แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะลุยโลกใบใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตะลุยโลกใบใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด

ชวนย้อนอดีต ที่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2534 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวรที่เน้นเรื่องราวของท้องถิ่น ทั้งทางด้านธรณีวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้าน ชาติพันธุ์วิทยา และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี ประกอบไปด้วยอาคารสำคัญ 2 หลัง ได้แก่ 

“อาคารทำเนียบสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์” (ช่วง บุนนาค) ปัจจุบันเป็นอาคารส่วนบริการโดยชั้นล่างเป็นพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหมุน เวียนและกิจกรรมพิเศษต่างๆ ส่วนชั้นบนใช้เป็นสำนักงานและคลังจัดเก็บศิลปะโบราณวัตถุเพื่อการศึกษาของพิพิธภัณฑ์

ส่วนอาคารอีกหลังก็คือ “อาคารนิทรรศการถาวร” (ศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิม) ภายในจัดแสดงเรื่องราวของท้องถิ่นตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 หัวข้อ จำนวนทั้งหมด 12 ห้อง เริ่มที่หัวข้อแรกคือ “สภาพภูมิศาสตร์และธรรมชาติวิทยา” จัดแสดงอยู่ในห้องที่ 1 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับด้านภูมิประเทศของจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง (กาญจนบุรีและเพชรบุรี)

หัวข้อต่อมาคือ “ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของราชบุรี” จัดแสดงอยู่ตั้งแต่ห้องที่ 2 - 6 เรียงลำดับตามยุคสมัยดังต่อไปนี้ ห้องที่ 2“สมัยก่อนประวัติศาสตร์” จัดแสดงหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีของมนุษย์ในยุคที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยบริเวณจังหวัดราชบุรี ต่อมาที่ห้องที่ 3 “วัฒนธรรมทวารวดี” จัดแสดงเรื่องราวและหลักฐานต่างๆ ของวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในจังหวัดราชบุรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 โดยเฉพาะเรื่องราวของเมืองโบราณคูบัว และเทือกเขางู

ห้องที่ 4 “อิทธิพลวัฒนธรรมเขมร” จัดแสดงเรื่องราวและหลักฐานของวัฒนธรรมเขมร หรือ “ลพบุรี” ที่ปรากฏในจังหวัดราชบุรี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 โดยมีโบราณวัตถุที่สำคัญภายในห้องจัดแสดงนี้ ได้แก่ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี พบที่บริเวณจอมปราสาท เมืองโบราณโกสินารายณ์ เป็น 1 ในจำนวน 5 องค์ ที่พบในดินแดนประเทศไทย

ห้องที่ 5 และห้องที่ 6 “สมัยสุโขทัย - อยุธยา - กรุงธนบุรี” จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 - 24 จากหลักฐานชื่อเมืองราชบุรีที่ปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ราชบุรีเป็นเมืองท่า เมืองหน้าด่านและเส้นทางการเดินทัพในสมัยอยุธยา โดยจัดแสดงหลักฐานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องถ้วยจีนและเครื่องปั้นดินเผา

ห้องที่ 7 “สมัยรัตนโกสินทร์” จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีในช่วง พุทธศักราช 2325 - 2475 แสดงถึงความสำคัญของเมืองราชบุรี ในด้านการเมืองการปกครองการพัฒนาท้องถิ่น ต่อเนื่องจากสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 7)


หัวข้อที่สามคือ “กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี” จัดแสดงในห้องที่ 8 จัดแสดงเรื่องราวของกลุ่มชนชาติพันธุ์ของจังหวัดราชบุรี ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์เป็นลักษณะเด่นของจังหวัด ได้แก่ ชาวไทยพื้นถิ่นภาคกลาง ชาวไทยจีน ชาวไทยยวน ชาวไทยมอญ ชาวไทยกะเหรี่ยง ชาวไทยลาวโซ่ง ชาวไทยลาวเวียง และชาวไทยเขมรลาวเดิม

หัวข้อที่สี่คือ “ห้องมรดกดีเด่นของจังหวัดราชบุรี” จัดแสดงตั้งแต่ห้องที่ 9-11 เริ่มที่ห้องที่ 9 “มรดกทางวัฒนธรรม” เช่น หนังใหญ่วัดขนอน, พระเครื่อง, โอ่งมังกร, อาหารพื้นบ้านอย่าง นมสดหนองโพ หัวผักกาดหวานเค็ม และหัตถกรรมพื้นบ้าน จำพวกเครื่องจักรสาน การทอผ้า เป็นต้น

ห้องที่ 10 “ห้องมรดกทางธรรมชาติ” มรดกทางธรรมชาติของจังหวัดราชบุรีมีทั้งสถานที่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง, โป่งยุบ, ค้างคาวร้อยล้านที่เขาช่องพราน, ถ้ำจอมพล ฯลฯ และสถานที่ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ทางธรรมชาติ เช่น อุทยานหินเขางู เป็นต้น


ห้องที่ 11 “บุคคลสำคัญ” ได้แก่ บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่จังหวัดในด้านต่าง ๆ เช่น ปูชนียบุคคลที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญทางด้านทหาร การเมืองและการปกครอง รวมทั้งบุคคลสำคัญทางด้านวัฒนธรรมและศิลปินเพลงพื้นบ้านต่าง ๆ
หัวข้อสุดท้ายจัดแสดงอยู่ในห้องที่ 12 คือ “ราชบุรีในปัจจุบัน” ซึ่งจัดเป็นเรื่องราวของ “ราชบุรี ราชสดุดี” จัดแสดงเรื่องพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่มีต่อจังหวัดราชบุรีในด้านต่างๆ


“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก ใกล้กับหอนาฬิกา (สนามหญ้า) ถ.วรเดช ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี เปิดให้บริการวันพุธ-วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท (เด็กเข้าชมฟรี) ชาวต่างชาติ 100 บาท (นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ เข้าชมฟรี) สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-3232-1513


เข้าตามตรอกออกซอยลับ เดินชมเมืองเก่า


สถานที่แรกที่พาไป คือ วิหารภิกษุณี ที่ตั้งอยู่ในวัดเทพธิดารามวรวิหาร ภายในวิหารมีรูปปั้นพระภิกษุณีจำนวน 52 องค์ประดิษฐานอยู่บนแท่นหินอ่อนเบื้องหน้าพระประธาน

พากันข้ามถนนมหาไชย ตรงเข้าตรอกเล็กๆ ด้านหลังร้านน้ำอบนางลอย เส้นทางนี้พาเรามาพบกับศาลาโรงธรรม ซึ่งเคยเป็นสถานที่ผลิตงานหัตถกรรมชิ้นสำคัญอย่างสายรัดประคด อันเป็นที่มาของชื่อ ‘บ้านสายรัดประคด’ เนยอธิบายว่าประคดคือแผ่นผ้าหรือด้ายที่ถักกันเป็นแผ่นยาว ใช้สำหรับคาดเอวหรืออกของพระภิกษุสงฆ์ “สมัยก่อนสาวๆ จะมานั่งรวมตัวเพื่อทอสายรัดประคดกันที่นี่


เดินออกมาอีกหน่อยก็จะมาถึงชุมชนป้อมมหากาฬ ชาวบ้านเคยพยายามที่จะทำป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้ แต่ด้วยปัญหาหลายๆ อย่าง สุดท้ายชาวบ้านก็จำเป็นจะต้องย้ายออกไป แม้จะแอบเสียดายที่ไม่มีบ้านไม้เก่าโบราณให้ได้เห็นกันแล้ว แต่ต้นไม้ใหญ่ที่ชาวชุมชนช่วยดูแลกันมาเสมอก็ยังคงยืนต้นสวยงามให้ร่มเงากับเราได้เป็นอย่างดี


พอมุ่งหน้าออกมาทางถนนราชดำเนิน ข้ามมายังซอยวัดปรินายก เราก็สะดุดตากับทีวีที่ตั้งยื่นออกมาตรงหน้าต่างชั้น 2 ของร้านชำ “ข้างๆ เป็นร้านข้าว พอทุกคนมารวมตัวกันก็จะเปิดทีวีดูด้วยกันที่นี่” ซึ่งเคยถามไถ่เจ้าของร้านชำด้านล่างมาก่อน เราพากันเดินเลียบคลองบางลำพูมาเรื่อยๆ ตลอดเส้นทาง

ตามป้ายร้านค้าของถนนเส้นนี้ ที่น่าสนใจเพราะใช้ฟอนต์กันอย่างหลากหลาย เราเดินเข้าซอยสามเสน 1 ผ่านวัดสังเวชวิศยาราม ลัดเลาะมาตามซอยสามเสน 3 และซอยบางลำพู จนมาถึงถนนพระสุเมรุ เดินเข้าตรอกเขียนนิวาสน์ แนะนำให้รู้จักกับบ้านแม่เปี๊ยก ชุดโขนละครสวยๆ ของกรมศิลป์หลายชิ้นคือฝีมือของช่างปักจากบ้านนี้

