แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

ตะลอนชิมผักพื้นเมือง ที่หลาดใต้โหนด พัทลุง


ลงใต้ไปสัมผัสชีวิตยามเช้าของชาวพัทลุง ที่หลาดใต้โหนด ตลาดนัดที่จัดทุกเช้าวันอาทิตย์ ที่รุ่มรวยด้วยผักพื้นบ้านหลากชนิด ไว้ให้เลือกซื้อหากันมากละลานตาที่สุด

มาหาคำตอบกันว่าในเวลาแค่ 1 ปี ชาวบ้านที่นั่นทำยังไง ให้หลาดใต้โหนดแห่งนี้ เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ซื้อขายของกิน แต่คือชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วม และมองเห็นเหมือนกันว่า อาหารเหล่านี้มีคุณค่าที่สะท้อนความมั่นคงของวัฒนธรรมการกินในบ้านเรา

ความหมายของตลาดใต้ต้นตาลโตนด หรือที่คนพื้นถิ่นเรียกว่า ‘หลาดใต้โหนด’

“ไก่พวกนี้เป็นไก่เถื่อนนะ รู้จักไหม ไก่เถื่อน (หัวเราะ)​“ เธอหมายถึงไก่สดเนื้อสีเทาอ่อนที่วางขายอยู่ระหว่างทาง เราขมวดคิ้วมองตาม เพราะเดาความหมายของ ‘เถื่อน’ ในที่นี้ไม่ออก

“เถื่อนหมายถึงป่า เพราะไก่ที่วางขายในตลาดนี้ส่วนมาก เป็นไก่พันธุ์ผสมระหว่างไก่ป่าและไก่บ้าน เนื้อเหนียวนุ่มคล้ายนกกระทา ชาวบ้านเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ นานๆ ถึงมีมาขายสักตัว” คำอธิบายจากปากแม่ค้าช่วยไขความข้องใจของเราจนกระจ่าง ซึ่งนี่อาจเรียกว่าเป็นจุดขายของหลาดใต้โหนดก็ไม่ผิดด้วย 

‘ผักพื้นบ้าน’ ละลานตานั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ผักจากป่า ผักจากท้องนา และผักริมรั้ว ที่พ่อค้าแม่ค้าเด็ดมาวางขายกันสดๆ “อาหารใต้ต้องมีผักแกล้มเสมอ เพราะรสจัดจ้าน เขาเรียกกันว่าผักเหนาะ” ระหว่างเลือกซื้อผักพื้นบ้านราคาน่ารักใส่ตะกร้า “ขมิ้นนี่ขาดไม่ได้เลยในอาหารใต้ หลายจังหวัดถึงกับมีแกงขี้หมิ้น (คำเรียกขมิ้นในภาษาใต้) เป็นจานเด็ด เพราะขมิ้นช่วยขับลม ดับกลิ่น ช่วยปรับสมดุลร่างกายสำหรับคนที่อาศัยอยู่แถบร้อนชื้น ริมชายฝั่ง”

“ขมิ้นก็มีหลายแบบ หัวใหญ่แบบนี้เรียกแม่ขมิ้น เป็นส่วนหัวของขมิ้นเล็กๆ แบบที่เราเจอตามตลาดทั่วไป มีกลิ่นรสจัดจ้านกว่า มีสรรพคุณเยอะกว่า” แน่นอนว่าไม่ใช่แค่แม่ขมิ้น แต่ผักอีกหลายชนิดในตลาดแห่งนี้ก็มีสรรพคุณมากกว่าที่เราคิดเช่นกัน เช่น มะไฟป่าสีแดงก่ำรสเปรี้ยวสดชื่น ที่แม่ค้าลองยื่นให้เราชิม “อาหารใต้มักมีผักหรือผลไม้รสเปรี้ยวแกล้มเกือบทุกเมนู”

นอกจากวัตถุดิบสดใหม่จากป่า นา เล ถัดไปไม่ไกล ยังมีอาหารพร้อมกินเรียงรายไว้รอเสิร์ฟ ทั้งร้านข้าวแกงห้ามพลาด ร้านขนมพื้นบ้านที่หากินยากจากที่อื่น ทั้งขนมลืมกลืนหอมกลิ่นกะทิ ขนมต้มข้าวเหนียวดำห่อด้วยใบกะพ้อทรงสามเหลี่ยมน่ารัก หรือขนมตาลสีเหลืองละมุน ซึ่งปรุงจากผลตาลที่ร่วงอยู่เต็มลานใต้ต้นตาลโตนดแห่งนี้

ข้าวสังข์หยด ข้าวพันธุ์พื้นบ้านของดีเมืองพัทลุง หอยกาบจากทะเลใต้ และ ‘สาคูต้น’ ผลิตผลจากต้นสาคู พืชพื้นถิ่นของภาคใต้ ต้นใหญ่คล้ายมะพร้าว เป็นต้นทางของขนมสาคู ที่เราหลงรักกันทั้งประเทศ ทว่าขนมสาคูส่วนใหญ่มักทำจากแป้งมันสำปะหลัง ด้วยเมล็ดสาคูแท้นั้นหายาก แต่โชคดีที่มีมากในแถบจังหวัดพัทลุง จึงมีวางขายอยู่แทบทุกร้านในตลาดใต้โหนดแห่งอำเภอควนขนุน

“ข้าวยำ” หยิบข้าวสังข์หยด รวมถึงผักพื้นบ้านนับสิบชนิดตามลงไป พลางใช้ไม้พายคลุกทุกอย่างให้เข้ากัน “การคลุกช่วยดึงน้ำมันหอมระเหยในวัตถุดิบออกมา ทำให้กลิ่นรสของอาหารเข้มข้นขึ้น อร่อยขึ้น” แม่ครัวว่าอย่างนั้นระหว่างยีเนื้อปลาดุกร้า วัตถุดิบจาก ‘ทะเลน้อย’ ทะเลสาบน้ำจืดใจกลางเมืองพัทลุงที่มีปลาดุกชุกชุม จนกลายเป็นของฝากขึ้นชื่อของชุมชน “ปลาดุกร้าของพัทลุงพิเศษมาก เขาจะล้างปลาดุกสดให้สะอาด แช่น้ำให้เนื้อปลาพองฟู ถึงนำไปตากแดด ก่อนนำไปหมัก แล้วเอาออกมาตากแดดอีกรอบ จนได้เนื้อปลาดุกรสเค็มอ่อนๆ หอมอร่อย” ไม่นานเมนู ‘ข้าวสังข์หยดคลุก’ ก็พร้อมเสิร์ฟเคียงกับลูกตะลิงปลิงสีเขียวสด และผักเหนาะอีกกระจาดใหญ่ เราไม่รอช้าคว้าช้อนมาตักชิม แนมกับผักสดชนิดนั้นนิดชนิดนี้หน่อย เพื่อเติมความอร่อยขึ้นอีกระดับ ส่วนผสมในจานข้าวคลุกนั้นหลากหลาย จึงได้รสแต่ละคำไม่ซ้ำกัน และจะอร่อยล้ำถ้ากินทุกคำให้หมดจาน

“ยำแป้งสาคูหอยกาบกับยอดผุด” แค่ฟังชื่อเราก็ร้องถามว่าคืออะไร แม่ครัวตรงหน้ายกยิ้ม ก่อนเริ่มนำเมล็ดสาคูมากวนจนเป็นวุ้นใส แล้วใช้ช้อนตักสาคูออกเป็นคำๆ คลุกกับข้าวสังข์หยดอบกรอบ กุ้งแห้งป่น และขี้มอด (ข้าวคั่ว น้ำตาล งาคั่ว บดรวมกัน เป็นเครื่องปรุงในอาหารใต้) ก่อนนำไปยำกับเครื่องเคราครบรส ทั้งส้มแขก ตะลิงปลิง หอยกาบลวก และยอดผุด ผักพื้นบ้านสีชมพูสวย รสเย็นๆ คล้ายขิงหรือข่า กระทั่งได้ออกมาเป็นจานยำรสแปลกลิ้นแต่อร่อยล้ำ และทำให้เราเข้าใจรสชาติของอาหารแดนใต้ได้ภายในไม่กี่คำ

“อาหารใต้คือรสชาติของ ป่า นา เล” 

เราสรุปความกับแม่ครัวว่าอย่างนั้น และป่า นา เล ดังกล่าวก็อาจอนุมานได้ถึงรสชาติของ ‘บ้าน’ ที่ประกอบสร้างจากวัตถุดิบที่งอกงามขึ้นจากผืนดินด้ามขวาน

นิทรรศการ ‘พม่าระยะประชิด’


มิวเซียมสยามมีนิทรรศการใหม่ทีไร เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้ว่า คราวนี้จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทยและเพื่อนบ้านในแง่มุมไหน

