แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมายเหตุประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมายเหตุประเทศไทย แสดงบทความทั้งหมด

นางสนองพระโอษฐ์


นางสนองพระโอษฐ์ (lady-in-waiting) หมายถึง สตรีผู้ช่วยส่วนพระองค์ในราชสำนัก ซึ่งถวายการรับใช้แด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี เจ้าฟ้าหญิง หรือสตรีสูงศักดิ์ 

นางสนองพระโอษฐ์ มักจะมีพื้นหลังมากจากครอบครัวที่มีฐานะทางสังคมสูง แต่มีฐานันดรต่ำกว่าสตรีที่ตนรับใช้ ซึ่งแม้ว่านางสนองพระโอษฐ์คนใด จะรับค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม มักจะไม่ถูกพิจารณาว่าเป็นคนรับใช้หรือข้าราชบริพาร

นางสนองพระโอษฐ์ ยังหมายถึง กลุ่มของสตรีผู้มีฐานะครอบครัว บรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่ทางการที่หลากหลาย ซึ่งความแตกต่างกันในฐานะ บรรดาศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่เหล่านี้ มักจะมีเกียรติศักดิ์สูง 

พระบรมวงศานุวงศ์หญิง หรือสตรีผู้สูงศักดิ์ อาจทรงสามารถเลือกนางสนองพระโอษฐ์ได้ด้วยพระองค์เองหรือไม่ก็ได้ แต่แม้ว่าจะทรงมีสิทธิในการเลือกนางสนองพระโอษฐ์ได้อย่างเสรี หากตามประวัติศาสตร์แล้ว การตัดสินใจดังกล่าว มักจะได้รับอิทธิพลจากองค์พระมหากษัตริย์ พระราชบิดา-พระราชมารดา พระราชสวามี หรือเหล่าเสนาบดีของพระมหากษัตริย์

สำหรับในราชสำนักไทยนั้น นางสนองพระโอษฐ์เป็นตำแหน่งของสุภาพสตรีสูงศักดิ์ ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก จากความหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ระบุว่า คุณพนักงานหญิงที่แต่งงานแล้ว มีหน้าที่รับพระราชเสาวนีย์ ไปปฏิบัติหรือเชิญพระราชเสาวนีย์ไปติดต่อข้อราชการตามพระราชประสงค์ของพระราชินี

ผู้ที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์ท่านแรกในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ก็คือ ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร* และ ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ (สนิทวงศ์) บุนนาค** ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวานที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2494 หลังจากนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนางสนองพระโอษฐ์เพิ่มเติมอีก 24 ท่าน

โดยท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา*** คือนางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่เป็นคนสุดท้ายในรัชกาลที่ 9 คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2545 เพราะหลังจากนั้น ก็ไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนางสนองพระโอษฐ์อีกเลยตลอดรัชสมัย

จวบจนกระทั่งวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ รัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุบผา**** เป็นนางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ซึ่งนับเป็นนางสนองพระโอษฐ์ท่านแรกในรัชกาลที่ 10 และเมื่อวานนี้ (23 ธันวาคม 2559) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมหลวงอรจิตรา (ทวีวงศ์) สนิทวงศ์ ณ อยุธยา***** ผู้อำนวยการสถาบันสิริกิติ์ เป็นนางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จึงเป็นนางสนองพระโอษฐ์ท่านที่ 2 ที่ได้รับการแต่งตั้งในรัชกาลที่ 10


หมายเหตุ
* เป็นธิดาเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) สมรสพระราชทานกับพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (ก๊าด วัชโรทัย) มีบุตรชายชื่อ ''แก้วขวัญ วัชโรทัย'' กับ ''ขวัญแก้ว วัชโรทัย''

**เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเพียงท่านเดียวของหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ....ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ฯ สมรสกับนายสุรเทิน บุนนาค

***เป็นภรรยาของ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวังและผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