เดินกันมาจนถึงถนนพระอาทิตย์ พระอาทิตย์กำลังจะตก และดูเหมือนว่าจะไม่มีฝนตกลงมาอีกแล้ว พาเดินเข้าซอยชนะสงคราม ผ่านวัดชนะสงครามออกมาทางถนนจักรพงษ์ ก่อนจะเลี้ยวมาถึงถนนราชดำเนิน

ที่สุดท้ายมาทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารกิมเล้ง ร้านอาหารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว เราได้ลิ้มลองเมนูแนะนำชุดใหญ่และแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายอย่างตลอดการเดินทางในวันนี้ระหว่างมื้ออาหารกับนักเดินชมเมืองเก่า

ตามรอยอดีตที่พิพิธภัณฑ์วัดเกตุเชียงใหม่


พิพิธภัณฑ์วัดเกตุเชียงใหม่ ตั้งขึ้นเมื่อ ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยเริ่มจาก การที่ชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมแซมกุฏิเก่า หรือโฮงตุ๊เจ้าหลวง เป็นอาคารตึกทรงจีนอายุกว่าร้อยปี ซึ่งเป็นกุฏิของพระครูชัย ศีลวิมล อดีตเจ้าอาวาสวัดเกตการาม หลังจากที่บูรณะแล้ว ชาวบ้านได้นำเอาหน้าบัน หน้าแหนบของวิหารหลังเก่ามาเก็บรักษาไว้ จนกระทั่งชาวบ้านเห็นความสำคัญ ก็เริ่มนำข้าวของเครื่องใช้โบราณ เช่น ถ้วยเก่า ผ้าเก่า เงินโบราณ รวมถึงเครื่องจักสานล้านนาที่หายากนำมามอบให้วัด เมื่อเห็นว่ามีของเก่าอยู่มาก ทางวัดจึงได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านวัดเกตขึ้น

โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 ในอดีตชุมชนท่าวัดเกต เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงด้านตะวันออก จากเอกสารของวัดเกตการามระบุว่า วัดนี้สร้างขึ้นราว พ.ศ.1971 รัชสมัยพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ.1945-1984) กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย ลำดับที่ 8 จนถึงวันนี้วัดเกตการาม จึงมีอายุกว่า 580 ปีพอดี ในยุคสมัยรุ่งเรืองของการค้าขายทางเรือระหว่างเชียงใหม่กับหัวเมืองทางใต้จนถึงกรุงเทพฯ (พ.ศ.2317-2464) ท่าน้ำวัดเกต จึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจของการขนส่งทางน้ำที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ ยุคนี้เองที่เริ่มมีคนต่างถิ่นต่าง เชื้อชาติและศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในย่านวัดเกต ซึ่งได้แก่กลุ่มพ่อค้าชาวจีน

ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา ชาวอังกฤษเข้ามาตั้งสำนักงานทำไม้ในภาคเหนือ ชาวมุสลิมจากปากีสถาน อินเดียและชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย ด้วยเหตุนี้ทำให้ชุมชนวัดเกตมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากการที่มีศาสนสถานถึง 4 ศาสนาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงคือ วัดเกตการามของชาวพุทธ คริสตจักรที่ 1 ของชาวคริสต์ มัสยิดอัตตักวาของชาวมุสลิมและวัดซิกข์ ช่วงปี พ.ศ.2464 เมื่อรัฐบาลได้มีการสร้างทางรถไฟจากเด่นชัยมาถึงเชียงใหม่และได้เข้ามามีบทบาทด้านการค้า และการขนส่งแทนการขนส่งทางน้ำ การค้าขายทางเรือจึงลดความสำคัญลงและหายไป ยุคของท่าน้ำวัดเกต อดีตศูนย์กลางเศรษฐกิจของเชียงใหม่จึงยุติลง ชุมชนวัดเกตกลายเป็นเพียงย่านที่อยู่อาศัยของลูกหลานบรรพบุรุษ ที่มาตั้งถิ่นฐานค้าขายในยุคแรกๆ 


ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเกต นับว่าเป็นอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งที่มีสิ่งของโบราณหายากจัดแสดงไว้มากมาย ได้แก่ พระพุทธรูปแบบล้านนาและพม่า เครื่องถ้วยชามโบราณกว่า 1,000 ชิ้น และสิ่งของที่นับหาดูได้ยากยิ่งที่สุดในยุคนี้ก็คือ ธงช้างเผือก ซึ่งใช้ประดับบ้านเรือน เพื่อต้อนรับพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวโรกาสที่เสด็จประพาสหัวเมืองล้านนา และตาลปัตรสมัยรัชกาลที่ 5


นอกจากนั้นยังจัดแสดงผ้าโบราณของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และนิทรรศการภาพเก่าเมืองเชียงใหม่ในอดีต โดยของเก่ากว่าครึ่งในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเกตได้ รับมอบจากนายอนันต์ ฤทธิ์เดช เจ้าของเฮือนรัตนา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเกต จึงนับเป็นตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่อยู่คู่ชุมชนเปรียบดั่งเพชรเม็ดงามที่ส่องประกายร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของอดีตเชียงใหม่ในรูปแบบวิถีชีวิตที่สงบ เรียบง่าย

ดังนั้น เมื่อมีโอกาสลองแวะเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนวัดเกต ก่อนเข้าไปซึมซาบเรื่องราวอดีตชุมทางการค้าทางเรือของเชียงใหม่ วัดเกตในวันนี้จึงมีทั้งของเก่าและของใหม่ มีทั้งย่านที่อยู่อาศัยและย่านท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบเฉพาะของวัดเกต ซึ่งรอคอยที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้กับผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเกต เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 08.30- 16.30 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0- 5320-4273

ย้อนดูชีวิตวัยเด็กสมเด็จย่า


ถ้าเหนื่อยกับฝุ่นควันบนถนนในเมืองใหญ่ แนะนำให้เลี้ยวเลาะเข้ามาในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 จะพบกับพื้นที่สีเขียวขนาด 4 ไร่ ชุ่มชื่นหัวใจไปกับต้นไม้น้อยใหญ่ซึ่งห้อมล้อมบ้านไม้จำลองจากบ้านเดิมของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ครั้งเคยประทับที่ชุมชนแห่งนี้ ภายในตกแต่งตามหนังสือ แม่เล่าให้ฟัง พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เราจะได้เจอตั้งแต่ที่นอนเสื่อกางมุ้ง ตะเกียงเจ้าพายุ เครื่องปั้นดินเผา พัดใบลาน เตาอั้งโล่ และเตารีดถ่านไฟ ได้เรียนรู้ทั้งภูมิปัญญาและพระจริยวัตรแบบไทยของสมเด็จย่า


อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดทุกวันเวลา 06.00 – 18.00 น. / โทร. 02-4377799, 02-4390896, 02-4390902 / theprincessmothermemorialpark.org

Toden Arakawa Line (都電荒川線)


โตเกียวถือเป็นเมืองที่การคมนาคมขนส่งสาธารณะรวดเร็ว มีหลากหลายพาหนะให้เลือกใช้ แถมยังมีหลายเส้นทางจนขนาดคนญี่ปุ่นเองก็งงได้เหมือนกัน ท่ามกลางความวุ่นวายที่ว่ายังมีรถรางสายสุดท้ายอย่าง Toden Arakawa Line หลงเหลืออยู่ เป็นเส้นทางเงียบสงบที่คนนั่งจะได้ผ่อนคลายจิตใจ เริ่มต้นที่สถานีต้นทาง Miniwabashi จนถึงปลายทางที่สถานี Waseda ราคาเดียวตลอดสาย ผู้ใหญ่ 160 เยนและเด็ก 80 เยน เส้นทางนี้มีช่วงต่อระหว่างสถานีค่อนข้างสั้นและมีจำนวนสถานีมากถึงราว 30 สถานี โครงสร้างสถานีเป็นเพียงเพิงเล็กๆ คล้ายป้ายรถเมล์บ้านเรา แต่ก็มีบางป้ายที่ใช้โครงสร้างไม้และตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น ส่วนตัวรถรางถึงจะมีขนาดเล็กแต่ก็นั่งสบายใช้สะดวก ชำระค่าโดยสารที่ประตูทางขึ้นได้ทั้งเงินสดและบัตรเงินสด PASMO และ Suica เหมือนรถสาธารณะทั่วไป วันไหนมีเวลาลองมานั่งจนสุดสายเพื่อชมวิวเมืองโตเกียวแบบที่รถไฟ JR และใต้ดินให้ไม่ได้ บอกใบ้อีกนิดว่าที่ถ้าชมวิวจากสะพานลอยที่สถานี Asukayama จะได้เห็นรถรางสวนกันที่สี่แยกพอดิบพอดีเลย

You-un-ji Temple (陽運寺)


ปกติเวลาไปศาลเจ้าญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่องความรัก อภินิหารที่ท่านเทพเจ้าดลบันดาลให้ ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทขอให้สมหวังกับคนที่ชอบ ขอให้ได้แต่งงาน ขอให้รักกันยาวนานพื้นฐานทั่วไป แต่กว่าจะเริ่มต้นรักใหม่กับใครได้ เราต้องตัดคนเก่าไปจากใจให้ได้ก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเป็นขั้นตอนที่แสนยาวนานทรมานและร้าวรานที่สุดก็ได้ 