พอเห็นนิทรรศการ ‘พม่าระยะประชิด’ ที่จัดช่วง 15 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2559 เนื้อหาคือการสลายอคติฝังลึกของคนไทย ที่มีต่อคนพม่าผ่านคอนเซปต์เกสต์เฮาส์เอาใจวัยรุ่นชอบเที่ยว ก็ยิ่งอยากรู้ว่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้เราเข้าไปเล่นกันบ้าง 

คุณทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร นักจัดการความรู้อาวุโสจากมิวเซียมสยามจะเป็นคนเปิดประตู และพาเราเช็กอินนิทรรศการนี้ทุกซอกทุกมุม “ภารกิจของมิวเซียมสยาม คือ ทำความรู้จักเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ตุลาคมปีที่แล้วเราเปิดด้วยนิทรรศการ ‘ประสบการณ์หู สู่อาเซียน’ เสียงฉันเสียงเธอ เสียงของเรา ต่อมาก็ต้องเริ่มทำความรู้จักประเทศต่างๆ เราเลือกพม่าเพราะมีเรื่องราวเยอะ และเป็นประเทศที่ต้องเคลียร์กันมากที่สุด ซึ่งมิวเซียมสยามก็มีงานวิจัยที่ทำไว้อยู่แล้ว ว่าอคติที่คนไทยมีต่อคนพม่าจริงๆ แล้วเกิดจากอะไร แต่งานวิจัยมันไม่สนุก ก็ต้องเซอร์เวย์เพิ่มว่า คนพม่าในไทยเขาอยู่กันยังไง นั่งรถตู้ตามกลับไปดูบ้านเขาที่หงสาวดี เพราะอยากรู้ว่าแล้วครอบครัวเขาที่พม่าเป็นยังไง”

นิยามของคนพม่าที่ทันสมัยสุดคืออะไร
คำที่ถูกต้องจริงๆ คือแขกที่ได้รับเชิญ เพราะเราขอให้รัฐบาลพม่าส่งคนมาทำงานในไทย เมืองไทยก็เป็นบ้าน เราเลยเอาสองคำคือ Guest กับ House มารวมกันเป็นเกสต์เฮาส์ เป็นธีมที่น่าจะทำให้เกิดบรรยากาศสบายๆ พร้อมที่จะเรียนรู้แขกคนอื่น เหมือนเวลาเราไปพักเกสต์เฮาส์ จะฟังเพลงก็ต้องใส่หูฟังใช่ไหม มันต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เราก็ต้องปฏิบัติตัวแบบนี้กับคนพม่าในไทย

ก่อนจะได้ธีมเกสต์เฮาส์ มี 2 ธีมที่ล้มไปคือ งานวัด ซึ่งเราคิดต่อยอดด้วยว่าจะจัดงานกฐินไปที่พม่าจริงๆ เป็น Living Exhibition ให้คนได้มาเรียนรู้ มีส่วนร่วมมากกว่าแค่อ่านข้อมูล เราชอบกันมากแต่ต้องล้มไปเพราะเดี๋ยวนี้วัยรุ่นที่ไหนจะมาเดินงานวัดทำบุญล่ะ

อีกคอนเซปต์ที่คิดได้คือ ‘ตามทองไทยไปพม่า’ อิงกับประวัติศาสตร์ที่ถูกตอกย้ำว่าพม่าเผาอยุธยาแล้วเอาทองไปสร้างเจดีย์ชเวดากอง เราจะเล่นประเด็นนี้แต่ปรับความคิดใหม่ว่าทองใน พ.ศ. นี้คือคนพม่าเข้ามาทำงาน แล้วเก็บหอมรอมริบเงินทองกลับไปประเทศเขา ซึ่งก็ล้มเพราะแรงไปและเข้าใจยาก คนอาจคิดว่าต้องถือดาบเข้ามาดูนิทรรศการเรา

พอได้ธีมเกสต์เฮาส์แล้ว ในเรื่องการดีไซน์ เราลดรูปเกสต์เฮาส์ลงมา ไม่ได้เป็นแบบเรียลิสติก อย่างห้องเช่าสองกะที่คนพม่าเขาแบ่งกันอยู่ 2 ครอบครัวก็จัดแสดงเป็นห้องนอนจริงๆ ข้าวของในชีวิตประจำวันของชาวพม่า เช่น แป้งทานาคา ใบเกิดของเด็กก็ใส่ไว้ในล็อกเกอร์เหมือนที่มีในเกสต์เฮาส์ แต่จะมีที่เราอัญเชิญยอดฉัตรจากเจดีย์ทรงพม่าที่กาญจนบุรีมาประดิษฐาน ซึ่งหลุดจากธีมเกสต์เฮาส์ วิธีแก้ก็คือทำเหมือนว่าคนดูวาร์ปออกไปเลย

อคติที่เรามีต่อพม่าก็เหมือนกับเลนส์อะไรบางอย่างบังตาเราไว้ เราจะแจกคีย์การ์ดให้ผู้เข้าชมทุกคน ที่การ์ดจะมีฟิล์มสีแดงซ่อนอยู่ตลอด ส่วนจัดแสดงจะมีคำที่เราพิมพ์ด้วยสีเขียวซ้อนกับสีแดง ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะเห็นคำหนึ่ง แต่ถ้ามองผ่านฟิล์มสีแดงก็จะเห็นอีกคำที่เราซ่อนไว้ เช่น เห็นคำว่า ตักตวง คนพม่าเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากเมืองไทย แต่ถ้ามองผ่านฟิล์มนี้จริงๆ มันคือคำว่า ตามฝัน เห็นคำว่า ขัดสน แต่พอส่องแล้วกลายเป็นคำว่า สะสม ให้เห็นว่าเราลองมองชาวพม่าด้วยสายตาอีกมุมนึงดีไหม

เราคิดไว้ว่านิทรรศการต้องมีส่วนให้คนไทยกับคนพม่าได้พูดคุยทักทายกัน น้องนำชมนิทรรศการเลยเป็นคนพม่า เท่ากับว่าเราได้ประชิดกันตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว ซึ่งนิทรรศการเราไม่ได้มีเนื้อหาอะไรให้อ่านมาก อาจมีแบบเรียนพม่าวางไว้อยู่ ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงก็ลองเข้าไปถามน้องนำชมสิ

อีกส่วนที่เราตั้งใจคือผู้เข้าชมน่าจะมีได้มีส่วนร่วมทางสังคมกับชาวพม่าด้วย ที่วัดมหามัยมุณีจะมีพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุณีกันทุกวันตอนตี 4 ทีนี้เราก็อยากให้ชาวไทยได้มีโอกาสร่วมพิธีนี้เหมือนกัน เลยเตรียมท่อนไม้ทานาคาให้ผู้เข้าชมร่วมกันฝนแป้งสะสมไว้ในโถ จบนิทรรศการก็จะส่งให้ทางสถานทูตพม่าไปใช้ในพิธีต่อไป

เราไม่อยากให้คนมาดูแล้วรู้สึกสงสารชีวิตคนพม่า เพราะเขาไม่ได้รู้สึกทุกข์ใจอะไรเลย อาจทำงานหนักแต่เขาก็อยู่กันได้ นิทรรศการนี้เลยตั้งใจชวนคนไทยมามองประวัติศาสตร์รอบด้านมากขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ก็เป็นแค่พล็อตที่เขียนขึ้นมาเพื่อรับใช้อะไรบางอย่างในสมัยนั้น แต่เราหยิบมาเรียงลำดับใหม่ให้เนื้อหาตอบรับกับยุคสมัย เราไม่ได้พูดว่าจงลบอคติที่มีต่อคนพม่าไปเลยนะ เพราะเข้ามาดูนิทรรศการแค่ 20 นาทีคงทำไม่ได้ แต่เราให้ข้อมูลที่เขาอาจไม่เคยรู้มาก่อน ดูแล้วเราน่าจะรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักชาวพม่ามากขึ้นด้วย

www.museumsiam.org

เรือกับวิถีชีวิตไทย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แม่น้ำลำคลอง

เรือกับวิถีชีวิตไทย แม่น้ำลำคลอง เป็นเส้นทางสำคัญในการสัญจรติดต่อไปมาค้าขาย ซึ่งกันและกันมาแต่บรรพกาล

เรือ จึงเป็นพาหนะสำคัญในวิถีชีวิตของชาวไทย ที่เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพชนแต่บรรพกาล ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการสัญจรระหว่างบ้านและชุมชน

เรือ เป็นพาหนะที่มีบทบาทสำคัญแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ทั้งในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การคมนาคมขนส่ง ตลอดจนก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแห่งสายน้ำของสยามประเทศ

ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันดีงามของชาวไทย ในฤดูน้ำหลาก ว่างเว้นจากการเพาะปลูก ปักดำทำนา ในเทศกาลงานบุญประเพณีออกพรรษา ด้วยนิสัยรักสนุก อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย ก่อให้เกิดการละเล่นทางน้ำ

