผู้รักรถโบราณ ชักชวนกันนำรถซีตรองรุ่นแทรคชั่น เดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยและมาเลเซียโดยใช้เวลา 21 วัน และที่สำคัญที่สุดคือ มาดูซิว่าคนไทยธรรมดาๆ อย่างคุณเจษฎา ทำไมจึงมีพิพิธภัณฑ์สะสมรถโบราณ ที่หายากมากมายขนาดนี้ แถมยังให้เข้าชมฟรีด้วย อย่ากระนั้นเลยโปรแกรมการแข่งขันแรลลี่ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

เริ่มจากเอารถซีตรองโบราณทั้งหมดลงเรือ มาขึ้นที่กัวลาลัมเปอร์ และท่องเที่ยวในมาเลเซีย 8 วัน จากนั้นเข้ามาประเทศไทยทางด่านสะเดา พักค้างคืนจุดแรกที่ จ.ตรัง ผ่านชุมพรจนมาถึงหัวหินพัก 1 คืน จึงขับขึ้นมาจนถึงพิพิธภัณฑ์รถโบราณ เจษฎามิวเซียม อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ชมรถโบราณให้หายอยากแล้วเข้าที่พักที่โรงแรมสวนสามพราน เพื่อร่วมงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ตามแบบฉบับสวนสามพราน รุ่งขึ้นเดินทางขึ้นเหนือ พักนครสวรรค์ พิษณุโลก แห่งละ 1 คืน ขับต่อไปเที่ยวชมมรดกโลกที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย 1 คืน จากนั้นขึ้นไปค้างลำปางอีก 1 คืน และไปจบที่ จ.เชียงราย อยู่ท่องเที่ยวชมความงามของล้านนา ทำกิจกรรมสาธารณกุศลรวม 3 คืน จึงล่องกลับมาพักที่พิษณุโลก 1 คืน เรื่อยมาจนถึงอยุธยา พักชมอุทยานประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาอีก 1 คืน

รุ่งเช้าเป็นวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ขบวนรถจะขับเข้ากรุงเทพฯ มาเยี่ยมคารวะ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แล้วจะเอารถทั้งหมดไปจอดไว้ที่สนามเสือป่า คราวนี้ล่ะสนุกแน่ๆ สำหรับฝรั่งต่างชาติ เพราะคณะผู้เข้าแข่งขันแรลลี่ทุกคน จะไปทัวร์ที่ถนนข้าวสาร ที่เลื่องชื่อลือชา เพื่อชมวิถีชีวิตคนไทย และรับประทานอาหารเย็นที่นี่ พอตกค่ำก็จะนั่งรถ London Bus ชมแสงสีไฟประดับประดางานเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และความงามยามราตรีของกรุงเทพฯ

รุ่งเช้าเป็นวันที่ 12 สิงหาคม 2553 ขบวนรถทั้งหมดจะร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยจะขับรถเป็นขบวนไปตามถนนราชดำเนิน เลี้ยวเข้าเยี่ยมคารวะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกบริเวณเสาชิงช้า กิจกรรมตอนบ่ายจะอยู่รอบๆเกาะรัตนโกสินทร์ ตกเย็นก็จะได้ดื่มด่ำรสชาติอาหารไทยกับบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบนเรือสำราญ

อีก 2 วันก็จะไปชมเมืองโบราณ วังสวนผักกาด มาบุญครอง วัดยานนาวา พระบรมมหาราชวัง และร่วมงานเลี้ยงอำลาที่ หอประชุมกองทัพเรือ ในวันที่ 15 ส.ค.2553 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในเมืองไทย เวลา 01.25 น. ก็ขึ้นเครื่องบินกลับ ส่วนรถก็ลงเรือที่ท่าเรือกรุงเทพฯ กลับไปเจอเจ้าของที่บ้าน

เท่าที่เล่ามานี้ก็อยากให้พวกเราชาวไทย ที่อยู่ตามเส้นทางที่ขบวนแรลลี่ทัวร์คณะนี้แล่นผ่าน ไปช่วยกันต้อนรับและทักทาย ถ่ายรูปในฐานะเจ้าของบ้านก็ไม่ผิดกติกา กิจกรรมการแข่งขันแรลลี่ทัวร์แบบนี้ เมื่อฝรั่งเขากลับไปบ้านเขาแล้ว เขาจะได้ไปเล่าสู่กันฟังว่าประเทศไทยสวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เป็นการการันตีว่าบ้านเมืองของเราสงบสุขแล้ว

ต้องขอชมเชย คุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ และทีมงานที่เป็นเจ้าภาพดูแลคณะแรลลี่ทั้งหมด

เยี่ยมชมโรงงานเบทาโกร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไส้กรอกเบทาโกร