วัดโยอุนจิ เข้าใจทุกข์ชาวบ้านจุดนี้ เลยจัดจุดเสริมดวงช่วยบันดาลให้เลิกเศร้าลืมเขาหรือเธอให้หมดสิ้นอย่างง่ายๆ หลายวิธี เช่น ท่องคาถาพลางเทน้ำลงบนรูปปั้นท่านหญิงโอะอิวะ โยนหินอธิษฐาน เขียนคำร้องบนเอ็นมะ (แผ่นไม้สำหรับเขียนคำอธิษฐาน) หรือซื้อเครื่องรางพกติดตัว

ประสิทธิภาพในการสะบั้นสัมพันธ์น่าจะทรงพลังไม่น้อย เพราะมีการบอกต่อกันปากต่อปากจนที่นี่ขึ้นชื่อว่า เป็นวัดที่ช่วยเรื่องการตัดใจได้ชัวร์ที่สุดในโตเกียวเชียวนะ! (แถมราคาเครื่องรางสำหรับช่วยตัดใจก็ราคาแพงกว่าช่วยให้สมหวังอีกต่างหาก) ที่สำคัญที่สุดคือมีบริการหลังการขาย ว่ากันว่าถ้าใครไปไหว้ซ้ำหลังจากนั้นจะได้เจอกับความรักที่ดี และถ้าไปถี่ๆ ความรักที่ว่านี้ก็จะออกดอกงอกงามตามใจนึกด้วย

Yushukan (遊就館)


ยูฌูคัง คือพิพิธภัณฑ์การทหารและสงคราม ที่อยู่ในศาลเจ้า Yasukuni ฐานที่มั่นของกลุ่มขวาจัดที่ยังหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น บอกเล่าความเป็นมาของศาลเจ้า ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหล่าทหารที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ถึงตัวศาลเจ้าจะเป็นหัวข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมมานาน แต่พิพิธภัณฑ์นี้ไม่ได้ชวนเราเข้าข้างฝั่งใดตรงๆ เขารวบรวมเอกสารหลายประเภท ภาพวาดและงานศิลปะอื่นๆ รวมไปถึงอาวุธในการรบต่างๆ เช่น เครื่องบิน Kamikaze รถถัง เรือดำน้ำที่ใช้สำหรับภารกิจ Suiside Mission ไว้ให้เราเลือกศึกษาตามความสนใจ 

คนไทยอย่างเราถึงไม่อินเรื่องสงครามก็แวะไปได้ เพราะมีรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ C5631 ซึ่งเป็นรถไฟที่ใช้วิ่งในสะพานข้ามแม่น้ำแควช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ให้ดู รถไฟคันนี้มีชื่อเก่าจากไทยว่า 725 เป็นหนึ่งในรถจักรไอน้ำ 90 คันที่กองทัพญี่ปุ่นเคยขนมาใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ลำเลียงไพร่พลและอาวุธ 

เมื่อสงครามจบลงจึงยกรถไฟเหล่านี้ให้ไทยไว้ใช้แทนรถไฟ ซึ่งเสียหายช่วงสงคราม พออายุงานสิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2522 คุณปู่รถไฟคันนี้ก็เป็นหนึ่งในรถไฟ 2 คันที่ถูกซื้อตัวกลับบ้านเกิดให้คนได้สัมผัสประวัติศาสตร์ของจริงตรงหน้า ถ้าไปถึงที่แล้วอย่าพลาดทักทายวีรบุรุษสงครามผู้เคยอยู่เมืองไทยล่ะ

Shouanbunko (松庵文庫)


จะนิยามที่นี่ว่าเป็นคาเฟ่ก็ไม่ถูกนัก เพราะภายในบ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 80 ปีหลังนี้ เป็นทั้งห้องสมุดและร้านขายของกระจุกกระจิกโอทอปในตัว โซนที่เราแนะนำ คือ คาเฟ่ห้องในสุด เพราะเป็นส่วนที่อยู่ติดกับสวน มองเห็นชานบ้าน เหมาะแก่การมานั่งทอดหุ่ยอ่านหนังสือยามบ่ายรับแสงอุ่นๆ 

หนังสือในร้าน ได้เจ้าของร้านหนังสือในละแวก เป็นคนคัดเลือกให้ด้วยตนเอง โดยเล็งให้เหมาะกับบรรยากาศร้าน ลูกค้าสามารถเลือกหนังสือที่ชอบมานั่งอ่านได้ทีละเล่ม และต้องนำไปคืนที่เดิมก่อนกลับ ส่วนร้านขายของกระจุกกระจิกนั้น ส่วนมากเป็นสินค้าของญี่ปุ่น มีทั้งเครื่องเขียน เครื่องครัว เครื่องนุ่งห่มที่ดูเรียบง่ายแต่น่าใช้เป็นที่สุด 

ถ้ามาวันเสาร์อย่าลืมแวะไปดูแผงผักผลไม้ออร์แกนิกที่หน้าร้านก่อนกลับ เพราะคุณเจ้าของคัดผักสดผลไม้อร่อยคุณภาพดีฝีมือชาวนาญี่ปุ่นจากหลายจังหวัดมาให้จับจ่ายในราคาย่อมเยา มีน้ำผึ้งจากผึ้งญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ไม่ผ่านการแปรรูปใดใดด้วยนะ

Okutama-ko(奥多摩湖)


หลายคนต้องคาดไม่ถึงว่า เมืองหลวงแบบโตเกียวจะมีเขื่อนที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างเขื่อน Okutama แห่งนี้ 

เขื่อนนี้สร้างเสร็จเมื่อปี 1957 เพื่อใช้เป็นเขื่อนกักน้ำสำหรับน้ำประปา ปัจจุบันก็ยังเป็นเขื่อนกักน้ำประปาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น 

คำว่า Ko ในชื่อเรียกญี่ปุ่นแปลได้ว่าทะเลสาบ (คนญี่ปุ่นชอบเรียกเขื่อนว่าทะเลสาบ) ดินแดนอาทิตย์อุทัยมีภูเขาอยู่เยอะ ก็เลยตามมาด้วยการมีทะเลสาบจากธรรมชาติอยู่มากมายตามชนบท กลายเป็นประเภทสถานที่เที่ยวฮอตฮิต 

การตั้งชื่อเขื่อนเป็นทะเลสาบ จึงเป็นอีกหนึ่งไอเดียเรียกนักท่องเที่ยวที่ดีไม่น้อย เขื่อนนี้ตั้งอยู่ที่เมืองทามะ (Tama) ของโตเกียว (ซึ่งที่จริงกินพื้นที่ของจังหวัด Yamanashi ด้วย) สามารถเดินทางจากในตัวเมืองโตเกียวโดยใช้เวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง พิกัดสวนด้านหน้าสถานีรถไฟโอคุทามะ ซึ่งใกล้กับเขื่อนที่สุดก็เป็นฉากเที่ยวแสนสวย มีแม่น้ำไหลผ่านตลอดเวลา และจะยิ่งทวีความงามในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งแมกไม้พากันผลัดใบ แต่ถ้าจะไปให้ถึงตัวเขื่อน ต้องนั่งรถบัสจากสถานีที่ว่าไปอีกประมาณ 20 นาที 

เขื่อนนี้เป็นจุดดูดาวใกล้เมืองหลวงแสนวุ่นวายอันหาได้ยากยิ่ง เป็นพื้นที่สังสรรค์ปิกนิกของเหล่าครอบครัวเพื่อนฝูง มีทั้งอากาศสะอาด ท้องฟ้าใส ที่ตั้งโอบล้อมด้วยภูเขาทำให้ไม่มีไฟประดิษฐ์มารบกวนแสงดาว จะไปชมวิวตอนเช้าตรู่หน่อยหรือตอนฟ้ากลายเป็นสีดำยามค่ำคืนก็ล้วนสวยตรึงใจทั้งนั้น

Edo-Tokyo Open Air Architectural Museum (江戸東京たてもの園)


ในสายตาเรา ที่นี่คือสวนสนุกสำหรับผู้ใหญ่ ที่สร้างความเพลิดเพลินได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องเล่นหวาดเสียวใดๆ แค่เดินชิลล์ในสวนกว้างใหญ่ พลางแวะเข้าไปดูอาคารบ้านเรือนเก่าแก่สมัยเอโดะ แต่ละแบบก็สนุกจนลืมเหนื่อย 

Edo-Tokyo Open Air Architectural Museum รวบรวมบ้านอาคารของจริง ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ โดยรื้อแล้วนำมาประกอบใหม่ในสวนขนาด 7 เอเคอร์ มีตั้งแต่บ้านชาวนา บ้านขุนนาง โรงอาบน้ำ ธนาคาร โกดัง ร้านดอกไม้ และป้อมตำรวจ แบ่งเป็นโซนให้คนเดินชมอย่างสนุกสนาน ได้มองเห็นวิวัฒนาการทางการก่อสร้างและดีไซน์ใต้เงาไม้แสนร่มรื่น ราวกับกำลังเดินข้ามผ่านเวลาไปแต่ละยุค ความสนุกจะลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น