อาทิ การเล่นเพลงเรือ และการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้น อันเป็นกีฬาชาวบ้านในชุมชนชนบทไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาชาติขึ้นทุกลุ่มน้ำแห่งสยามประเทศ

"เปียงหลวง" ดินแดนแห่งความหลากหลาย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เปียงหลวง

ดินแดนที่เรียกขานกันว่า "เปียงหลวง" ชุมชนแห่งความหลากหลายติดแนวชายแดนไทย-พม่า ทางฟากฝั่งตะวันตกของอำเภอเวียงแหง อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ บนถนนโชตนาสายหลักจากเชียงใหม่-เชียงดาว ก่อนตัดแยกเมืองงาย เลี้ยวซ้ายไปตามทางตะวันตก ก่อนแยกทางแม่จา เส้นทางที่สัญจรไปก็เริ่มขึ้นสู่เนินเขาสูง คดเคี้ยวไปตามดงป่าเขียวสดรกครึ้ม ผ่านป่าสน บางช่วงของถนนถึงกับไต่ไปบนยอดเขาจากลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่ง ครั้นพอเข้าเขตอำเภอเวียงแหง ถนนกลับดิ่งลึกลงไปในความลาดต่ำลดเลี้ยวลงไป เมื่อมองลิบๆ ไกลออกไปเบื้องหน้า มองเห็นจุดเล็กๆ สีขาว กระจัดกระจายอยู่ในหุบเขา "นั่นละ เวียงแหง อำเภอที่ซุกซ่อนอยู่ในหุบเขา" หากมุ่งผ่านไปอีก 18 กิโลเมตร จนพบกับซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้านเปียงหลวง

เปียงหลวง มีความหลากหลายทั้งในเรื่องของคนพลเมือง วิถีการดำรงอยู่ วัฒนธรรมประเพณี รวมไปถึงความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีมานานนับหลายร้อยปี โดยที่โดดเด่นมากที่สุด ก็คือ เป็นชุมชนที่มีผู้คนหลายเชื้อชาติชนเผ่าอาศัยอยู่ร่วมกัน

คนส่วนใหญ่ของชุมชนบ้านเปียงหลวงนั้น อพยพมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า อีกทั้งกลุ่มผู้เข้ามาก่อตั้งชุมชนแห่งนี้ ต่างเคยเป็นทหารของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ และยังมีกลุ่มคนจีนตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกัน ตามประวัติศาสตร์บอกว่า คนจีนกลุ่มนี้เป็นอดีตทหารจีนคณะชาติ หรือก๊กมินตั๋ง 

นอกจากนั้น มีชนเผ่าลีซอ ปะหล่อง และชาวไทยที่อาศัยอยู่ร่วมกันมานาน

เมื่อพูดถึงความเป็นมาของชาวไทใหญ่ หลายคนต่างยอมรับกันดีว่า ชนชาติไต หรือไทใหญ่ เป็นเชื้อชาติที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่มาก่อน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า และบางส่วนอยู่ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอีกส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

เมื่อเอ่ยคำเรียกขานถึง ไทใหญ่ ในแต่ละพื้นที่จึงย่อมเรียกแตกต่างกัน 
คนจีนในยูนนาน เรียกชาวไทใหญ่ว่า "เซม" 

คนพม่าเรียกชาวไทใหญ่ว่า "ชาน" ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า "สยาม" ต่อมาจึงกลายเพี้ยนเป็น "ฉาน" หรือที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Shan" และในที่สุด จึงเรียกแผ่นดินของคนไทใหญ่ว่า รัฐชาน หรือรัฐฉาน(Shan State) นับแต่นั้นมา

ในขณะที่คนไทยล้านนามักชอบเรียก ชาวไทใหญ่ว่า "เงี้ยว" แต่คนไทใหญ่ไม่ชอบเท่าใดนัก เพราะเป็นคำที่ส่อในเชิงดูหมิ่นดูแคลน 

ครั้นเมื่อถามพี่น้องชาวไทใหญ่ พวกเขากลับเรียกตัวเองว่า "ไต"
"คำว่าชนชาติไทย-ไต เปรียบเหมือนคำว่า "ช้าง" ช้างมีขา มีหู มีงา มีงวง และหาง ชนชาติไทย-ไต ก็มีกลุ่มชาติพันธุ์ไทย คือไทยน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ไต คือ ไทใหญ่ และกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน" ชายชื้น คำแดงยอดไตย ได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย-ไต เอาไว้อย่างน่าสนใจ

ทำไมเปียงหลวง จึงมีทั้งกลุ่มคนจีนและคนไทใหญ่ ถึงมาอยู่รวมกัน!?
"กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทใหญ่ ชายแดนไทย-พม่า กรณีศึกษา : หมู่บ้านเปียงหลวง" ของ "วันดี สันติวุฒิเมธี" ได้บันทึกไว้ว่า คนไทใหญ่นั้น มีเอกลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ก่อนที่ยุคล่าอาณานิคมจะเกิดขึ้น และอังกฤษได้เข้ามายึดและผนวกดินแดนรัฐฉาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่าเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งๆ ที่ชาวไทยใหญ่เคยปกครองตนเอง ด้วยระบบเจ้าฟ้า ประจำอยู่ในแต่ละเมืองต่างๆ ทั้งหมด 33 เมือง

หลายคนยังจดจำ กับบันทึกตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งการขอคืนเอกราช และในหนังสือ 12 กุมภาพันธ์ 1947 นายพลออง ซาน ได้เดินทางไปร่วมประชุมกับเจ้าฟ้าไทใหญ่ รวมทั้งตัวแทนชนชาติคะยาห์ คะฉิ่น มอญ และชิน ที่เมืองปางโหลง ตอนกลางของรัฐฉาน เพื่อลงนามขอเอกราชจากอังกฤษร่วมกัน ในสัญญาที่ชื่อว่า "ลิ่กห่มหมายปางโหลง" หรือ "สัญญาปางโหลง" ได้บันทึกเอาไว้ว่า "ชาวไทใหญ่และชนชาติอื่นๆ จะต้องอยู่ร่วมกันในสหภาพพม่าเป็นเวลา 10 ปี นับจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ หลังจากนั้นจึงมีสิทธิแยกตัวออกมาปกครองตนเอง"

ทว่า ระหว่างการประชุมร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 นายพลออง ซาน พร้อมด้วยนักการเมืองพม่าคนสำคัญ 5 คน ได้ถูกคนร้ายเข้าลอบยิงจนเสียชีวิต ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางพม่ากับชนกลุ่มน้อยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

เนื่องจากผู้นำพม่าคนใหม่ นำโดย อู นุ และเนวิน มีทัศนคติและนโยบายต่อชนกลุ่มน้อยต่างจาก ออง ซาน อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ขณะที่ ออง ซาน พยายามเน้นความเท่าเทียมและผลักดันให้ชนกลุ่มน้อยมีสิทธิตามสัญญาปางโหลง แต่อู นุ และ เนวิน กลับไม่ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยมีสิทธิตามสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะสิทธิในการแยกตัวไปปกครองประเทศอิสระ เพราะนั่นหมายถึง รัฐบาลกลางพม่า จะต้องสูญเสียรายได้จากทรัพยากรในดินแดนชนกลุ่มน้อยอย่างมหาศาล การยอมให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวออกไป จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำพม่าหลายคนไม่เห็นด้วย

เมื่อรัฐบาลทหารพม่า ไม่ยอมให้แยกตัวเป็นอิสระ สงครามความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า จึงเริ่มปะทุขึ้นมานับแต่นั้นเป็นต้นมา ในขณะไฟสงครามระหว่างไทใหญ่กับรัฐบาลพม่ายังไม่มอดดับ กลับมีกองพล 93 ของรัฐบาลจีนคณะชาติ หรือก๊กมินตั๋ง ได้ถอยร่นลงมาจากมณฑลยูนนาน ของประเทศจีน เข้ามาอยู่ในรัฐฉาน ของไทใหญ่ จนทำให้ทหารพม่าเข้ามาปราบปรามกองพล 93 กับกองกำลังกู้ชาติคะฉิ่น ซึ่งถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อพม่า ทำให้ชาวไทใหญ่ ต้องตกเป็นเหยื่อสงคราม การสู้รบทั้งสองฝ่าย บ้างถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกหาบ และทำงานกลางสนามรบ จนทำให้ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

หลังสงครามระหว่างทหารจีนคณะชาติกับรัฐบาลพม่าสิ้นสุดลงในปี 2501 ไฟสงครามก็ปะทุอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐบาลพม่าละเมิดข้อตกลงเดิม ไม่ยอมให้ชาวไทใหญ่แยกตัวออกมาปกครองตนเอง หลังจากที่อยู่ร่วมกันมาครบ 10 ปี