ไส้กรอกเบทาโกร ใช้เนื้อหมู ปลอดภัยรสชาติดี ผลิตจากโรงงานเบทาโกร ที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ได้แวะเยี่ยมชมขบวนการผลิตไส้กรอกที่โรงงานของเบทาโกรก่อน ที่จริงโรงงานนี้เคยแวะมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นเขายังไม่เปิดการผลิต ไปครั้งนี้เขาเปิดทำการผลิตแล้ว โดยคุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร เป็นผู้นำชม

ขั้นตอนการเข้าชมก็ต้องมีการเตรียมตัวกันก่อน โดยต้องถอดบรรดาเครื่องประดับและของใช้ต่างๆ เช่น แหวน นาฬิกา สร้อย รวมถึงโทรศัพท์ มือถือ จากนั้นก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นของที่ทางโรงงานจัดเตรียมไว้ให้ แล้วจึงเริ่มต้นการเข้าชม ซึ่งเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็จะแบ่งงานที่ต้องปฏิบัติต่างกันออกไป

การผลิตไส้กรอกของทางเบทาโกรนั้น จะใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เพราะเขามีฟาร์มหมูและไก่เป็นของตัวเอง และมีการผลิตไส้กรอกเพื่อส่งออกตามคำสั่งของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่นที่มาร่วมทุนกับทางเบทาโกร โดยเดือนหนึ่งจะส่งออกไส้กรอกถึง 600 ตัน แต่ไส้กรอก ทั้งหมดที่ทางโรงงานผลิตต่อเดือนจะมีปริมาณรวมถึง 3,600 ตัน ก่อนนั้นทางญี่ปุ่นเคยสั่งไส้กรอกจากจีน แต่ปัจจุบันหันมาสั่งจากทางเบทาโกรแทน ซึ่งฝีมือของคนไทยนั้นทำให้คนญี่ปุ่นวางใจได้

ไส้กรอกออกจากกระบวนการผลิตและรอบรรจุถุง

คนญี่ปุ่นชอบไส้กรอกแบบอาราบีกิ มีลักษณะเนื้อหยาบ ไม่ละเอียดเหมือนที่ขายในบ้านเรา ทั้งส่วนที่เป็นเปลือกนอก หรือผิวนอกของไส้กรอก จะมีความกรอบอย่างมาก เคยสงสัยว่าเปลือกนอกของไส้กรอกนั้นทำจากอะไร ตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าทำจากไส้แกะธรรมชาติ จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

นอกจากนั้นทางเบทาโกรยังผลิตขนมปังไส้กรอก และไส้กรอก แบบเสียบไม้พร้อมนำไปปิ้งขาย โดยจะบรรจุรวมเป็นห่อแช่แข็งเพื่อส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่นด้วย

พนักงาน บรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อส่งต่างประเทศ

ดูช้างหน้าหนาว ดูสาวหน้าร้อน


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ชายทะเล
คนโบราณจะชักชวนกันไปเที่ยวตามฤดูกาลว่า "ดูช้างหน้าหนาว ดูสาวหน้าร้อน" จะเป็นช่วงที่ประพฤติกันตลอดมา เพราะช้างหน้าหนาวจะตกมันอาละวาด คนดูจะตื่นเต้นกว่าช่วงช้างปกติ ส่วนหน้าร้อนนั้นสาวๆ จะห่มแพรบางๆ ปิดหน้าอกวับๆ แวมๆ น่าดูกว่าชุดอาบน้ำ ซึ่งไม่มีสาวรุ่นนั้นกล้าสวมใส่
ช่วงเดือนเมษายนซึ่งเมืองไทยเป็นฤดูร้อน วันที่ร้อนที่สุดจะอยู่ในเดือนเมษายน ซึ่งอุณหภูมิจะขึ้นไปถึง 40 องศาเซลเซียสในกรุงเทพฯ ชาวกรุงจึงหนีร้อนไปเล่นน้ำสงกรานต์ทางเหนือ หลบร้อนไปชายทะเลหัวหิน ชะอำ รับลมร้อนจากทะเล คลายร้อนด้วยลมบกยามค่ำคืน ชะอำ หัวหิน จะคึกคักในช่วงเดือนเมษายน 

เมื่อ 60 ปีก่อน สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงใหม่ๆ ใครไม่ไปตากอากาศหัวหินถือว่าไม่ทันสมัย เพราะสถานตากอากาศที่เลื่องชื่อสมัยนั้นมีอยู่สองแห่งเท่านั้นเอง

ในช่วงหลังถนนหนทางได้รับการพัฒนาจนไปไหนมาไหนได้สะดวก สถานท่องเที่ยวที่อยู่ห่างไกลก็เหมือนใกล้ ทำให้การเที่ยวหน้าร้อนไม่จำกัดอยู่แค่หัวหิน ชะอำ