เมื่อได้คุยกับคุณลุงคุณป้าอาสาสมัคร ที่คอยเล่าความเป็นมา นัยทางสังคม และการใช้งานส่วนต่างๆ ของบ้านในอดีต ซึ่งคนปัจจุบันอาจจะคิดภาพไม่ออกแล้ว การได้ฟังเรื่องราวที่แสนน่าสนใจพลางจิบชาบนเสื่อทาทามิในบ้านไม้เก่าแก่ คือความสุขสงบที่คนรุ่นใหม่แชร์ร่วมกันได้กับผู้หลักผู้ใหญ่เจ้าของความทรงจำ

เที่ยวพิพิธภัณฑ์อาวุธ เขาค้อ เล่าประวัติพื้นที่วีรบุรุษปราบคอมมิวนิสต์


พิพิธภัณฑ์อาวุธ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษา ร่องรอยประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างทหาร ในการปราบปรามกลุ่มคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์พิษณุโลกและจังหวัดเลย เมื่อเราได้มาลองศึกษาประวัติของฐานยิงสนับสนุนอิทธิพบว่า คนไทยในอดีตต้องเสียสละทั้งชีวิตและกำลังทรัพย์เพื่อปกป้องทุกตารางนิ้วของประเทศไทยเอาไว้จากกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์

สำหรับประวัติของพิพิธภัณฑ์อาวุธแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ใน พท. กองทัพภาคที่ 3 บริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลยมีประวัติการสู้รบมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2511 ฝ่ายรัฐบาลสูญเสียกำลังพล และยุทโธปกรณ์จำนวนมากเพื่อล้มล้างอิทธิพล ผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ หรือ ผกค. ในพื้นที่ปี 2524 พตท. 1617 ซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้เอาชนะ ผกค. ในเขตพื้นที่เขาค้อได้เปิดยุทการ “ผาเมืองเผด็จศึก 1” เพื่อยึดและขับไล่ ผกค.

15659043_10154866199799288_161358897_o

บริเวณเขาค้อ การปฏิบัติฝ่ายเราสามารถยึดเขาค้อได้ภายใต้ การยิงสนับสนุนของปืนใหญ่ จากฐานยิงสนับสนุนสมเด็จ (ฐานยิงสนับสนุนสมเด็จนี้เป็นฐานยิงของ พัน ป.3404 วัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์จาก ป.พัน 4 นครสวรรค์ และ ป.พัน 104 พิษณุโลก ฐานยิงสนับสนุนสมเด็จตั้งห่างจากเขาค้อ 7 กม.) ความสำเร็จนี้ ทำให้เราได้ก่อสร้างทางและขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดน ผกค. อย่างรวดเร็ว

การที่จะเอาชนะ ผกค. ในเขตงานเขาค้อได้โดยเด็ดขาดนี้ จำเป็นต้องใช้กำลังฝ่ายเราที่มีทั้งหมดโจมตีฐานที่มั่นของ ผกค. บริเวณเขาห้วยทราย ทุ่งสะเดาะพง – เขาตะเคียนโง๊ะ – เขาปู่ และบ้านหนองแม่นา ดังนั้น พตท. 1617 จึงมีนโยบายเปิดยุทธการ “ผาเมืองเผด็จศึก 2” ขึ้นเพื่อโจมตีฐานที่มั่น ผกค. ดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อให้การยิงปืนใหญ่เป็นไปอย่างต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ปฎิบัติการจำเป็น ต้องย้ายปืนจากฐานยิงสนับสนุนสมเด็จมาตั้งยิงบนเขาค้อ (ฐานยิงสนับสนุนอิทธิปัจจุบัน) ได้เคลื่อนย้าย ปกค. 115 มม. 1 กระบอก ได้ตั้งยิงเมื่อ 17 ก.พ. 2524 และเคลื่อนย้าย ปกค. 105 มม. แบบ XM 618 ที่ ศอว.ทบ. เป็นผู้ผลิตและให้ ป.พัน 4 ทดลองใช้ในสนามจำนวน 2 กระบอก ดังนั้น พตท. 1617 จึงเปิดยุทการ “ผาเมืองเผด็จศึก 2”

15658894_10154866197864288_1448801700_o

อาวุธปืนใหญ่ขนาดกลาง กระสุนวิถีโค้ง 03 ขนาด 155 มม. ชื่อว่าพระยาตานี และปืนใหญ่เขา กระสุนวิถีโค้ง 95 ขนาด 105 มม. ชื่อ อินทรีกลืนช้าง ที่ใช้เป็นฐานยิงสนับสนุนทำให้การยิงให้หน่วยดำเนินกลยุทธในพื้นที่จนสามารถยึดและทำลายที่มั่น ผกค. เขตงานเขาค้อได้อย่างสิ้นเชิง

ฐานยิงฯ แห่งนี้ทำการยิงให้หน่วยดำเนินกลยุทธ์ ในพื้นที่จนสามารถยึดและทำลายที่มั่น ผกค. งานเขาค้อได้อย่างสิ้นเชิง ต่อมาฐานยิงนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “ฐานยิงสนับสนุนอิทธิ” เป็นอนุสรณ์แก่พันเอกอิทธิ สิมารักษ์ ผช.ผอ. พตท 1617 ซึ่งเสียชีวิตจาการบัญชาการรบที่เขาค้อ เพื่อนำผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตออกจาก พื้นที่การต่อสู้

การสู้รบระหว่างกำลังทหารกับ ผกค. บริเวณเขาค้อ เขาย่า ทุ่งสะเดาะพง เขาปู่ และหนองแม่นา ยุติลงสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2525 นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่มิใช่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งแต่เป็นของประชาชนชาวไทยทั้งปวงที่สามารถยุติความขัดแย้งและการใช้ กำลังอาวุธ ตัดสินปัญหามาสู่สันติและการร่วมมือกันพัฒนาประเทศ

ปัจจุบัน ฐานอิทธิ ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก่อสร้างเพิ่มเติมให้เป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ โดยกองพันการปืนใหญ่ที่ 30 จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์การต่อสู้ของกองกำลังฝ่ายบ้านเมืองกับ ผกค.

15628834_10154866197889288_849124541_o

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ภายในอาคารมีการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ และเสื้อผ้าสิ่งของต่างๆ ที่เป็นของนักรบไทย ของ ผกค. ไว้มากมายทั้งเครื่องยิงจรวด RPG-2 ของจีนแดง เครื่องแต่งกายของ พลท.ไพโรจน์ จันทร์อุไร แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งใช้ในยุทธการ “หักไพรี” ตั้งแต่ 8 -18 ธ.ค. 24 และยุทธการ “ผาเมืองเกรียงไกร” ตั้งแต่ 9 พ.ค – 6 มิ.ย. 25 ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ม.3 และ ผอ.พตท.33 เครื่องแต่งกายของ พล.อ.สีมา ปาณิกบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งใช้ในยุทธการ “

อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 13 ต.ทุ่งสมอ อ.เขาค้อ เป็นยอดเนินเขาสูงสุดของเขาค้อ เราก็มาถึงยอดเขาค้อที่มีหินอ่อนรูปทรงสามเหลี่ยม ตั้งตะหง่านอยู่ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละของพี่น้องทหารหาญของชาติไทย ที่ต้องเสียสละทั้งชีพ และเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ไว้ให้รอดพ้นจากภัยของผู้หลง ผิดคิดร้ายต่อประเทศชาติ

อนุสรณ์แห่งนี้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานให้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจคนไทยทั้งชาติว่า “ยามใดที่คนไทยขัดแย้งกัน จะต้องมีการสูญเสียอย่างผู้กล้า 1,171 ชีวิต จารึกกับองค์อนุสรณ์ จงอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก”

อนุสรณ์แห่งนี้ สร้างโดยกองพันทหารช่างที่ 4 ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ก่อสร้างโดยความร่วมมือและเงินบริจาคของประชาชนและ ข้าราชการทุกฝ่าย เป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท
ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์อาวุธ และอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้มาศึกษาประวัติศาสตร์ของการปกป้องประเทศ จากกลุ่มคนที่จะคิดแบ่งแยก หรือยึดครองประเทศไทยของเราและในช่วงนี้เป็นช่วง high season ของการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์อาวุธก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกของนักท่องเที่ยว ที่จะแวะมาเที่ยวชม ถ่ายภาพ เพราะมีจุดชมวิวที่สวยงามใหลายแห่ง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังอำเภอเขาค้อสำหรับการเข้าชมสถานที่ จะเสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 10 บาท เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 7.00- 17.00 น

ยาหอมหวานที่หอมนานนับร้อยปี


เพียงเดินเข้าไปในซอยเทศา ย่านเสาชิงช้า ก็ได้กลิ่นเครื่องยาสดชื่น และได้ยินเสียงเพลงย้อนยุคลอยมาจากบ้านสไตล์โคโลเนียลแบบตะวันตก ป้ายเขียนด้วยตัวอักษรไทยว่า บำรุงชาติสาสนายาไทย