ปี พ.ศ.2501 เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ จึงได้รวบรวมพลคนไทใหญ่ และก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่" หนุ่มศึกหาญ" ขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช เนื่องจาก รัฐบาลนายพลเนวิน ได้ฉีกสัญญาปางโหลงนั้นทิ้งไป

นั่นคือที่มาของประวัติของชุมชนเปียงหลวง หลังจากที่เจ้าน้อย ซอหยันต๊ะ ตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ขึ้นที่ สบจ็อด เมืองปั่น ในเขตรัฐฉาน ใกล้ๆ กับชายแดนบ้านเปียงหลวง หลังจากนั้นได้ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่บ้านเปียงหลวง โดยมีกองบัญชาการย่อยอยู่ทั้ง 40 จุด ตั้งแต่เขตชายแดนแม่ฮ่องสอน เปียงหลวง และดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่ากันว่า ประชากรของชุมชนบ้านเปียงหลวงในขณะนั้น มีเพียงพ่อค้าชาวไทใหญ่ที่เดินทางมาค้าขายระหว่างไทยกับรัฐฉาน เพียงสิบกว่าหลังคาเท่านั้น ต่อมา เมื่อมีกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่และชาวบ้านที่หนีภัยจากการสู้รบเข้ามา จึงมีประชากรเพิ่มมากขึ้น

ต่อมา ปี 2512 นายพลโมเฮง หรือเจ้ากอนเจิง หนึ่งในผู้นำไทใหญ่ได้รวมกลุ่มกับเจ้าน้อย ซอ
หยั่นต๊ะ จัดตั้งขบวนการกู้ชาติโดยใช้ชื่อว่า กองทัพสหพันธ์ปฏิวัติรัฐฉาน หรือ Shan United Revolution Army(SURA) โดยมีนายพลโม เฮง เป็นประธาน และเจ้าน้อย ซอหยั่นต๊ะ เป็นรองประธาน และใช้บ้านเปียงหลวงเป็นกองบัญชาการใหญ่ ดังนั้นประชากรส่วนใหญ่ของหมู่บ้านเปียงหลวง จึงเป็นทหารและครอบครัวไทใหญ่นับตั้งแต่นั้นมา

"เมืองแห่งอิสรภาพของชาวไทใหญ่
ตามข้อตกลงปางโหลงมอบให้
สัญญากันไว้เป็นมั่นเหมาะ
แล้วกลับคำกันได้หรือไร
ใครทรยศก็รู้อยู่แก่ใจ
มิใช่เราไทใหญ่แน่นอน
ความจริงของเราย่อมประจักษ์
สัญญาปางโหลงที่ให้นั้น
จากไปพลันกับอองซานหรือไฉน..."

บทเพลง "ลิ่กห่มหมายปางโหลง" หรือ "สัญญาปางโหลง" ของ สายมาว นักร้องชื่อดังชาวไทใหญ่ สะท้อนแว่วมาในห้วงยามค่ำคืนนั้น ฟังแล้วช่างบาดลึกเข้าไปในจิตใจของคนไตทั่วไป โดยเฉพาะคนไตพลัดถิ่นที่จำต้องถอยร่นออกมาจากแผ่นดินเดิมของตน

ครั้งหนึ่ง สายมาว เคยถูกรัฐบาลทหารพม่าจับขังคุกนานกว่าสองปี หลังจากเขาเขียนและร้องเพลงบทนี้ บางห้วง มีท่วงทำนองแห่งความทุกข์ ความบ่นพ้อ น้อยใจ ในการวิถีการต่อสู้อันยาวนาน บางท่วงทำนองบทเพลง กลับถั่งท้นอุดมการณ์ มากล้นความหวัง

สังขารล่อง วันเน่า วันพญาวัน 3 วันสำคัญ ปี๋ใหม่เมือง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วันเน่า

การดำหัวภายในบ้าน คือต้องมาจัดน้ำขมิ้นส้มป่อยอีกอย่างน้อยสองส่วน ส่วนหนึ่งเสกเป่าด้วยมงคลคาถา แล้วเรียกภรรยาหรือบุตรธิดาสมาชิกในครอบครัวมาดำหัว โดยที่หัวหน้าครอบครัวอาจใช้น้ำขมิ้นส้มป่อยประพรมหรือลูบศีรษะทุกคน พร้อมกล่าวคำอวยชัยให้พร และอีกส่วนหนึ่งจะเอาสระสรงวัตถุมงคล เช่น พระพุทธรูป รูปเคารพ พระเครื่องตลอดจนเครื่องรางต่างๆ เป็นการชำระล้างจัญไรและคงไว้แต่สิ่งที่ดีงาม สิ่งนี้ล้วนเป็นกิจกรรมเฉพาะ ที่เป็นการปฏิบัติกับสิ่งที่ใกล้ตัว และกระทำในช่วงเวลาเริ่มต้นของเทศกาลคือ "วันสังขานต์ล่อง"

รุ่งขึ้นอีกวันถือเป็นวันสุกดิบ ล้านนาเรียก "วันเน่า" ในวันนี้ทุกครัวเรือนจะจัดเตรียมสิ่งของที่จะทำบุญและของที่จะนำไปดำหัวในวันถัดไป คือ "วันพระญาวัน" และในวันพระญาวัน จะมีการทำบุญที่วัดเรียกว่า "ทานขันข้าว" (อ่าน - ตานขันเข้า) คือทำบุญด้วยอาหาร เป็นสำรับเหมือนทำบุญเทศกาลทั่วไป แปลกแต่ในโอกาสนี้ ในสำรับนอกจากจะมีอาหาร น้ำหยาด (น้ำสำหรับกรวด) แล้วมักจะมีน้ำส้มป่อยด้วย

ทั้งนี้ก็ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อดำหัวบรรพบุรุษและวิญญาณผู้ที่จากไป ผ่านกุศลพิธีทางพุทธศาสนา นอกจากนี้ บางคนถือโอกาสสรงน้ำพระพุทธรูป พระพุทธบาท พระธาตุเจดีย์ และสรงน้ำพระครูบามหาเถระผู้ทรงศีล ครั้นเวลาสายหลายคนทำพิธีดำหัวกระดูกบรรพบุรุษ หอผีปู่ย่า หอเจ้าที่ เทวดาเรือน เป็นต้น ในขณะที่หลายคนไปดำหัวบิดามารดา และเครือญาติที่เคารพนับถือ

กล่าวมาถึงตรงนี้ มีข้อที่ควรสังเกตคือ จากความหมายเดิมที่เป็นการดำหัวตนเองและครอบครัว เพื่อชำระสิ่งอัปมงคล เริ่มเพิ่มความหมายไปในเชิงเคารพสักการะ เป็นการนำน้ำขมิ้นส้มป่อยและเครื่องสักการะเผื่อแผ่ไปยังผู้ควรสักการะ โดยอาการอันนอบน้อม แต่ก็ยังอยู่ในฐานะที่ยังไม่ไกลตัว กาลก็ยังเป็นช่วง
กลางๆ ของเทศกาล คือวันพระญาวันโดยเฉพาะในช่วงเช้า

ช่วงบ่ายของวันพระญาวันเป็นต้นไป การดำหัวจะขยายไปสู่ผู้มีพระคุณ ต่อคนในวงกว้างหรือผู้มีอำนาจในการบังคับบัญชา อาทิ พระสงฆ์ผู้ทรงคุณเป็นอเนก กษัตริย์และราชวงศ์ชั้นสูง ขุนนาง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ เช่น อธิการบดี ผู้อำนวยการ เป็นต้น การดำหัวระดับนี้เป็นเรื่องของคนจำนวนมาก เครื่องสักการะจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น เช่น น้ำส้มป่อยจะบรรจุในขันหรือสลุงขนาดใหญ่ ขันหรือพานดอกไม้ธูปเทียนขนาดใหญ่
ดอกไม้จัดเป็นพุ่มที่เรียก "ต้นดอก" 
ขี้ผึ้งประดับบนโครงไม้ที่เรียกว่า "ต้นเผิ้ง" 
เทียนแขวนประดับบนโครงไม้ทรงพุ่มที่เรียก "ต้นเทียน" 
หมากแห้งทำเป็นสายๆ แล้วรวมกันสิบสายเป็นหนึ่งพวง ใช้จำนวนสิบพวง (หมากหมื่น) 
มัดให้เป็นตั้งที่เรียก "หมากสุ่ม" 
หมากดิบเป็นลูกๆ ประดับบนโครงไม้ทรงพุ่มที่เรียก "หมากเบ็ง" 
ใบพลูจัดเรียงเย็บเข้ากับโครงไม้แล้วจัดเป็นพุ่มที่เรียก "พลูสุ่ม" 
เมี่ยง บุหรี่ จัดให้เป็นพุ่มสวยงามและมีขนาดพออุ้มหรือถือได้