ชายทะเลหน้าร้อนนั้น มีสถานที่ติดอันดับอยู่สองแห่งคือ เกาะสมุย และภูเก็ต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาพักผ่อนเป็นประจำ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวใน ระดับที่มีฐานะดี

นอกจาก สมุย ภูเก็ต ก็มี กระบี่ ซึ่งดีวันดีคืนสำหรับคนไทย ถ้าจะลงใต้มักจะไปจังหวัดตรัง มีทั้งทะเล น้ำตก ป่าเขาลำเนาไม้ สรุปแล้วสถานที่ท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ต้องมีทะเล ป่าเขา น้ำตก และอาหารที่เอร็ดอร่อย

กล้วยลอยน้ำตาล

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กล้วยลอยน้ำตาล

ของหวานโบราณของชาวสวนมะพร้าว คือกล้วยเชื่อมที่ทำแบบโบราณ เรียกว่า "กล้วยลอยน้ำตาล" โดยมีวิธีทำง่ายๆ คือ นำเอากล้วยน้ำว้าห่ามๆ ปอกเปลือกแล้วโยนใส่ลงในกระทะที่เคี่ยวน้ำตาลเดือดปุดๆ ยังไม่เหนียวเป็นน้ำลายวัวประมาณ 15 นาที กล้วยน้ำว้าจะเคลือบน้ำตาลพอประมาณ ไม่หวานเหมือนกล้วยเชื่อม เนื้อกล้วยจะเหนียวเคี้ยวสู้ฟัน นำมากินกับหัวกะทิ หมดไป 5-6 ลูกโดยไม่รู้ตัวจะบอกให้

ใครอยากกินกล้วยลอยน้ำตาล ต้องไปพักที่รีสอร์ทบ้านแสงจันทร์ กินอาหารเมนูพื้นบ้านและกินของหวานกล้วยลอยน้ำตาล บ้านแสงจันทร์ ไม่ใช่ร้านอาหาร ดังนั้น การบริการอาหารจึงเป็นเฉพาะผู้ที่มาพักในรีสอร์ทบ้านแสงจันทร์เท่านั้น

ส่วนคนที่อยากได้กะปิคลองโคน น้ำตาลบางช้างแบบโบราณ ต้องติดต่อกับบ้านแสงจันทร์โดยตรงที่หมายเลข 08-1857-4593 จะได้กินอาหารพื้นบ้าน กินของหวานกล้วยลอยน้ำตาล ซื้อกะปิคลองโคน เรียบร้อยทุกประการ รับรอง หอม หวาน มัน สมปรารถนาแบบไม่รู้ลืมเหมือนน้ำตาลแม่กลอง

น้ำตาลมะพร้าว "น้ำตาลแม่กลอง"

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำตาลแม่กลอง
"บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน" นี่คือคำขวัญของเมืองไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ 
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบ้านเมืองในสมัยก่อน เต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นา เราได้ข้าวจากนา แต่ผลไม้นานาชนิดได้มาจากสวน โดยเฉพาะสวนมะพร้าว ที่ทำน้ำตาลเป็นอาชีพ ส่งขายทั่วเมืองไทย ทำรายได้แก่ชาวสวนมะพร้าวบางช้างเป็นเงินมหาศาล มีการเก็บอากรสวนเป็นรายได้ของแผ่นดินสมัยรัตนโกสินทร์นำมาใช้จ่ายในการทะนุบำรุงแผ่นดินจากสวนบางช้างนี่แหละ

พอพูดถึงบางช้าง หลายคนคงจะสับสนกับคำว่า "แม่กลอง" จึงขออธิบายเรื่องนี้ให้ฟังเสียก่อน 
แม่กลองคือคำที่เรียกจังหวัดสมุทรสงครามสมัยรัตนโกสินทร์ โดยนำเอามาจากชื่อแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวจังหวัดว่าแม่กลอง และสถาปนาชื่อใหม่เป็น "สมุทรสงคราม"
ส่วน บางช้างนั้นเป็นตำบลที่รัชกาลที่ 2 ประสูติ เป็นบ้านของเศรษฐีซึ่งเป็นตา-ยาย ของรัชกาลที่ 2 ทุกวันนี้คือ "วัดอัมพวันเจติยาราม" ใกล้กับอุทยาน ร.2 ตำบลบางช้าง มีชุมชนอยู่ 3 บาง คือ บางพรม บางพลับ บางจาก ที่เต็มไปด้วยสวนมะพร้าวตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้

รัชกาลที่ 2 มีพระราชมารดาเป็นชาวบางช้าง ดังนั้น เครือญาติของรัชกาลที่ 2 ฝ่ายมารดาจึงได้รับพระราชทานนามสกุลจากรัชกาลที่ 6 ว่า "ณ บางช้าง" นับ "ราชินิกุล" ทางฝ่ายมารดา