ที่นี่ คื อสถานที่ผลิตและจำหน่ายยาแผนโบราณ ‘ตราหมอหวาน’ ที่ก่อตั้งโดยหมอหวาน รอดม่วง แพทย์โบราณที่มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ 6 ผู้ตั้งใจสืบสานภูมิปัญญาและรับการแพทย์ตะวันตก มาปรับใช้
พัฒนารูปแบบยาไทยที่เดิมใช้ แต่การต้มมาเป็นยาหอมแบบเม็ดคล้ายตะวันตก 

บรรยากาศไม่เหมือนร้านขายยาทั่วไป มีขวดยาตกแต่งเรียงรายบนตู้รอบร้าน เหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่จัดแสดงความเป็นมาของยาหอมไทย 

ได้ชมที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ที่ชวนอึ้งไม่น้อย เช่น เห็ดจากนมเสือโคร่งแม่ลูกอ่อน อำพันทองจากอสุจิปลาวาฬ ชมอุปกรณ์เครื่องมือแบบโบราณ และขั้นตอนการหุ้มเม็ดยาด้วยทอง ที่จริงแค่ได้เห็นความสวยงามของบ้านก็เกินคุ้ม ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Mowaan.com

ห้องเรียนธรรมชาติไร้ชีวิตที่ยังมีชีวา


ตึกชีววิทยา 1 หรือตึกขาว เป็นอาคารเก่าของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นไปชั้น 2 ภายในห้อง 203 หลังประตูไม้บานใหญ่คือ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ซึ่งเป็นที่จัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ไม่กี่แห่งในประเทศไทย รวบรวมจากของสะสมของอาจารย์ในคณะหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ทะเล หรือสัตว์ปีก ก็มีสตัฟฟ์ไว้ให้ศึกษาอย่างหลากหลาย รวมถึงสัตว์สงวนหาดูยาก

สัตว์สูญพันธุ์ ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นอีก ที่ภาคชีววิทยานี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์เต่าและตะพาบ พิพิธภัณฑ์หอยทาก และพิพิธภัณฑ์ผีเสื้อสตัฟฟ์ หลายสายพันธุ์ที่ยังคงความสวยงามของปีกเอาไว้อย่างสมบูรณ์ 

เข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติกันฟรีๆ ได้ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น คนชอบชีววิทยาควรหาเวลาเข้ามาให้ได้

ห้องสมุดเด็กสุดน่ารักในบ้านเก่าสไตล์โคโลเนียล


บ้านไม้เก่า 2 ชั้น กลางซอยวัดม่วงแค หรือซอยเจริญกรุง 34 เป็นที่ตั้งของห้องสมุดเด็กปฐมวัยแห่งแรกของกรุงเทพมหานครชื่อ ห้องสมุดเด็กดรุณบรรณาลัย 

คุณสุธาทิพ ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการห้องสมุด ผู้ใจดีเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 บ้านหลังนี้เป็นของข้าราชการท่านหนึ่ง ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นสำนักงานของหน่วยงานราชการ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กราชานุกูล (วัดม่วงแค) แล้วปรับปรุงใหม่ให้กลายมาเป็นห้องสมุดหนังสือภาพ สำหรับเด็กปฐมวัยของมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ออกแบบโดยสถาปนิกหนุ่มสาวจาก Plan Architect พวกเขาเริ่มต้นศึกษาตัวอย่างห้องสมุดเด็กในต่างประเทศ แล้วสร้างสรรค์ห้องสมุดแห่งนี้ด้วยแนวคิด ‘บ้านต้นไม้’ ซึ่งให้บรรยากาศอบอุ่น น่ารัก ปลอดโปร่ง และทำให้เด็กได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด 

จุดที่น่าสนใจที่สุดของที่นี่คือ ‘บันไดสายรุ้ง’ ซึ่งเชื่อมห้องสมุดไปสู่สนามหญ้าเทียมด้านนอกบ้าน แล้วยังมีเนินหลังคาเตี้ยๆ เหนือร้านกาแฟ ให้เด็กได้นั่งอ่านหนังสือเล่นด้วย
ห้องสมุดแห่งนี้เปิดใช้บริการเมื่อต้นปี 2559 เปิดทุกวันพุธถึงอาทิตย์ ที่นี่เหมาะกับครอบครัวที่อยากชวนเด็กๆ มาทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกันในวันหยุด แต่ถ้าใครยังไม่มีลูกหลาน แค่มาเดินดูตึกเก่าสวยๆ และรายละเอียดของการออกแบบ ที่ตั้งใจคิดมาเพื่อเด็กแทบจะทุกจุดก็สนุกแล้ว

นิทรรศการ ‘พม่าระยะประชิด’


มิวเซียมสยามมีนิทรรศการใหม่ทีไร เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้ว่า คราวนี้จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทยและเพื่อนบ้านในแง่มุมไหน

พอเห็นนิทรรศการ ‘พม่าระยะประชิด’ ที่จัดช่วง 15 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2559 เนื้อหาคือการสลายอคติฝังลึกของคนไทย ที่มีต่อคนพม่าผ่านคอนเซปต์เกสต์เฮาส์เอาใจวัยรุ่นชอบเที่ยว ก็ยิ่งอยากรู้ว่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้เราเข้าไปเล่นกันบ้าง 

คุณทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร นักจัดการความรู้อาวุโสจากมิวเซียมสยามจะเป็นคนเปิดประตู และพาเราเช็กอินนิทรรศการนี้ทุกซอกทุกมุม “ภารกิจของมิวเซียมสยาม คือ ทำความรู้จักเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ตุลาคมปีที่แล้วเราเปิดด้วยนิทรรศการ ‘ประสบการณ์หู สู่อาเซียน’ เสียงฉันเสียงเธอ เสียงของเรา ต่อมาก็ต้องเริ่มทำความรู้จักประเทศต่างๆ เราเลือกพม่าเพราะมีเรื่องราวเยอะ และเป็นประเทศที่ต้องเคลียร์กันมากที่สุด ซึ่งมิวเซียมสยามก็มีงานวิจัยที่ทำไว้อยู่แล้ว ว่าอคติที่คนไทยมีต่อคนพม่าจริงๆ แล้วเกิดจากอะไร แต่งานวิจัยมันไม่สนุก ก็ต้องเซอร์เวย์เพิ่มว่า คนพม่าในไทยเขาอยู่กันยังไง นั่งรถตู้ตามกลับไปดูบ้านเขาที่หงสาวดี เพราะอยากรู้ว่าแล้วครอบครัวเขาที่พม่าเป็นยังไง”

นิยามของคนพม่าที่ทันสมัยสุดคืออะไร
คำที่ถูกต้องจริงๆ คือแขกที่ได้รับเชิญ เพราะเราขอให้รัฐบาลพม่าส่งคนมาทำงานในไทย เมืองไทยก็เป็นบ้าน เราเลยเอาสองคำคือ Guest กับ House มารวมกันเป็นเกสต์เฮาส์ เป็นธีมที่น่าจะทำให้เกิดบรรยากาศสบายๆ พร้อมที่จะเรียนรู้แขกคนอื่น เหมือนเวลาเราไปพักเกสต์เฮาส์ จะฟังเพลงก็ต้องใส่หูฟังใช่ไหม มันต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เราก็ต้องปฏิบัติตัวแบบนี้กับคนพม่าในไทย

ก่อนจะได้ธีมเกสต์เฮาส์ มี 2 ธีมที่ล้มไปคือ งานวัด ซึ่งเราคิดต่อยอดด้วยว่าจะจัดงานกฐินไปที่พม่าจริงๆ เป็น Living Exhibition ให้คนได้มาเรียนรู้ มีส่วนร่วมมากกว่าแค่อ่านข้อมูล เราชอบกันมากแต่ต้องล้มไปเพราะเดี๋ยวนี้วัยรุ่นที่ไหนจะมาเดินงานวัดทำบุญล่ะ

อีกคอนเซปต์ที่คิดได้คือ ‘ตามทองไทยไปพม่า’ อิงกับประวัติศาสตร์ที่ถูกตอกย้ำว่าพม่าเผาอยุธยาแล้วเอาทองไปสร้างเจดีย์ชเวดากอง เราจะเล่นประเด็นนี้แต่ปรับความคิดใหม่ว่าทองใน พ.ศ. นี้คือคนพม่าเข้ามาทำงาน แล้วเก็บหอมรอมริบเงินทองกลับไปประเทศเขา ซึ่งก็ล้มเพราะแรงไปและเข้าใจยาก คนอาจคิดว่าต้องถือดาบเข้ามาดูนิทรรศการเรา

พอได้ธีมเกสต์เฮาส์แล้ว ในเรื่องการดีไซน์ เราลดรูปเกสต์เฮาส์ลงมา ไม่ได้เป็นแบบเรียลิสติก อย่างห้องเช่าสองกะที่คนพม่าเขาแบ่งกันอยู่ 2 ครอบครัวก็จัดแสดงเป็นห้องนอนจริงๆ ข้าวของในชีวิตประจำวันของชาวพม่า เช่น แป้งทานาคา ใบเกิดของเด็กก็ใส่ไว้ในล็อกเกอร์เหมือนที่มีในเกสต์เฮาส์ แต่จะมีที่เราอัญเชิญยอดฉัตรจากเจดีย์ทรงพม่าที่กาญจนบุรีมาประดิษฐาน ซึ่งหลุดจากธีมเกสต์เฮาส์ วิธีแก้ก็คือทำเหมือนว่าคนดูวาร์ปออกไปเลย