จัด "จองอ้อย" คือแคร่คานหาม ที่มีกระบะและมีขาสูงระดับเอว มีคานหาม ภายในบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคเช่น ผ้าห่ม ผ้าขะม้า ผ้าขนหนู หัวหอม กระเทียม กล้วยทั้งเครือ มะพร้าวอ่อนทั้งทะลาย มะม่วง มะปราง ฟัก แฟง แตง และพืชผักตามฤดูกาล เครื่องสักการะต่างๆ เมื่อมีปริมาณมาก ก็ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งอาจมีการจัดขบวนแห่ มีเครื่องดนตรีประโคมและมีการแสดง หรือฟ้อนรำประกอบอย่างครึกครื้น

เมื่อขบวนแห่ไปถึงสถานที่ ที่เป็นที่อยู่อาศัยบุคคลที่จะดำหัว หรือสถานที่ที่จัดไว้ ก็จะวางสิ่งสักการะต่างๆ ลงเฉพาะหน้าท่านเหล่านั้น และเมื่อถึงเวลาอันควร จะจัดให้บุคคลอาจเป็นผู้อาวุโสในกลุ่ม หรือหัวหน้างานถือพานดอกไม้ธูปเทียนคนหนึ่ง ถือขันน้ำส้มป่อยคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งเป็นผู้นำกล่าวคำสักการะพร้อมขอขมาลาโทษ และขอพรปีใหม่ตามลำดับด้วยสุนทรวาจาว่า
"อัชชะ ในวันนี้ ก็เปนวันดี ปีเก่าข้ามล่วงพ้นไปแล้ว ปีใหม่แก้วก็มารอดมาเถิง ผู้ข้าทังหลายก็มาร่ำเพิงยังคุณูปการะอันมากนานา จิ่งน้อมนำมายังมธุบุปผาลาชาดวงดอก เข้าตอกดอกไม้ลำเทียน เพื่อมาสักการะคารวะยังท่าน กาละพร่ำนี้ ผู้ข้าก็ได้ตกแต่งแปลงพร้อมน้อมนำมายังน้ำคัมภีโรทกะ สุคันโธทกะ คือว่าน้ำน้ำขมิ้นส้มป่อย เพื่อจักมาขอสู่มาคารวะ สระเกล้าดำหัว เหตุว่าได้เมามัวประมาทลาสามวลมาก ผู้ข้าก็หากกลัวเปนบาปกัมม์ ขอท่านจุ่งเมตตาธัมม์ผายโผดลดโทษมวลมี ลวดปันพรดี เปนสิริศรีมังคละใน
กาละบัดนี้ แด่เต๊อะ"
กล่าวจบ ผู้ถือพานดอกไม้ธูปเทียนและน้ำส้มป่อย ทำการมอบคล้ายอาการประเคนสิ่งของแด่พระสงฆ์ ส่วนผู้ได้รับการดำหัวก็ยื่นมือทั้งสองข้างรับไว้ แล้วเอามือจุ่มน้ำส้มป่อยลูบศีรษะตนเอง 

ทั้งนี้ อาจสลัดน้ำส้มป่อยใส่ผู้มาดำหัว พร้อมกล่าวคำอันเป็นสิริมงคล ก่อนจะให้พรตามโวหาร ดังเช่น

"เอวัง โหนตุ ดีและ อัชชะในวันนี้ก็เปนวันดี สะหรี ศุภะมังคละอันวิเศษ เหตุว่าระวิสังขานต์ ปีเก่าก็ได้ข้ามล่วงล้นพ้นไปแล้ว ปีใหม่แก้วพระญาวันก็มารอดเถิงเทิงยาม บัดนี้ท่านทังหลายได้ไหลหลามตกแต่ง แปลงพร้อมน้อมนำมายังมธุบุปผาลาชาดวงดอกเข้าตอกดอกไม้เทียนงาม มาแปลงห้างยังสิ่งคาระวะสระเกล้าดำหัว ยังตนตัวแห่งผู้ข้า บัดนี้ผู้ข้าก็มีธัมมเมตตาอว่ายหน้าปฏิคหะรับเอาแล้ว เพื่อหื้อแล้วเสียคำมักคำผาถนา แล้วจักลดโทสานุโทส โผดอโหสิกัมม์ ปันพรงามปีใหม่ หื้อมียศใหญ่วัยงาม โชคลาภตามบังเกิด
สุขะเลิศเพิงพาว อายุหมั้นยืนยาวร้อยซาวขวบเข้า นั้นจุ่งจักมีเที่ยงแท้ดีหลี
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสตุ
มา เต ภวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง"


เสียงแห่งการให้พร จบลงด้วยสำเนียงล้านนาว่า "อายุ วัณโณ สุขัง ป๊ะลัง" เสียง "สาธุ" ของผู้รับพรตามมาโดยอัตโนมัติหลังสุดของพิธี อาจมีพรให้โอวาท ตามด้วยการผูกข้อมือแก่ผู้ที่มาดำหัว เพื่อเป็น
ศิริมงคลแถมท้าย หรือนอกเหนือจากนี้ อาจมีบางคนประสงค์ที่จะดำหัวอย่างใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษ ก็จะนำน้ำส้มป่อยไปทำการมอบให้ผู้ใหญ่ เพื่อที่ท่านจะได้ดำหัวท่านเอง ทั้งนี้ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่าเอาน้ำส้มป่อยไปรดที่มือท่าน เหมือนกับภาคอื่นๆ ที่นิยมปฏิบัติกันเป็นปกติ

ดังที่ได้กล่าวทั้งหมด การดำหัวเป็นพิธีกรรมที่เป็นเรื่องเฉพาะของสูง เริ่มตั้งแต่ศีรษะของตนเอง ศีรษะของบุคคลอันเป็นที่รัก ทั้งที่อยู่ในระดับเสมอตนหรือด้อยอาวุโส ศีรษะของผู้อยู่ระดับอันควรสักการะ 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นพิธีกรรมที่มีวิธีปฏิบัติโดยตรงหรือโดยอ้อม คือผ่านกุศลกรรม ได้แก่ การทำบุญอุทิศ หรือแม้กระทั่งการราดรด สระสรงด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อยกับสิ่งควรเคารพ วัตถุ สถานที่ รูปเคารพ อาทิ วัตถุมงคล อัฐิบรรพบุรุษ อนุสรณ์สถาน เทวรูป พุทธรูป 

ซึ่งพิธีกรรมอาจมีความซับซ้อน ในเชิงปฏิบัติตามสภาวะอันควร นั่นเป็นพิธีกรรม ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อรับใช้สังคม และเป็นที่สังเกตว่าการรดน้ำสาดน้ำซึ่งกันและกันด้วยน้ำธรรมดาในช่วงกาลเวลาเดียว ซึ่งแม้จะมีสถานะเป็นเพียงกิจกรรม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำในระบบคิดเดียวกัน แตกต่างกันเฉพาะกระบวนการและวิธีการเท่านั้น

การกระทำกับของสูง เป็นการแสดงความเคารพ มนุษย์หากรู้จักเคารพตนเอง เคารพผู้อื่นหรือสิ่งอื่นที่ควรเคารพ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมระดับสูงทั้งคารวธรรม กตเวทิตาธรรม และเมตตาธรรม การดำหัวจึงถือเป็นพิธีกรรมและกิจกรรมที่ผ่านการรินหลั่งน้ำที่ฉ่ำเย็น เป็นความหมายของชาวล้านนา อันจะนำพามาซึ่งความผาสุกร่วมกันตราบชั่วนิรันตกาล.

ดำหัวปีใหม่ ความหมายของล้านนา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดําหัวปี๋ใหม่

การดำหัว มีความหมายโดยทั่วไปหมายถึง "การสระผม" คือชำระสิ่งสกปรกออกจากศีรษะ ทว่ายังมีอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งเป็นความหมายเชิงความเชื่อ โดยเฉพาะชาวล้านนา เชื่อว่าเป็นการชำระสิ่งอัปมงคลได้ด้วย การดำหัวโดยทั่วไปแต่โบราณ มักใช้น้ำผสมน้ำจากผลมะกรูดและเมือกจากใบหมี่ แต่การดำหัวเพื่อชำระสิ่งอัปมงคล จะใช้น้ำขมิ้นส้มป่อย

ในช่วงปีใหม่หรือเทศกาลสงกรานต์ ชาวล้านนาจะนิยมดำหัว เพื่อชำระสิ่งอัปมงคลให้ตกไปตามปีเก่า และการดำหัวนี้พบว่า มีการขยายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น กล่าวคือนอกจากจะดำหัวตนเองแล้ว ยังเผื่อแผ่ไปยังสมาชิกในครอบครัวด้วยความอาทรห่วงใย ขยายไปสู่สิ่งที่ควรเคารพนับถือทั้งวัตถุ วิญญาณและตัวบุคคลในที่สุด และกิจกรรมการดำหัวนี้ จะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ใกล้ตัวขยายออกไปพร้อมกับระยะเวลาก่อนหลัง ดังจะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป

เริ่มจากการดำหัวตนเอง พิธีนี้จะทำใน "วันสังขานต์ล่อง" ซึ่งตรงกับภาคกลาง คือวันมหาสงกรานต์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นปี ในส่วนของพิธีในปฏิทินบัตร ที่ใช้ประเภทสงกรานต์ของล้านนาที่เรียกว่า "หนังสือปีใหม่" ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
"ในวันสังขานต์ล่องนั้น หื้อไปสู่สระน้ำใหญ่ แม่น้ำใหญ่ หนทางใฅว่สี่เส้นหรือต้นไม้ใหญ่ กระทำการสระสรง สระเกล้าดำหัวเสียจิ่งดี การสระเกล้าดำหัว หื้อเบ่นหน้าเฉพาะหน แล้วหื้อนุ่งผ้าใหม่ เหน็บดอก อันเปนพระญาดอกประจำปี จักวุฒิจำเริญแล" 
หมายความว่า ในวันสังขานต์ล่อง ให้ไปสู่สระน้ำใหญ่ แม่น้ำใหญ่ สี่แยกหรือต้นไม้ใหญ่ แล้วดำหัวโดยผินหน้าไปตามทิศ ที่โบราณกำหนดในแต่ละปี เสร็จแล้วให้สวมเสื้อผ้าใหม่ ทัดดอกไม้ประจำปี ซึ่งเรื่องนี้มีรายละเอียดทั้งข้อปฏิบัติทางพิธีกรรม ทิศทางที่ควรผินหน้าและ ดอกไม้อันเป็นนามปี กล่าวคือ

การดำหัว ในทางปฏิบัติต้องทำสะตวง (กระทง) บัดพลีด้วย ดอกไม้ธูปเทียน อาหาร ขนม หมากพลู บุหรี่ อย่างละ ๔ ชิ้น โดยจะมีส่วนประกอบสำคัญเป็นเศษไม้ รูปปั้นอมนุษย์ รูปปั้นสัตว์ ตามปีเกิดของตน ดังนี้
ปีเกิด - เศษไม้ - รูปปั้น
- ไจ้ (ชวด) โพธิ์ ผีอารักษ์ อีแร้ง กวาง
- เป้า (ฉลู) บุนนาค สุนัข
- ยี (ขาล) ไผ่ ผีอารักษ์ งู
- เหม้า (เถาะ) หว้า ไก่ งู
- สี (มะโรง) ต้นข้าว ไก่ หมู
- ใส้ (มะเส็ง) หาด ผีอารักษ์
- สะง้า (มะเมีย) แค สุนัข
- เม็ด (มะแม) แค สุนัข
- สัน (วอก) กระเชา สุนัข
- เร้า (ระกา) ก่อ เสือโคร่ง
- เส็ด (จอ) ยอ เสือแผ้ว
- ใก๊ (กุน) กอบัว ยักษ์

เมื่อเตรียมสิ่งของไว้พร้อมแล้ว ก็เริ่มประกอบพิธีโดยหันหน้าเฉพาะทิศทางที่กำหนด เรื่องทิศนี้ โบราณกล่าวไว้ว่า สังขานต์ล่องวันไหน ก็ให้บ่ายหน้าสู่ทิศนั้นๆ ดังนี้
- สังขานต์ล่องวันอาทิตย์ หันหน้าไปทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ
- สังขานต์ล่องวันจันทร์ หันหน้าไปทิศ ตะวันตก
- สังขานต์ล่องวันอังคาร หันหน้าไปทิศ ใต้
- สังขานต์ล่องวันพุธ หันหน้าไปทิศ ใต้
- สังขานต์ล่องวันพฤหัสบดี หันหน้าไปทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ
- สังขานต์ล่องวันศุกร์ หันหน้าไปทิศ ตะวันออก
- สังขานต์ล่องวันเสาร์ หันหน้าไปทิศ ตะวันตกเฉียงใต้

จากนั้นจึงกล่าวคำโอกาสว่า 
"ดูราเจ้ากู เราอยู่จิ่มกันบ่ได้ ภัยยะอันใหญ่ จักเกิดมีมาชะแล ขอเจ้ากูจุ่งมารับเอาเครื่องสักการะปูชามวลฝูงนี้ แล้วจุ่งมาพิทักษ์รักษาผู้ข้าหื้ออยู่สุขสวัสดี นั้นจุ่งจักมี เที่ยงแท้ดีหลีเทอะ" 
ว่าจบให้ตัดเล็บ ตัดเศษผมใส่ในสะตวง แล้วเสกเป่าน้ำขมิ้นส้มป่อยด้วยคาถาว่า 

"โอม สิริมา มหาสิริมา เตชะยะสะลาภา อายุวัณณา ภะวันตุ เม" 

แล้วสระเกล้าดำหัวด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย ให้น้ำตกลงในสะตวง กระทำดังนี้แล้ว ให้ผลัดผ้าเก่า นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ พร้อมทัดทรงด้วย ดอกไม้อันเป็นนามปี ที่ถือว่าเป็น พระญาดอกไม้ ประจำปีนั้น ๆ เรื่องนี้ก็มีตำราไว้ว่าให้เอาตัวเลขจุลศักราชปีใหม่นั้นตั้ง หารด้วย ๘ เศษ เท่าไหร่ ดูตามนี้
- เศษ ๑ ดอกเอื้อง
- เศษ ๒ ดอกแก้ว
- เศษ ๓ ดอกซ้อน (มะลิ)
- เศษ ๔ ดอกประดู่
- เศษ ๕ ดอกบัว
- เศษ ๖ ดอกส้มสุก (อโศก)
- เศษ ๗ ดอกบุนนาค
- เศษ ๐ ดอกลิลา (ซ่อนกลิ่น)

หลังจากทัดดอกไม้มงคลประจำปีแล้ว ให้ยกสะตวงขึ้นเวียนรอบศีรษะ ๓ รอบ สุดท้ายนำสะตวงไปลอยน้ำหรือวางในที่อันควร แล้วหันหลังกลับบ้านทันที โดยไม่ให้เหลียวหลังไปมองสะตวงนั้นอีก

พิธีกรรมที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งยังมิได้กล่าวรวมไปถึงพิธีที่อิงศาสนา อาศัยกุสโลบายทางเมตตา คือพึ่งพาสัตว์เป็นพาหนะ นำสิ่งอัปมงคลออกจากร่างกาย โดยหมายฝากกับสัตว์ผ่านการปลดปล่อย ลอยไปกับน้ำ ย่ำไปกับดิน หรือบินไปสู่อากาศ ที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบันคือ นำน้ำขมิ้นส้มป่อยมาเสกด้วยคาถาว่า "สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสันตุ อะเสสะโต" แล้วเอาน้ำนั้นลูบศีรษะ สลัดใส่สัตว์แล้วปล่อยไป


สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ยี่เป็งเชียงใหม่..มีหรือไม่มี?

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นางนพมาศ

หลายปีดีดัก เมื่อมีการชักรถกระทงใหญ่ จุดที่จูงใจบนกระทงคืออนงค์นาฏ งามวิลาศสดใส ยิ้มละไมบนใบหน้า เธอมีนามาสมมุติว่า "นางนพมาศ"

นางนพมาศ เป็นใคร มาจากไหน หลายท่านทราบดีแล้ว แต่ก็มีหลายท่านอยากให้เล่าสู่ทบทวน คงต้องหวนย้อนไปที่ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งกล่าวว่า "นางนพมาศ" เป็นธิดาของพระศรี มหาปุโรหิตราชครู อยู่ในราชสำนักของพระร่วงเจ้า เมื่อจุลศักราช 600 เศษ ด้วยความงดงามเป็นเลิศ และมีสติปัญญาเฉียบแหลมเป็นที่เลื่องลือ พระร่วงเจ้าจึงโปรดให้รับเข้าเป็นบาทบริจาริกาโดยใกล้ชิด ต่อมาทรงโปรดให้แต่งตั้งเป็น "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอก"