"บางช้าง" นอกจากจะเป็นแหล่งเกี่ยวพันกับบรมราชจักรีวงศ์แล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าวที่รู้จักกันในชื่อ "น้ำตาลแม่กลอง" ในรูปของน้ำตาลปึก น้ำตาลปี๊บ นั่นเอง

ปัจจุบันการทำน้ำตาลจากการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวแต่อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอแก่ความต้องการในตลาด จึงใช้น้ำตาลทรายจากอ้อย ที่มีปริมาณมากผสมกับน้ำตาลมะพร้าวสด ทำให้ได้ผลผลิตเพียงพอกับการจำหน่ายในตลาด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การปลอมปน เพราะการใช้น้ำอ้อยก็เป็นการให้ความหวานจากธรรมชาติเช่นเดียวกัน ให้ความหวานเหมือนกัน แต่น้ำตาลแห้งที่เคี่ยวจากน้ำตาลใส ที่รองจากงวงมะพร้าวแต่อย่างเดียวจะมีความหอม ความมัน ผิดกันจนรู้สึกได้ สำหรับคนที่ใช้น้ำตาลโบราณมาจนชิน ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วน้ำตาลแม่กลองยังมีรสชาติเป็นเลิศอยู่อย่างเดิม

สวนมะพร้าวในเมืองไทยนั้นมีแหล่งใหญ่อยู่ 2 แห่ง คือ เกาะสมุย และสมุทรสงคราม มะพร้าวเกาะสมุยนั้นปลูกบนพื้นดิน เก็บผลมะพร้าวแก่มาทำเป็นมะพร้าวแห้ง ส่วนสมุทรสงครามปลูกบนขนัดสวนในท้องร่องที่มีน้ำล้อมรอบ ขายมะพร้าวอ่อนและน้ำตาลมะพร้าวได้จากงวงมะพร้าว

ชีวิตของชาวสวนมะพร้าวนั้น เป็นวิถีชีวิตที่เหนื่อยยาก ต้องตื่นแต่ตีห้า เตรียมกระบอกไม้ไผ่ขึ้นพะองปีนป่ายเอากระบอกไปรองน้ำตาลจากงวงมะพร้าว ตอนเที่ยงขึ้นไปเก็บน้ำตาลใสเปลี่ยนกระบอกใหม่ เพื่อรองน้ำตาลตอนเย็น ในช่วงว่างก็เคี่ยวน้ำตาลจากน้ำตาลใสให้เป็นน้ำตาลแห้ง น้ำตาลปึก น้ำตาลปี๊บ ส่งตลาด

การทำน้ำตาลตามวิธีดั้งเดิมไม่มีเครื่องทุ่นแรง ใช้แรงงานแต่อย่างเดียว มาถึงยุคที่ใช้แรงงานในครอบครัวไม่ได้เพราะอายุมาก ก็หาแรงงานมาช่วย ซึ่งหายากเต็มทีเพราะเป็นงานที่เหนื่อยมาก ลูกหลานชาวสวนจึงไปหาอาชีพอื่นทำ ทิ้งสวนให้พ่อแม่ทำ บางรายที่ได้มรดกเป็นสวนก็ขายที่ทำรีสอร์ต ทำให้อนาคตของน้ำตาลบางช้างเปลี่ยนแปลงใหม่ จนไม่เหลือวิถีชีวิตชาวสวนดั้งเดิมให้เราได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

มีชาวแม่กลองกลุ่มหนึ่ง ยังยืนหยัดใช้ชีวิตชาวสวนดั้งเดิม ยังรองน้ำตาลจากงวงโดยปลูกมะพร้าวไม่ต้องปีนพะองขึ้นตาลแบบเก่า ได้น้ำตาลใสมาก็รวมกันเคี่ยวตาลที่ไม่ผสมน้ำตาลอื่น เป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้ขายได้ราคาแพง แต่ก็มีลูกค้าซื้อจนไม่พอขาย แต่การผลิตนั้นผลิตได้น้อย เงินทองที่ได้รับก็เพียงพอกับคนที่รู้จักสถานะของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งวิถีชีวิตแบบนี้จะทำให้การทำน้ำตาลบางช้างแบบโบราณจะไม่สูญหายไปอย่างแน่นอน