อคติที่เรามีต่อพม่าก็เหมือนกับเลนส์อะไรบางอย่างบังตาเราไว้ เราจะแจกคีย์การ์ดให้ผู้เข้าชมทุกคน ที่การ์ดจะมีฟิล์มสีแดงซ่อนอยู่ตลอด ส่วนจัดแสดงจะมีคำที่เราพิมพ์ด้วยสีเขียวซ้อนกับสีแดง ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะเห็นคำหนึ่ง แต่ถ้ามองผ่านฟิล์มสีแดงก็จะเห็นอีกคำที่เราซ่อนไว้ เช่น เห็นคำว่า ตักตวง คนพม่าเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากเมืองไทย แต่ถ้ามองผ่านฟิล์มนี้จริงๆ มันคือคำว่า ตามฝัน เห็นคำว่า ขัดสน แต่พอส่องแล้วกลายเป็นคำว่า สะสม ให้เห็นว่าเราลองมองชาวพม่าด้วยสายตาอีกมุมนึงดีไหม

เราคิดไว้ว่านิทรรศการต้องมีส่วนให้คนไทยกับคนพม่าได้พูดคุยทักทายกัน น้องนำชมนิทรรศการเลยเป็นคนพม่า เท่ากับว่าเราได้ประชิดกันตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว ซึ่งนิทรรศการเราไม่ได้มีเนื้อหาอะไรให้อ่านมาก อาจมีแบบเรียนพม่าวางไว้อยู่ ถ้าอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงก็ลองเข้าไปถามน้องนำชมสิ

อีกส่วนที่เราตั้งใจคือผู้เข้าชมน่าจะมีได้มีส่วนร่วมทางสังคมกับชาวพม่าด้วย ที่วัดมหามัยมุณีจะมีพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุณีกันทุกวันตอนตี 4 ทีนี้เราก็อยากให้ชาวไทยได้มีโอกาสร่วมพิธีนี้เหมือนกัน เลยเตรียมท่อนไม้ทานาคาให้ผู้เข้าชมร่วมกันฝนแป้งสะสมไว้ในโถ จบนิทรรศการก็จะส่งให้ทางสถานทูตพม่าไปใช้ในพิธีต่อไป

เราไม่อยากให้คนมาดูแล้วรู้สึกสงสารชีวิตคนพม่า เพราะเขาไม่ได้รู้สึกทุกข์ใจอะไรเลย อาจทำงานหนักแต่เขาก็อยู่กันได้ นิทรรศการนี้เลยตั้งใจชวนคนไทยมามองประวัติศาสตร์รอบด้านมากขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ก็เป็นแค่พล็อตที่เขียนขึ้นมาเพื่อรับใช้อะไรบางอย่างในสมัยนั้น แต่เราหยิบมาเรียงลำดับใหม่ให้เนื้อหาตอบรับกับยุคสมัย เราไม่ได้พูดว่าจงลบอคติที่มีต่อคนพม่าไปเลยนะ เพราะเข้ามาดูนิทรรศการแค่ 20 นาทีคงทำไม่ได้ แต่เราให้ข้อมูลที่เขาอาจไม่เคยรู้มาก่อน ดูแล้วเราน่าจะรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักชาวพม่ามากขึ้นด้วย

www.museumsiam.org

รู้จักกรุงเทพฯ มากขึ้น...นิทรรศน์รัตนโกสินทร์


รู้จักกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น จากที่ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย ที่จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ข้อมูล และแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศ นั่นก็คือ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ ทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้มีดำริที่จะพัฒนาอาคารบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่อาคารที่ต่อจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ (พื้นที่ศาลาเฉลิมไทยเดิม) ซึ่งจุดที่ตั้งอาคารนี้เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่เขตพระราชธานีเมื่อครั้งอดีต จึงได้ทำการจัดสร้าง ตกแต่ง รวมทั้งบูรณะอาคารเดิมเพื่อสร้างขึ้นเป็น อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ และเริ่มเปิดให้สาธารณชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เพื่อร่วมภาคภูมิใจไปกับศิลปวิทยาการ มรดกของแผ่นดิน และอารยธรรมของประเทศที่สืบทอดมาอย่างยาวนานภายใต้ยุคที่เรียกขานว่า รัตนโกสินทร์ หรืออย่างที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ กรุงเทพมหานคร นั่นเอง

ลักษณะของอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ เป็นอาคารขนาดสูง 3 ชั้น ที่ปลายของอาคารทั้งสองด้านมีพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารรวมทั้งสิ้น 8,000 ตร.ม.  ภายในอาคารนั้นน่าสนใจทีเดียว เพราะจะจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยที่ตื่นตาตื่นใจ อันประกอบด้วยสื่อจัดแสดงหุ่นจำลอง การนำสื่อผสมเสมือนจริง 4 มิติ สื่อมัลติทัช มัลติมีเดียแอนิเมชั่น ในลักษณะอินเตอร์แอ็กทีฟ เซลฟ์ เลิร์นนิ่ง โดยแบ่งการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็น 9 ห้องจัดแสดง ให้กลายเป็นคลังความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม อันสะท้อนลมหายใจของบ้านเมืองและผู้คนในยุครัตนโกสินทร์ได้อย่างน่าทึ่ง เรียกว่าบอกเล่าเรื่องราวหลากรสแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ต้นจนปัจจุบัน

นอกจากนิทรรศการแล้ว ภายในยังมีพื้นที่สำหรับนิทรรศการหมุนเวียนในบริเวณโถงชั้นที่ 1 พื้นที่ประมาณ 300 ตร.ม. เพื่อให้บริการแก่สถาบันการศึกษาและองค์กรเอกชน ในการจัดกิจกรรมหรือแสดงนิทรรศการทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม รวมไปถึงให้การบริการห้องสมุด ร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก จุดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เรียกว่าครบครันทีเดียวล่ะ

ห้องลือระบิลพระราชพิธี ชมภาพ 3 มิติ แบบ Magic Vision ของกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึมซับรับความรู้เรื่องพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และตำนานช้างเผือกคู่พระบารมี ห้องสง่าศรีสถาปัตยกรรม สัมผัสเอกลักษณ์อันงามสง่าของวัด วัง และบ้านเรือน พร้อมวิถีชีวิตคนไทยที่เริ่มปรับปรนกับวัฒนธรรมจากจีน ห้องดื่มด่ำย่านชุมชน ให้เราได้ทำความรู้จักกับชุมชนสำคัญของย่านรัตนโกสินทร์ผ่านเทคนิค Shadow Interactive และปิดท้ายด้วยห้องเยี่ยมยลถิ่นกรุง ที่เชื่อว่าฉากสุดท้ายจะต้องทำให้หลายๆ คนอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม!

ลักษณะของห้องเท่าที่แบ่งออกมาจะเป็นห้องรัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ ซึ่งจะพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยวีดิทัศน์ระบบ 4 มิติ ที่ชัดเจนทั้งภาพ เสียง และสมจริงด้วยการสัมผัส หรือจะเป็นห้องเกียรติยศแผ่นดินสยาม ที่ทั้งตื่นตาตื่นใจไปกับการนำเสนอหุ่นจำลองพระบรมมหาราชวังที่ยิ่งใหญ่ ประณีตวิจิตร พร้อมเทคนิค Electric Glass ที่ทำให้การเปลี่ยนเครื่องทรงขององค์พระแก้วมรกตฉับไวชั่วเพียงพริบตา

ห้องต่อมาก็คือ ห้องเรืองนามมหรสพศิลป์ พาเราให้ย้อนยุคกลับไปดูมหรสพสมโภชในมุม 360 องศากับการชมละคร โขน หนัง ที่อยู่รายล้อมรอบตัว พร้อมเพลินไปกับแอนิเมชั่นลายไทยถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์อีกต่างหาก

ห้องลือระบิลพระราชพิธีก็จัดได้ครบครันทั้งพระราชพิธีมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตระการตา 3 มิติ กับพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค และห้องสง่าศรีสถาปัตยกรรม เราจะได้เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัง สนุกสนานกับหลักการสร้างวัด ชมตัวอย่างบ้านสมัยต่างๆ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่าเพลินตาทีเดียว และยังมีอีกหลากเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงรัตนโกสินทร์ให้เราได้สัมผัสกันแบบเต็มอิ่ม เรียกว่าเราจะรู้จักตัวตนและรากเหง้าของเราเองอย่างลึกซึ้งก็คราวนี้ล่ะ

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดราชนัดดาราม เปิดให้บริการทุกวันอังคารศุกร์ เวลา 11.00-20.00 น. วันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ อัตราค่าเข้าชม ราคาปกติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 50 บาท ผู้ที่มีสิทธิเข้าชมฟรี นักเรียนนักศึกษาระดับปริญญาตรี (ในเครื่องแบบหรือแสดงบัตร), พระภิกษุและนักบวช, ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) และผู้พิการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-621-0044