ในสมัยนั้น ครั้นถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง เมื่อสุโขทัยจัดให้มีงานนักขัตตฤกษ์ มีการแข่งเรือเล่นเพลงเรือ พิธีจองเปรียงด้วย ประทีปเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค พร้อมชักโคมลอย โคมแขวนเป็นพุทธบูชาด้วย และในงานนี้ (ปีไหน ไม่ได้ระบุ) นางนพมาศได้มีบทบาทที่โดดเด่น กล่าวคือขณะหมู่ราชบุตรต่างประดิษฐ์โคมประเทียบ รูปทรงสัณฐานอันวิจิตร แล้วชักแขวนเป็นระเบียบตามแนวโคมชัยเสาระหงตรงหน้าพระที่นั่งชลพิมานถวายพระร่วงเจ้า เพื่ออุทิศสักการะบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี และฝ่ายสตรีที่เป็นสนมกำนัล ก็ทำโคมลอยร้อยด้วยบุปผชาติเป็นรูปต่างๆ ประกวดกันเพื่อพระร่วงเจ้าจะได้อุทิศบูชาพระพุทธบาท ณ ฝั่งน้ำนัมมทานที แต่นางนพมาศ ได้คิดประดิษฐ์โคมลอยให้งดงามและแปลกแยกจากคนอื่น โดยในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ฉบับหอพระสมุด วชิรญาณ กล่าวว่า 
"จึงเลือกผกา เกษรสีต่างๆ ประดับเป็นรูปดอกกุมุทบานกลีบ รับกับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พันธุ์ดอกไม้ ซ้อนสีสลับ เป็นลวดลาย แล้วก็เอาผลพฤกษาลดาชาติมาแกะ จำหลักเป็นรูปมยุราพนานกวิหคหงษ์ ให้จับจิกเกษรบุบผชาติ อยู่ตามกลีบดอกกระมุท เป็นระเบียบเรียบเรียงไปด้วยสีย้อมสดส่าง ควรจะทอดทัศนายิ่ง ทั้งเสียบแซมเทียนธูปแลประทีปน้ำมันเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค"
เมื่อพระร่วงเจ้าทอดพระเนตร ก็ตรัสชมว่างามประหลาดกว่าที่เคยมี แล้วตรัสถามว่า "นางคิดเช่นไรหรือ" 
นางก็บังคมทูลว่า 
"ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่า เป็นนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง ปราศจากเมฆมลทิน อันว่าดวงดอกชาติโกสุมภ์ประทุมมาลย์ มีแต่จะเบ่งบานกลีบรับแสงพระอาทิตย์ ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกษรรับแสงพระจันทร์แล้ว ก็ได้ชื่อว่าดอกกระมุท ข้าพระองค์จึ่งทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุท ซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่บวรพุทธบาทประดิษฐาน กับแกะรูปมยุราพนานกวิหคหงษ์ประดับ แลมีประทีปเปรียงเจือด้วยไขข้อพะโคถวาย ในการทรงพระราชอุทิศครั้งนี้ด้วย จะให้ถูกต้องสมกับนัตขัตตฤกษ์ วันเพ็ญเดือนสิบสอง พระราชพิธีจองเปรียงโดยพุทธศาสน์ไสยศาสน์"
ครั้นพระองค์ได้ทรงสดับก็ดำรัสว่า นางนพมาศมี 
"ปัญญาฉลาดสมกับที่เกิดมาในตระกูลนักปราชญ์ กระทำถูกต้อง ควรจะถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ จึงมีพระราชบริหารบัญญัติสาปสรรค์ว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์ วันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุท อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" 
ตรงนี้มีความต่อท้ายว่า 
"อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุท ก็ปรากฏมาจนเท่าทุกวันนี้ แต่คำโลกสมมุติเปลี่ยนชื่อเรียกว่า ลอยกระทงลอยประทีป"
จากความดังกล่าว บทบาทสำคัญของนางคือประดิษฐ์โคมลอย (คือโคมลอยน้ำอันได้แก่กระทงนั่นเอง) ซึ่งมีความหมายได้ทั้งสองทาง คือพุทธและไสย 

ส่วนนางนพมาศจะมีตัวตนในสมัยพระร่วงเจ้า แห่งกรุงสุโขทัยหรือไม่ 
นักวิชาการหลายท่านได้วิพากษ์กันอย่างกว้างขวางมาแล้ว และก่อนหน้านั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงให้คำวิจารณ์ไว้ว่า 
"โดยทางโวหารแล้วใครๆ อ่านหนังสือนี้ด้วยความสังเกต จะเห็นได้โดยง่ายว่า เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่ในรัชกาลที่ ๒ กับที่ ๓ ไม่ก่อนนั้นขึ้นไปและไม่มีหลังนั้นลงไปเป็นแน่ ถ้าจะหาพยานจงเอาสำนวน หนังสือเรื่องนี้ไปเทียบกับสำนวนหนังสือจารึกครั้งกรุงสุโขทัย เช่น หนังสือไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น หรือแม้ที่สุดจะเอาไปเทียบกับหนังสือที่แต่งเพียงในชั้นกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ก็จะเห็นได้แน่นอนว่า สำนวนหนังสือเรื่องนางนพมาศนี้เป็นหนังสือแต่งใหม่เป็นแน่ ซ้ำยังมีข้อความที่กล่าวผิดที่จับได้ โดยแจ่มแจ้งว่าเป็นของใหม่หลายแห่ง.."
อย่างไรเสียประเด็นนี้จะไม่ขอสืบความ เพราะมีคำถามที่น่าสนใจมากกว่าว่า สุโขทัยกับล้านนาไทย ใครลอยกระทงก่อน?

คำตอบก็เห็นจะได้แก่ "ล้านนาไทย" เพราะในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หน้าที่ 20 ได้กล่าวอ้างอิงถึงตำนานจามเทวีวงศ์ว่า 
"ด้วยเหตุเห็นว่า นักปราชญ์ผู้มีปัญญากล่าวพิสดารไว้แล้ว ถ้าผู้ใดจะใคร่รู้ใคร่ฟัง จงไปเสวนาในตำรับจามเทวีวงศ์โน้นเทอญ." 
เรื่องนี้มีรายละเอียดที่สามารถติดตามได้ในเรื่องของประเพณีลอยโขมด ซึ่งมีหลายท่านเขียนไว้แล้ว

ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญคือนางนพมาศมาปรากฏที่เชียงใหม่เมื่อใด 
ผู้เขียนคิดเอาเองว่า แต่เดิมชาวเชียงใหม่ก็น่าจะจุดประทีป หรือเซ่นสักการะตามสถานที่อันควรแก่การบูชา หรือลอยคงคาวาริน ตามความเชื่อและศรัทธา แม้เดี๋ยวนี้ก็เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่เอากระทงลงลอยในน้ำ นางนพมาศคงมาภายหลัง คือมาพร้อมกับค่านิยมในการแห่ขบวน และการแห่ขบวนกระทงมักเป็นกระทงขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดภาพที่อลังการ พร้อมนี้ก็ได้เพิ่มนางงาม เพื่อจูงใจคนดู และนางงามที่ว่า ถ้าจะให้สัมพันธ์สอดคล้องกัน ก็สมมุติเป็นนางนพมาศ

ตามเรื่องราวที่กล่าวข้างต้นแล้ว การแห่ขบวนในเชียงใหม่ลักษณะนี้เริ่มมีเมื่อไหร่ 
เรื่องนี้ "ศรีเลา เกษพรหม" กล่าวถึงความเป็นมาในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย-ภาคเหนือ เล่มที่ 12 หน้า 5852 ว่า 
"ครั้งที่นายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ ในช่วง พ.ศ.2490 นั้นก็ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยจัดให้มีการลอยกระทงมากขึ้น และมีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนท่าแพ โดยเฉพาะบริเวณหน้าพุทธสถาน การลอยกระทงแบบกรุงเทพฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.2512 โดยจัดให้มีการลอยกระทงสองวันคือ ในวันเพ็ญเดือนยี่ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบสอง จะมีการลอยกระทงขนาดเล็กและในวันแรม 1 ค่ำ จะมีการลอยกระทงหรือประกวดกระทงขนาดใหญ่โดยเริ่มกันที่หน้าเทศบาลเมืองเชียงใหม่ไปถึงสะพานนวรัฐ"
ส่วน สงวน โชติสุขรัตน์ กล่าวไว้ใน "ประเพณีลอยโขมด" จากนิตยสารโยนก ฉบับประจำเดือนกันยายน พ.ศ.2497 ว่า 
"อันประเพณีลอยโขมด หรือลอยกระทงนี้ เป็นประเพณีดั้งเดิมที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว เฉพาะในนครเชียงใหม่ เพิ่งจะมารื้อฟื้นและทำกันเป็นการใหญ่เมื่อปีที่แล้วมานี้" คำว่า "ปีที่แล้ว" คือ พ.ศ.2496 
ดังนั้น นางนพมาศน่าจะมานั่งกระทง ซึ่งเป็นกระทงใหญ่ตั้งแต่ช่วง 2490-2496 เป็นต้นมา

แล้วโจทย์ที่ถามว่าเชียงใหม่มี หรือไม่มีนางนพมาศ 
ก็จะได้คำตอบว่า "มี" คือมีตั้งแต่โดยประมาณ พ.ศ.2490-2496 จนถึงปัจจุบัน 

แล้วในอนาคตควรมีหรือไม่ 
คงต้องถามใจท่านเมื่ออ่านบทความนี้จบ

ที่มาของวัฒนธรรมการต้มเกลือแบบพื้นบ้านโบราณ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต้มเกลือ