ที่สวนของคุณชาตรี วาจี-สัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสวนที่เคี่ยวน้ำตาลจากมะพร้าวตามแบบโบราณ ได้เห็นการแขวนกระบอกไม้ไผ่ ที่ใช้รองน้ำตาลใสที่หยดจากงวงตาล โดยใส่ไม้พะยอมชิ้นเล็กไว้ในกระบอก เพื่อกันน้ำตาลบูดจากความร้อน แทนสารกันบูดตามวิธีสมัยโบราณที่ไม่ใช้สารเคมี เมื่อเก็บน้ำตาลจากกระบอกมารวมกันเป็นน้ำตาลใส ก็จะนำมากรองให้เศษผงต่างๆ เช่น ไม้พะยอม ตัวผึ้งต่างๆ ออกไปเหลือแต่น้ำตาลใสสะอาด นำมาเทลงกระทะใช้ความร้อนเคี่ยวน้ำตาลให้เดือดจนเป็นยางเหนียว ที่ชาวบ้านเรียกว่า "เหนียวเป็นน้ำลายวัว" จากนั้นก็จะใช้ "กรง" ครอบกระทะกันน้ำเดือดล้นกระทะ เมื่อน้ำตาลได้ที่ก็ยกกระทะน้ำตาลมาวางบนยางรถยนต์ แล้วใช้ขดลวดที่มีด้ามยาวกระแทกน้ำตาลให้ปราศจากฟอง จนน้ำตาลแห้งเนื้อเนียนทั่วกัน แล้วนำไปหยอดลงในถ้วยตะไล ที่มีผ้าขาวบางปูรองรับจนหมดกระทะ ล่อนน้ำตาลออกจากถ้วยตะไล เป็นการเสร็จการเคี่ยวน้ำตาลแบบโบราณ ที่มีการทำหลงเหลืออยู่ไม่กี่สวน และเคี่ยวน้ำตาลบางช้างโบราณอยู่ไม่กี่เจ้า

น้ำตาลมะพร้าวแบบนี้ มีผู้นิยมซื้อหามาบริโภค แม้กระทั่งฝรั่งจากเนเธอร์แลนด์ ได้มาชมการเคี่ยวน้ำตาลแบบโบราณ อยากจะให้ผลิตส่งเป็นสินค้าออก ผลิตได้กี่ตันจะรับซื้อหมด แต่ชาวสวนผู้ผลิตน้ำตาลบางช้างแบบเก่าไม่สามารถผลิตได้ คนที่อยากซื้อหาน้ำตาลมะพร้าวแบบโบราณ ต้องสั่งจองโดยเข้าคิวกัน เพราะผลิตได้เพียงกระทะละประมาณน้ำตาลแห้ง 30 กก. เท่านั้นเอง คนที่จองจะมารับน้ำตาลได้จาก รีสอร์ท บ้านแสงจันทร์ ของอาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู ซึ่งรับเป็นตัวแทน

เพลงเถลิงศก ที่ดังก้องกังวาลทั่วเมืองไทย ยุค 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เพลงเถลิงศก

ในสมัยที่เรายังถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ บรรยากาศของเมืองไทยเป็นช่วงฤดูร้อน ทุกคนแต่งตัวตามสบายใส่เสื้อกุยเฮงคอกลมสีฉูดฉาด บางคนนุ่งกางเกงแพรปั๋งลิ้นสีดำ และกางเกงแพรสีต่างๆ เข้ากับเสื้อกุยเฮง

ฝ่ายหญิงที่อายุมากก็จะนุ่งผ้าลาย ห่มผ้าแถบ ส่วนสาวๆ ก็จะนุ่งผ้าลายบ้าง นุ่งซิ่นบ้าง บางคนใจถึงก็ห่มสไบเฉียงพร้อมเพรียงกันมาตักบาตรที่ท้องสนามหลวงในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 1 เมษายน ส่วนคืนวันสุดท้ายของปีเก่าก็จะมีการเลี้ยงดูกันระหว่างครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย ไม่ไปกินไก่งวงเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสอย่างฝรั่งเขาของเรามีแต่การทำบุญตักบาตร เสียงเพลงวันปีใหม่จะก้องกังวานไปทั่วเมืองไทย ซึ่งผมขอถือโอกาสนำเอาเพลงวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน มาตีพิมพ์เอาไว้ให้ผู้ที่เกิดทันได้รำลึกถึงเพลงปีใหม่ในยุคนั้น

เพลงเถลิงศก ของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)

วันที่หนึ่ง เมษายน วันประถมปีใหม่ (เดิมวันตั้งต้นปีใหม่)
แสงตะวัน เรืองรองใส สว่างแจ่มจ้า
เสียงระฆัง เหง่งหง่างก้อง ร้องทักทายมา
ไตรรงค์ร่า ระเริงปลิว พลิ้วพลิ้วเล่นลม
(สร้อย) ยิ้มเถิด ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดีฯ
มองทางไหน มีชีวิต จิตใจทั้งนั้น
ต้อนรับวัน ปีใหม่เริ่ม ประเดิมปฐม
มาเถิดหนา พวกเรามา มาหย่อนอารมณ์
มาชื่นชม นิยมยินดี ขึ้นปีใหม่แล้ว
(สร้อย) ยิ้มเถิด ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดีฯ
สิ่งใดแล้ว ให้แล้วไป ไม่ต้องนำพา
สิ่งผิดมา ให้อภัย ให้ใจผ่องแผ้ว
สิ่งร้าวราน ประสานใหม่ ให้หายเป็นแนว
สิ่งสอดแคล้ว มาสอดคล้อง ให้ต้องตามกัน
(สร้อย) ยิ้มเถิด ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดีฯ
มาชื่นชม แสดงยินดี ในวันปีใหม่
มาทำใจ ให้ชื่นบาน ร่วมสมานฉันท์
มาเล่นหัว ให้เบิกบาน สำราญใจครัน
มารับขวัญปีใหม่ไทย อวยชัยไชโยฯ
(สร้อย) ยิ้มเถิด ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดีฯ

เห็ดโคน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เห็ดโคน

ปลายฝนต้นหนาว ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลเห็ดโคน  วันไหนแดดแรงแล้วมีฝนตามลงมา ตอนรุ่งเช้าเห็ดโคนจะเริ่มผุดจากพื้นดินตามท้องที่ต่างๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องเห็ดโคนในเมืองไทย

เห็ดโคน เป็นเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่สามารถเพาะเชื้อได้เหมือนเห็ดชนิดอื่นๆ ด้วยความโอชะเหนือเห็ดอื่นๆ จึงมีฤดูกาลของเห็ดโคนโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมและช่วงออกพรรษาจะมีเห็ดโคนออกซ้ำที่เดิมทุกปี แต่ด้วยเห็ดโคนเป็นเห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อถึงฤดูเห็ดโคนจึงมีคนไปเสาะหามาขาย แม้ว่าจะต้องลำบากลำบน ขึ้นเขาลงห้วยไปเก็บเห็ดก็ยังมีคนนิยมไปหาเห็ดมาขายเป็นประจำทุกปี

แหล่งเห็ดโคนนั้นชอบขึ้นในป่าเขา ที่มีมากก็เพียงไม่กี่จังหวัด ที่ขึ้นชื่อมานมนาน คือป่าเขาสน กาญจนบุรี อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่มีพื้นที่ติดกับอุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง แต่เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบจะเป็นเห็ดของทางเหนือโดยเฉพาะ

ช่วงปลายเดือนตุลาคมต่อเดือนพฤศจิกายน เป็นฤดูกาลของเห็ดโคน ด้วยความยากลำบากในการหาเห็ดโคน ที่ขายจึงมีราคาแพง ตามท้องที่ซึ่งมีเห็ดโคนมากอย่างเมืองกาญจน์ สองข้างทางแถวน้ำตกเอราวัณ แก่งแคบ เขื่อนศรีนครินทร์จะมีเห็ดโคนดอกตูมขายกิโลละ 300-400 บาท ถ้าเห็ดบานราคาจะลดลง ส่วนเห็ดโคนที่ล้างสะอาดต้มกับน้ำเกลือแถวแก่งแคบร้านโอทอปที่น้ำตกเอราวัณจะมีขายถุงละ 100 บาท ซื้อมาทำแกงจืดอร่อยเหลือประมาณ หาซื้อได้ที่เมืองกาญจน์ตามร้านทั่วทุกแห่ง แต่ถ้าต้องการเห็ดที่ราคาถูกกว่านี้ ขอชวนไปเที่ยวเมืองกาญจน์ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นช่วงเห็ดโคนเต็มบ้านเต็มเมือง แถมได้เที่ยวเมืองกาญจน์อีกด้วย

มีแหล่งเห็ดโคนชุกชุมอยู่แห่งหนึ่ง คือตำบลแก่งแคบใกล้เขื่อนศรีนครินทร์ เห็ดโคนที่แก่งแคบจะขึ้นอยู่บนเขาติดกับพม่า คนที่จะหาเห็ดจะต้องเดินขึ้นเขาไปตั้งแต่ตอนดึกกะให้เช้าบนเขาเมื่อพบเห็ดก็จะแซะเห็ดรวบรวมลงมาขายที่แก่งแคบ

กาญจนบุรีห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 220 กม. เท่ากับกรุงเทพฯ - หัวหิน แต่เดิมการจราจรติดขัดมากในช่วงตัดอ้อยส่งโรงงานน้ำตาล บนถนนเต็มไปด้วยรถบรรทุกอ้อยช่วงผ่านบ้านโป่งเป็นจุดวิกฤติ แต่ทุกวันนี้มีสะพานลอยข้ามแยกทำให้การจราจรไม่ติดขัด เราใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเศษก็ถึงทางแยกเข้าเขื่อนศรีนครินทร์ทางซ้ายมือ ถ้าไม่ดูทางแยกให้ดีจะเลยทางเข้าเขื่อนไปตามถนนขึ้นเขาไปอำเภอศรีสวัสดิ์ ระยะทาง 30 กิโลเมตร ที่มีเส้นทางคดเคี้ยว บางแห่งหักเลี้ยวเป็นข้อศอก กว่าจะถึงอำเภอศรีสวัสดิ์ คนที่เมารถจะกระอักออกมาเป็นเกษียรสมุทร เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางบนเขา มีทางเลือกที่แสนสบายคือ ข้ามแพขนานยนต์จากท่ากระดานไปอำเภอศรีสวัสดิ์ ชาวเมืองกาญจน์เรียกว่า "ข้ามเท้ง" ใครเรียกแพขนานยนต์ว่า "เท้ง" จะบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นคนเมืองกาญจน์แท้ๆ