ชวนท่องเที่ยวจันทบุรี

งาน “เปิดโลกอัญมณีและของดีเมืองจันท์” ครั้งที่ 9 จัดโดยจังหวัดจันทบุรีร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี งานจะมีในวันที่ 8–16 ธันวาคม 2555 ณ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี


ใน งาน “เปิดโลกอัญมณีและของดีเมืองจันท์” ครั้งที่ 9 มีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ การจัดแสดงอัญมณีล้ำค่าหาชมได้ยาก การเดินแบบอัญมณีและเครื่องประดับในพิธีเปิดงานวันที่ 8 ธันวาคม 2555 มีการปรับภูมิทัศน์รอบบริเวณงานภายใต้แนวคิด “Jewelry in the Garden” โดยการใช้สีสันของดอกไม้นานาพันธุ์แทน อัญมณีสีต่างๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อให้เห็นถึงความเป็นเมืองแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางย่านการค้าพลอยจันท์ของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งจัดและตกแต่งโดยผู้ชำนาญการด้านการจัดสวน พร้อมประดับตก แต่งไฟรอบบริเวณงาน


นิทรรศการตามรอยเส้นทางอัญมณี รวบรวมองค์ความรู้ด้านอัญมณีตั้งแต่แหล่งกำเนิดจากทั่วทุกมุมโลก โดยจัดให้เป็นนิทรรศการที่มีชีวิต มีการสาธิตขั้นตอนและกระบวนการของการเพิ่มมูลค่าในการผลิตอัญมณี

โปรแกรมทัวร์ฟรี สำหรับผู้สนใจในกระบวนการผลิตอัญมณีโดยเริ่มตั้งแต่แหล่งที่มาและขั้นตอนการเพิ่มมูลค่าจากโรงงานผลิตอัญมณี พร้อมทั้งนำเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ


มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากโรงงาน ผู้ประกอบการของทุกองค์กรในภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในจังหวัดจันทบุรีกว่า 150 บูธ มีกิจกรรมส่งเสริมการขายชิงโชคอัญมณีและเครื่องประดับ

รวบรวมร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมืองจันท์รสเลิศ ร้านจำหน่ายผักปลอดสารพิษจากวังแซ้ม แหล่งเกษตรอินทรีย์ขึ้นชื่อของจังหวัดจันทบุรี สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP) ระดับ 4–5 ดาว และในปีนี้มีการเพิ่มสีสันของงานด้วยการรับ–ส่งผู้เข้าชมงานจาก จุดจอดรถด้วยรถม้าและรถรางด้วย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-3930-3118 ถึง 9

ชวนท่องเที่ยวอุทัยธานี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วันมรดกโลกห้วยขาแข้ง

งาน “วันมรดกโลกห้วยขาแข้ง” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในวันที่ 7–10 ธันวาคมของทุกปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผืนป่าอันยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย ประกอบด้วย ผืนป่าอนุรักษ์ 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้านตะวันออก และ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 6,222 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,888,750 ไร่ ในเขตจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดตาก และจังหวัดกาญจนบุรี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อยู่ในพื้นที่ 6 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นับเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศ

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลมรดกโลก กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปีพุทธศักราช 2534 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง นับเป็นสถานที่ธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นมรดกโลก

โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่ 8 ข้อที่ 9 และข้อที่ 10 ดังนี้ หลักเกณฑ์ข้อที่ 8 เป็นตัวอย่างที่เด่นชัด ในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยา หรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได

หลักเกณฑ์ข้อที่ 9 เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา หลักเกณฑ์ข้อที่ 10 เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์ และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

อาณาเขตของผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งทอดยาวอยู่บนแนวเทือกเขาถนนธงชัย เชื่อมต่อกับตอนเหนือของเทือกเขาตะนาวศรี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน และเป็นต้นธารของแควใหญ่และแควน้อย ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำแม่กลอง

อาณาเขตอันกว้างใหญ่หลายล้านไร่ ที่อุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของพืชพันธุ์ ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ชุกชุมด้วยสัตว์ป่าน้อยใหญ่ และเป็นถิ่นอาศัยซึ่งสัตว์ป่าสามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไป

ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและปลา สัตว์หลายประเภทจัดเป็นสัตว์หายาก และกำลังถูกคุกคาม เช่น ควายป่า เสือโคร่ง เสือดำ เสือลายเมฆ วัวแดง กระทิง สมเสร็จ เลียงผา หมาไน ชะนีมือขาว ลิงอ้ายเงี้ยะ นกยูงไทย นกเงือกคอแดง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง เป็นผืนป่าภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2503 (ปรับปรุงแก้ไขปีพุทธศักราช 2535) ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการคุ้มครองสัตว์ป่าที่นับวันจะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ

จากการที่ได้รับประกาศเป็นมรดกโลก ในวันที่ 9 ธันวาคม 2534 จังหวัดอุทัยธานีร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้กำหนดจัด งาน “วันมรดกโลกห้วยขาแข้ง” ระหว่างวันที่ 7–10 ธันวาคม ของทุกปี

โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ กิจกรรมของนักเรียนและเยาวชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน กิจกรรมการเดิน–วิ่งมาราธอน กิจกรรมการประกวดธิดามรดกโลก กิจกรรมการแสดงดนตรีอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก กิจกรรมการแข่งขันจักรยานเสือภูเขา และ กิจกรรมการแห่หุ่นสัตว์ป่า ของอำเภอต่างๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอบ้านไร่ เป็นต้น

นอกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และงาน “วันมรดกโลกห้วยขาแข้ง” แล้ว จังหวัดอุทัยธานียังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ได้แก่ วิถีชุมชนเรือนแพ หมู่บ้านลอยน้ำแหล่งสุดท้ายในประเทศไทย วิถีชีวิตชุมชนชาวลาวครั่ง ลาวเวียง ผู้สืบทอดภูมิปัญญากว่า 200 ปี หมู่บ้านรากไม้ การนำทรัพยากรที่คิดว่าไร้ค่ามาสร้างสรรค์ ชิ้นงาน ระบบนิเวศในป่าหมาก 100 ปี ที่สมบูรณ์ วัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่ อาหารพื้นบ้านปลอดสารพิษ และเพื่อสุขภาพก็ขอเชิญชวนทุกท่านไปเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปริยวัชร สิงห์เรือง “ไกด์แดง อุทัยธานี” หมายเลขโทรศัพท์ 08-6790-9749

เที่ยวเมืองตราด

"เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา"
คำขวัญประจำจังหวัดตราด จังหวัดในภาคตะวันออกที่อยู่ติดกับประเทศกัมพูชา เป็นจังหวัดที่มีของดีหลายอย่าง ตามที่ได้เอ่ยถึงในคำขวัญ ได้แก่ มีเกาะจำนวน 66 เกาะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด มีพลอยแดงน้ำงาม ที่มีชื่อว่า “ทับทิมสยาม” มีผลไม้ขึ้นชื่อคือ ระกำหวาน เป็นแหล่งกำเนิดสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน ที่มีลักษณะพิเศษ มีความฉลาดและซื่อสัตย์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง

บริเวณชายทะเลแหลมงอบมีอนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง พระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผินพระพักตร์ไปยังบริเวณที่เคยเกิดยุทธนาวีเกาะช้าง มีการจัดบริเวณและอาคารพิพิธภัณฑ์คล้ายเรือรบ ด้านในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประวัติการสู้รบของกองทัพเรือไทยกับกองกำลังเรือรบของฝรั่งเศส รอบๆ บริเวณอนุสรณ์สถาน เป็นสวนสำหรับพักผ่อน และจะมีงานฉลองเพื่อระลึกถึงการทำยุทธนาวีกองกองทัพเรือไทย ในวันที่ 17–21 มกราคมของทุกปี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมงกะพรุนถ้วยหลากสี

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จังหวัดตราดเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากมีผู้นำภาพแมงกะพรุนถ้วยหลากสีไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้มีคนเดินทางไปชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวจังหวัดตราดบอกว่าในช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้ จะมีแมงกะพรุนถ้วยมารวมตัวกันเป็นฝูง และทอดตัวเรียงยาวเต็มทะเลอย่างนี้ทุกปี เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็น

นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดตราดคึกคักขึ้นมา ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวบ้านในแถบนั้น ได้นำเรือมาบริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการนั่งเรือออกไปชมแมงกะพรุนหลากสีที่ลอยตัวขึ้นมาเป็นสายยาวกว่า 2 กิโลเมตร บริเวณปากคลองเขาล้าน และตามชายหาดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หาดราชการุณย์ ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน ซึ่งมีห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย

เที่ยวเขื่อนศรีนครินทร์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เขื่อนศรีนครินทร์