ป่าทามซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของลุ่มน้ำมูนตอนกลางในอีสานใต้ ที่มาของวัฒนธรรมการต้มเกลือแบบพื้นบ้านโบราณ

ป่าทามราษีไศล นอกจากมีพรรณพืช พันธุ์สัตว์มากมายแล้วยังเป็น แหล่งเกลือโบราณ โดยมีบ่อเกลือถึง 150 บ่อ กระจายอยู่ทั่วไปก่อนการสร้างเขื่อน การต้มเกลือเป็นเสมือนวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของชาวบ้านที่นี่ ตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย มีการใช้เกลือในการบริโภคในครัวเรือน ใช้แลกข้าว แลกข้าวของเครื่องใช้ แม้กระทั่งซื้อขายในปัจจุบัน

ภูมิปัญญาของคนต้มเกลือ ที่ราษีไศลไม่ใช่แค่การนำเกลือในดินขึ้นมาเท่านั้น แต่คือการรู้จักอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานให้รู้จักใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน  เกลือยังขึ้นอ่อนอยู่ ถ้าดูที่หน้าดินจะเห็นเพียงบางๆ ต้องขึ้นลักษณะเป็นช่อ จึงสามารถต้มได้
"เกลือที่อื่นไม่เหมือนกัน มันไม่มีรสชาติ ถ้าเป็นเกลือต้มเอง โรยกินกับข้าวหุงร้อนๆ จะเค็มหอมรสชาติมันผิดกัน น้ำปลาไม่ต้องมีเลย"
นอกจากนี้ วัฒนธรรมเกลือยังสัมพันธ์กับวัฒนธรรมปลา เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำปลาร้า อาหารยอดนิยมของชาวอีสาน
"เกลือที่ต้มเอง เมื่อใช้ทำปลาร้าจะทำให้มีกลิ่นหอม ไม่เหม็นอับ และยังทำให้เนื้อปลามีสีแดง แต่ถ้าใช้เกลือทะเล จะทำให้มีกลิ่นอับ รวมทั้งทำให้เนื้อปลาเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ" 
ฤดูกาลในการต้มเกลือของชาวบ้าน จะเริ่มขึ้นในช่วงมีนาคม เมื่อลมร้อนพัดผ่านมา โดยจะผ่านพ้นไปในเดือนพฤษภาคมก่อนฝนมาเยือน ซึ่งชาวบ้านใช้วิธีต้มเกลือแบบโบราณ โดยวัสดุต่างๆ ยังคงใช้วัสดุธรรมชาติ ที่หาได้จากป่าทาม มีเพียงหม้อต้มเกลือ ที่เปลี่ยนจากหม้อดินเผา มาเป็นหม้อที่ดัดแปลงมาจากปี๊บ เนื่องจากหาง่ายและให้ความร้อนเร็ว

ขั้นตอนการต้มเกลือ เริ่มตั้งแต่ไปสำรวจดูบ่อเกลือที่เคยต้มว่า "ส่าเกลือ" ขึ้นมากพอที่จะต้มได้หรือไม่ โดยสังเกตดูว่า ถ้ามีลักษณะเป็นฟันปลาค้าว หรือเป็นแท่งคล้ายผงชูรส จะต้มได้เกลือมากและเกลือมีคุณภาพดี จากนั้นจึงขูดผิวดิน (บ่อเกลือไม่ได้มีลักษณะเหมือนบ่อน้ำ แต่เป็นพื้นดินที่มีเกลือ) หรือดินขี้ทามากองรวมกันไว้ แล้วคลุมด้วยพลาสติกทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ เพื่อหมักให้ส่าเกลือที่ยังไม่แก่พอมีคุณภาพและให้ส่าเกลือแก่เสมอกัน

ก่อนต้มเกลือต้องผ่านขั้นตอนการหมักในรางหมัก ซึ่งเป็นรางดินแทนรางไม้ที่เคยใช้ในอดีต โดยขุดดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างยาวประมาณ 1 เมตร นำดินเหนียวย่ำให้ละเอียดราดลงบนรางดิน นำผ้าพลาสติกรองไว้อีกชั้นหนึ่ง ไม่ให้น้ำซึมออกและขุดดินให้ลึกต่ำกว่ารางหมัก แล้วนำท่อไม้ไผ่ทำเป็นท่อน้ำต่อออกจากรางดิน โดยการหมักต้องปิดท่อไว้ก่อน และนำเศษฟาง หรือเศษหญ้ามาวางทับรู พร้อมกับใช้เปลือกหอยปิดพอให้น้ำไหลสะดวก จากนั้นนำดินขี้ทาใส่ลงไปเหลือขอบปากหลุมไว้ 5-10 ซม. ตักน้ำใส่ทิ้งไว้ 1 คืนจึงเปิดท่อให้น้ำเกลือไหลลงภาชนะ

จากนั้น จะมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเกลือ ด้วยการนำครั่งมาต้ม หรือเผาให้ละลาย แล้วปั้นติดกับเชือกเมื่อนำไปหย่อนลงในถังน้ำเกลือ ถ้าครั่งลอยอยู่เหนือน้ำ แสดงว่ามีความเค็มมาก โดยน้ำกรองครั้งที่สามจะเริ่มมีความเค็มน้อยลง และสามารถใช้ไม้น้ำแดง หรือลูกสีดา (ฝรั่ง) มาตรวจสอบ โดยใช้วิธีเดียวกันได้ด้วย

การต้มเกลือจะใช้ไม้ฟืนจากป่าทามเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากอยู่บริเวณใกล้ แต่ปัจจุบันการยึดครองพื้นที่โดยไมยราบยักษ์ ได้ทำให้แหล่งไม้ฟืนหายไป โดยการต้มจะนำน้ำเกลือที่เค็มจัด และปานกลางผสมเข้าด้วยกัน ส่วนที่มีความเค็มน้อย จะใช้ในการหมักดินขี้ทาต่อไป ระหว่างการต้มให้ปล่อยทิ้งไ ว้ไม่ควรคนบ่อย เพราะจะทำให้ได้เกลือเม็ดเล็กจนเกินไป เมื่อน้ำงวดปล่อยทิ้งไว้จนเกลือตกผลึกสีขาว จากนั้นตักใส่ตะกร้าไม้ไผ่ ทิ้งให้แห้ง แล้วตักใส่ถุงปุ๋ย ซึ่งเกลือที่ต้มใหม่ สีจะขาวขุ่น เมื่อทิ้งไว้นานๆ จึงจะขาว

ซึ่งการต้มเกลือนั้น ต้องอาศัยทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น และประสบการณ์ที่สั่งสมเรียนรู้จากการปฏิบัติมาจนเชี่ยวชาญ เป็นเหมือนวิถีชีวิตที่อยู่คู่กันมาของชุมชน 

นอกจากนี้ ยังมีพิธีกรรมความเชื่อ สำคัญที่ทำให้การต้มเกลือเป็นไปอย่างเพียงพอ และไม่รบกวนธรรมชาติมากจนเกินไป โดยก่อนที่จะมีการต้มเกลือ ชาวบ้านจะมีการบอกกล่าว พ่อเพียแม่เพีย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ่อเกลือ เหมือนกับที่ชาวนาไหว้แม่โพสพนั่นเอง และหลังจากที่ต้มเกลือจนพอแล้วจะมีการปลูกเกลือ

โดยการนำเกลือใส่ถุงพลาสติก ไปฝังไว้ลึกประมาณ 1 คืบบริเวณบ่อเกลือ และบอกกับพ่อเพียแม่เพียเพื่อให้มีเกลือต้มอีกครั้ง ในฤดูกาลต้มเกลือในปีถัดไป ซึ่งมีความเชื่อว่า หากผู้ใดที่ปลูกเกลือแล้ว ยังกลับมาต้มอีกในฤดูกาลนั้น จะต้องมีอันเป็นไป

จะเห็นได้ว่าความเชื่อเหล่านี้ เป็นเหมือนสิ่งที่คอยควบคุมการต้มเกลือของชาวบ้านมาโดยตลอด ระยะเวลาอันยาวนาน นั่นแสดงให้เห็นว่า ตราบใดที่ความคิดความเชื่อยังคงอยู่กลับชุมชน วิกฤติการที่เคยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการต้มเกลือแบบอุตสาหกรรม มีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน จนทำให้เกิดแผ่นดินทรุดตัว หรือความขัดแย้งในกรณีเหมืองโปแตส ที่อุดรธานี ก็จะไม่เกิดขึ้นหากเราสามารถเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ในแบบที่ไม่ใช่ผู้ทำลาย แต่อยู่ร่วมอย่างรู้คุณเช่นเดียวกับคนต้มเกลือราษีไศล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ข้อมูลจากวิจัยไทบ้านป่าทามราศีไศล