ชุมชนบ้านแก่งแคบ เป็นหมู่บ้านที่ใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ มีร้านค้าเล็กๆ ขายอาหารและขายหน่อไม้นึ่งที่หวานกรอบสดๆ (เป็นของดีจากแก่งแคบที่บรรจุถุงขายถุงละ 25 บาท) และแกงชื่อประหลาด เป็นแกงพื้นบ้านชื่อ "หนามยอก"

บีฟอีตเตอร์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ KU-Beef

คนกินเนื้อส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่ง ที่เรารู้จักกันว่าสเต๊กเป็นเนื้อวัวนำมาย่าง หรือนาบกระทะร้อนๆ ทำเป็นอาหารฝรั่งจากเนื้อ ซึ่งมีหลากหลายเมนู ที่คนอังกฤษเรียกคนกินเนื้อว่า "บีฟอีตเตอร์" แต่คนไทยเรารู้จักกินเนื้อมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยคนจีนที่เดินทางเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารนำหมูมาเลี้ยงที่กรุงศรีอยุธยาแล้วก็ฆ่าหมูกิน ซึ่งคนไทยในสมัยนั้นไม่กินสัตว์ใหญ่ กินแต่ไก่และปลาเป็นพื้นวัว-ควาย ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่คนไทยจะไม่แตะต้อง เพราะเป็นสัตว์ที่นำมาใช้แรงงานในการทำมาหากิน ทำให้คนไทยโบราณได้โปรตีนจากปลาแต่อย่างเดียว จนมีคำกล่าวว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ไม่เอ่ยถึงสัตว์ประเภทอื่นแต่อย่างใด คนไทยเราก็เลยติดนิสัยไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ หันมากินหมูตามอย่างคนจีนมาโดยตลอด ไม่แตะต้องวัวหรือควาย

การทำนาปลูกข้าวในสมัยก่อน เราใช้ควายเป็นแรงงาน คนไทยจึงเห็นบุญคุณของควาย ไม่นิยมเอาเนื้อควายมากิน ส่วนวัวนั้น ชาวบ้านเลี้ยงกันแพร่หลาย ครอบครัวละหลายตัว เมื่อวัวที่เลี้ยงมีจำนวนมากขึ้น ก็มีคนหันมากินเนื้อวัวกันแพร่หลายยิ่งขึ้น แต่การกินเนื้อของคนไทยนั้น ไม่ได้กินเนื้อเป็นชิ้นใหญ่ๆ แบบสเต๊ก แต่จะนำมาปรุงอาหารแบบไทยๆ คือ ต้ม ย่าง และทำลูกชิ้น

เนื้อที่ได้จากวัว ที่ชาวบ้านเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นวัวแก่อายุมาก เนื้อวัวที่ขายอยู่ในท้องตลาดจึงเป็นเนื้อที่เหนียวมาก ถ้าจะนำมาทำสเต๊กก็เคี้ยวกันจนฟันปลอมหลุดถึงจะกลืนลงคอได้ ดังนั้น การแปรรูปเนื้อวัวของชาวบ้าน จึงเหมาะกับการทำให้เนื้อนั้นมีชิ้นเล็กๆ หรือนำมาย่างแล้วแล่เป็นชิ้นบางๆ หรือจะสับละเอียดทำลาบ ไม่ได้เอามากินแบบสเต๊กแต่อย่างใด เนื้อวัวชาวบ้านที่นำมาแปรรูปที่นิยมกันมากก็คือเนื้อเค็ม ซึ่งเป็นเมนูโปรดของคนไทยมาโดยตลอด

การบริโภคเนื้อวัวที่ชาวบ้านเลี้ยงแบบสัตว์เลี้ยงในครัวเรือน โดยให้สัตว์หากินตามธรรมชาติ เมื่อวัวโตขึ้นน้ำหนักของวัวจะมีไม่เกินตัวละ 200 กิโลกรัม เนื้อวัวที่เลี้ยงตามธรรมชาตินี้มีข้อดี คือไม่มีไขมัน มีแต่เนื้อแดงล้วนๆ แต่เป็นเนื้อที่เหนียวไม่เหมือนวัวที่เลี้ยงในฟาร์มใหญ่ๆ ซึ่งมีกรรมวิธีในการเลี้ยงให้ออกมาเป็นเนื้อวัวชั้นดีมีคุณภาพสูง