เขื่อนศรีนครินทร์ หรือเขื่อนเจ้าเณร ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเจ้าเณร อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2523 เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากฐานราก 140 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร กว้าง 15 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำมากที่สุดในประเทศไทย คือ 419 ตารางกิโลเมตร เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวบ้านมากมายหลายอย่าง เช่น ด้านการชลประทาน ทำให้พื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำแม่กลองมีน้ำใช้อย่างสะดวกสบายกินพื้นที่กว่า 4,000 ล้านไร่ ช่วยปล่อยน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มไม่ให้หนุนล้ำเข้ามาทำความเสียหายบริเวณปากน้ำแม่กลองในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี ด้านการผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้อย่างเพียงพอตลอดปี ด้านการบรรเทาอุทกภัย สามารถกักเก็บน้ำที่หลากมาในฤดูฝนไว้ในอ่างเก็บน้ำได้เป็นจำนวนมาก ด้านคมนาคม ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือไปยังอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ด้านการประมง เขื่อนศรีนครินทร์เป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ ในการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มรายได้ในการหาปลาให้แก่ชาวบ้านแถบนั้น และสุดท้ายยังเป็น สถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี

เขื่อนศรีนครินทร์นี้ เมื่อตอนเริ่มโครงการสำรวจและวางแผนก่อสร้างให้ชื่อว่า โครงการเขื่อนเจ้าเณร เพราะบริเวณที่ก่อสร้างเขื่อน ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเจ้าเณร ซึ่งเป็นช่องเขาที่แคบที่สุดที่พม่าใช้เป็นเส้นทางเดินทัพเข้ามาทำสงครามกับไทยในสมัยสงครามเก้าทัพ ช่องเขานี้คือ โป่งสะเดา พม่านำทัพแสนกว่าคนมาตั้งค่ายอยู่ที่นี่ พระองค์เจ้าขุนเณร นำทหารประมาณ 500 คน มาสกัดทัพพม่าตรงบริเวณนี้ แต่เนื่องจากทัพพม่ามีจำนวนมาก พระองค์เจ้าขุนเณร จึงคิดหากลยุทธ์การรบแบบใหม่ คือ การรบแบบกองโจร โดยนำทหารซุ่มโจมตีพม่าไม่ให้รู้ตัวฆ่าแล้วขโมยเสบียงอาหารมา แบบมึงมาข้ามุด มึงหยุดข้าตี มึงหนีข้าไล่ พม่าสู้ไม่ได้และไม่มีเสบียงจึงแตกพ่ายไม่เป็นชิ้นดี พระองค์เจ้าขุนเณร จึงได้ฉายาว่า “แม่ทัพกองโจร” เมื่อการสำรวจโครงการก่อสร้างเขื่อนเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานชื่อเขื่อนแห่งนี้ว่า “เขื่อนศรีนครินทร์”

การไปเที่ยวเขื่อนศรีนครินทร์ ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงเขื่อนศรีนครินทร์ ประมาณ 200 กิโลเมตร ถนนหนทางสะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว

เริ่มจากไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเขื่อนศรีนครินทร์ คือ พระพุทธสิริสัตตราช (หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์) ที่ชาวเขื่อนเคารพนับถือ ตั้งอยู่บริเวณจุดชมวิวบนสันเขื่อน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมากราบไหว้ขอพร แล้วไปยืนถ่ายรูปบริเวณสันเขื่อน ที่สูงลิบลิ่วเห็นวิวอ่างเก็บน้ำและโรงไฟฟ้าอย่างชัดเจน 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สวนเวลารำลึก

จากนั้นเราก็ไปที่สวนเวลารำลึก เพื่อชมนาฬิกาแดด ที่สร้างด้วยคอนกรีตเป็นรูปโค้งขนาดใหญ่ มีเข็มนาฬิกาอันใหญ่และเส้นรุ้งเส้นแวงแบ่งเวลา เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงลงมากระทบปลายเข็มนาฬิกา เงาจากปลายเข็มนาฬิกาจะทาบลงบนพื้นหน้าปัดบอกเวลา บอกเดือน และบอกฤดูกาลต่างๆ น่าอัศจรรย์จริงๆ ที่นอกจากจะบอกเวลาได้แล้ว ยังสามารถบอกเดือนและฤดูกาลได้ด้วย รอบๆ บริเวณจัดตกแต่งภูมิทัศน์สวยงาม เหมือนเดินอยู่ที่สวนในต่างประเทศ มีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่และดอกไม้นานาชนิดให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน สำหรับคนที่ชอบกีฬาก็มีสนามกอล์ฟที่ทันสมัยได้มาตรฐาน ให้อวดวงสวิงแข่งขันกัน

จากนั้นก็ได้เวลาล่องเรือชมอ่างเก็บน้ำ เป็นเรือยนต์ขนาดใหญ่จุได้ 50 คน ล่องชมบริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้ำ ทำให้ได้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน คือ แหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน คุณประสพชัย เล่าว่า ในอ่างเก็บน้ำมีธุรกิจต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ทำการประมงหาปลาไปขาย ธุรกิจล่องเรือชมอ่าง และการสร้างเรือนแพของเอกชนที่มีมากมายหลายเจ้าเรียงรายจนนับไม่ถ้วน เกิดการจ้างแรงงานทำให้ชาวบ้านแถบนั้นมีอาชีพ โดยใช้ผลประโยชน์ร่วมกันกับเขื่อนแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ใช้เวลาชมวิวทิวทัศน์ในอ่างเก็บน้ำประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน พามากินส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ลาบ น้ำตก และปลาทอดจากเขื่อน ที่ร้านอาหารบริเวณสันเขื่อนซึ่งเป็นร้านค้าของสวัสดิการพนักงานเขื่อน จะด้วยความหิว หรือแม่ครัวฝีมือดีก็ไม่รู้ ทุกอย่างที่ส่งมาให้กินอร่อยหมด โดยเฉพาะไก่ทอดร้อนๆ ที่กรอบนอกนุ่มใน อร่อยจนฝันถึง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำตกเอราวัณ

ช่วงบ่ายไปคลายร้อนด้วยการไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณ น้ำตกขนาดใหญ่และสวยงาม มีทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันไปและร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทั้งเถาวัลย์พันเกี่ยวไปบนต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้ป่าหลายชนิด ที่ได้ชื่อว่าน้ำตกเอราวัณ เพราะสายน้ำที่ไหลตกลงมาจากชั้นที่ 7 มองดูคล้ายกับหัวช้างเอราวัณที่มี 3 หัว น้ำตกแต่ละชั้นมีชื่อเรียกคล้องจองกันตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 7 คือ ไหลคืนรัง วังมัจฉา ผาน้ำตก อกผีเสื้อ เบื่อไม่ลง ดงพฤกษา ภูผาเอราวัณ ใครอยากจะรู้ว่าแต่ละชั้นสวยงามขนาดไหนก็ปีนป่ายขึ้นไปชมได้ไม่ผิดกติกาใดๆ ทั้งสิ้น 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาหารเรือนธารา

แดดร่มลมตกถึงเวลาอาหารเย็น ห้องอาหารเรือนธารา อาหารเมนูชาวเขื่อนที่เป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงส้มหน่อไม้ดองปลากดคัง ที่เป็นเอกลักษณ์อร่อยไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ใครมาถึงเขื่อนศรีนครินทร์แล้วไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงนะจะบอกให้ เพราะกาญจนบุรีขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหน่อไม้ มีทั้งหน่อไม้รวกและหน่อไม้ไผ่ตง ที่หวานอร่อยที่สุด นำมาทำเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้ต้ม และหน่อไม้แห้ง

อาหารอื่นๆ ก็มี เมนูปลาจากเขื่อน เช่น ปลาทอดสมุนไพร ฉู่ฉี่ปลาคัง ปลาพุงแตก ปลาซอสมะขาม ปลาทอด แกงส้มผักหวานกุ้ง เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกลงเรือ ไก่รวนเค็ม อาหารทุกอย่างอร่อยตามตำรับถนัดศรีชวนชิม หลังจากรับประทานอาหารคาวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องตบท้ายด้วย ไอศกรีมหลากรสของอร่อยของที่นี่ อิ่มหนำสำราญแล้วก็กลับเข้าที่พัก ส่วนอาหารเช้าก็มีให้เลือกมากมายทั้งแบบไทยและแบบฝรั่ง หรือจะเป็นอาหารจานเดียวก็มีเช่นกัน

ก่อนกลับได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า ซึ่งมี คุณธัญญา ประเสริฐผล หัวหน้าแผนกเดินเครื่องและคณะเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ โดย คุณสุกิจ ยิ่งยง เป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ให้เราฟังอย่างละเอียด โดยฝากให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบว่า เขื่อนทุกเขื่อนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สร้างขึ้นมีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างมหาศาล สมกับสโลแกนของ กฟผ. ที่กล่าวว่า “มุ่งมั่นและพัฒนา ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย” ไม่ต้องกลัวว่าเขื่อนจะแตก เพราะก่อนที่จะสร้างเขื่อนได้มีการวิจัย สำรวจ และหาข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบ ประกอบกับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการก่อสร้าง สามารถกักเก็บน้ำและรองรับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวได้อย่างสบาย ไม่ต้องเป็นห่วงกังวลใดๆ ทั้งสิ้น

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวก จนทำให้การมาท่องเที่ยวเขื่อนศรีนครินทร์ครั้งนี้ มีความสุข สนุกสนาน และได้รับความรู้