สำหรับเนื้อวัวที่มีคุณภาพสูง ได้มาจากการเลี้ยงวัวลูกผสมเลือดยุโรป ที่นิยมเลี้ยงกันมาก คือ วัวพันธุ์ซาร์โรเล่ส์ และพันธุ์บราห์มัน ที่เรารู้จักกันก็คือเนื้อโคขุน โพนยางคำ หรือเนื้อโค Thai-French ที่มาจากโคของสมาชิกสหกรณ์ การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จ.สกลนคร และเนื้อโคขุนเคยู บีฟ (KU-Beef) ของสหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม ยังมีเนื้อโคประเภทอื่นๆ อีก คือ เนื้อโคขุนคุณภาพปานกลาง เนื้อโคมัน เนื้อโคพื้นเมือง เนื้อโคแก่ และ เนื้อโคนมขุน (คำว่าโคเป็นภาษาราชการ ชาวบ้านจะเรียกวัว)

การเลี้ยงวัวของชาวบ้านเป็นการเลี้ยงตามธรรมชาติ ให้กินหญ้าแค่อย่างเดียว ปริมาณของเนื้อวัวธรรมชาติที่ออกวางขายในท้องตลาดจึงมีน้อย เพื่อที่จะให้การเลี้ยงวัวธรรมชาติเป็นการเสริมอาชีพอีกประเภทหนึ่ง ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เห็นว่าการเลี้ยงวัวธรรมชาติสามารถนำไปจำหน่ายในท้องตลาดได้ จึงให้ทุนสนับสนุนการวิจัยแก่ ศูนย์เครือข่ายการวิจัยเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี รศ.ดร.จุฑารัตน์ เศรษฐกุล เป็นหัวหน้าศูนย์ ทำการวิจัยให้ความรู้และสนับสนุนการเลี้ยงโคพื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงตามธรรมชาติให้เลี้ยงอย่างถูกวิธี ได้มาตรฐาน ปลอดภัยทางโภชนาการ และเมื่อนำเนื้อออกจำหน่ายจะได้ราคาที่เป็นธรรม และมีเนื้อวัวขายในปริมาณคงที่อย่างยั่งยืน สามารถแข่งขันกับเนื้อที่มีคุณภาพได้

ปัจจุบันการเลี้ยงวัวตามธรรมชาติที่ จ.อุบลราชธานี มีชาวบ้านเลี้ยงวัวครอบครัวละ 30-50 ตัว เมื่อรวมกันทั้ง หมดจะมีวัวส่งไปจำหน่ายในตลาดได้ ประมาณ 1,000 ตัวเศษ เพียงพอต่อการขายในเชิงพาณิชย์

อาหารไทยจากเนื้อวัวไทยที่นิยมปรุงก็มี 4 ประเภท คือ

1. ประเภทแกง เช่น แกงมัสมั่น แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงป่า

2. ประเภทต้ม ตุ๋น ผัด เช่น เนื้อตุ๋น ผัดกะเพราเนื้อ เนื้อผัดพริกไทย

3. ประเภทยำ ลาบ เช่น ยำเนื้อย่าง ลาบเนื้อ

4. ประเภททอด อบ ย่าง เช่น เนื้อทอดกระเทียมพริกไทย เนื้อแดดเดียว

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวประเภทต่างๆ อีก เช่น แหนมเนื้อที่ใช้เอ็นวัวเป็นส่วนผสมหลัก มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ แหนมที่ทำจากหมู ไส้กรอกเปรี้ยว หรือไส้กรอกอีสาน ปกติผลิตมาจากเนื้อหมูติดมันหมักรวมกับส่วนผสม เพื่อให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตสร้างกรด จนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเปรี้ยวตามชอบ แต่การทำไส้กรอกเปรี้ยวจากเนื้อวัวนั้น ทำจากเศษเนื้อติดไขมันผสมกับไขมันในอัตราส่วน 8 ต่อ 1 เนื้อวัวพื้นเมืองที่ใช้จะเป็นเนื้อที่ติดเอ็นและมันบ้าง เช่น เนื้อสีข้าง หรือเนื้อเสือร้องไห้ และยังมีไส้กรอกฝรั่งหลายแบบ เช่น แฟรงค์เฟอร์เตอร์ โบโลญ่า และบีฟโลฟ

บรรดา "บีฟอีตเตอร์" ที่สนใจจะลองลิ้มรสชาติสารพัดผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวไทยที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถซื้อมาชิมกันได้ตามอัธยาศัย

สำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถซื้อหาได้ที่ร้านภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเข้าทางประตู 2 ด้านงามวงศ์วาน เลี้ยวซ้ายจะพบร้านขายพรรณไม้และพืชผักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่โรงอาหารของคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือจะสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์เครือข่ายเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ โทร. 0-2326-4127 ตามวันและเวลาราชการ