**** นามราชสกุลเดิม ''วรวรรณ''

*****นามราชสกุลเดิม ''ทวีวงศ์'' เป็นภรรยาของ พล.ต.อ.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (บุตรชายของ หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ สมาชิกวงลายคราม และวง อ.ส. วันศุกร์ วงดนตรีแจ๊สส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช )


ปล.
นางจีรนันทน์ ลัดพลี หรือ ''จีรนันท์ เศวตนันทร์'' อดีตนางสาวไทย พ.ศ. 2508 และอดีตรองนางงามจักรวาล พ.ศ.2509 ในการประกวดที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนางสนองพระโอษฐ์ฯ ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2523 เป็นนางสนองพระโอษฐ์ฯ เพียงท่านเดียวที่ไม่ได้มีคำนำหน้านามเป็น ''คุณหญิง'' หรือ ''ท่านผู้หญิง''....ปัจจุบัน ''จีรนันท์ เศวตนันทร์'' ได้กราบบังคมทูลลาออกจากการเป็นนางสนองพระโอษฐ์แล้ว

ประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)


วังน่านิมิต เป็นนิทรรศการที่น่าสนใจมาก สะกดชื่อตามการเขียนแบบโบราณในพระนิพนธ์ ตำนานวังน่า ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี


วังหน้า ก่อนที่จะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สนามหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น มีขอบเขตและแนวกำแพงวังหน้าในอดีต ตามปรัชญาในการวางผังเมืองให้เข้มแข็ง ตามตำราพิชัยสงครามนาคน้ำ กำแพงวังหน้าเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 บริเวณถนนพระจันทร์ติดวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน


ส่วนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเขตฝ่ายในของพระราชวังบวรสถานมงคล ที่กลายมาเป็นโรงทหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

นอกจากประวัติที่มีมายาวนานแล้ว ความน่าสนใจของที่นี่คือ ความเก่งของสถาปนิกที่ปรับโรงทหาร 2 หลังให้เชื่อมต่อเป็นหลังคาเดียวกันเชื่อมด้วยหอคอย และต่อกันยาวถึง 4 อาคาร ภายใต้สถาปัตยกรรมสไตล์ Art Deco ที่สวยงาม


พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ดูภายนอกเป็นตึกสามชั้นแบบตะวันตก แต่กลับมีความเป็นเรือนไทย ชั้นเดียวยกใต้ถุงสูง มีบันไดขึ้นเรือนจากภายนอก ซึ่งการผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกกับสถาปัตยกรรมเมืองร้อนนี้ จึงเป็นสิ่งที่บอกวิวัฒนาการของวังหน้า และวิถีชีวิตของคนไทยที่ค่อยๆ เปลี่ยนทีละน้อย

บริเวณพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์แห่งนี้ ยังมีเก๋งนุกิจราชบริหาร เก๋งจีนที่โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัยของเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 4 ยุคเปลี่ยนผ่านที่มีการผสานวัฒนธรรมไทย เข้ากับจีนและตะวันตกได้เป็นอย่างดี


ความสำคัญของวังหน้า
  1. วังหน้า หรือพระราชวังบวรสถานมงคล มีความหมาย 2 อย่าง คือ สถานที่ (ที่ประทับของบุคคลที่มีสถานะสำคัญรองลงมาจากพระมหากษัตริย์) และบุคคล (ผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือที่เรียกว่า พระมหาอุปราช ในสมัยอยุธยา)
  2. วังหน้ามีพื้นที่ใหญ่มาก มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเมือง
  3. สถาปัตยกรรมวังหน้าเป็นของสถาบันที่เป็นรองแต่เพียงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 4) ซึ่งมีสถานะเป็นเหมือนพระมหากษัตริย์อีกพระองค์ งานสถาปัตยกรรมของวังหน้าในยุคนี้จึงแสดงฐานานุศักดิ์เหมือนในวังหลวง
  4. เมื่อบริบททางการเมืองการปกครองเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละรัชกาล เช่นเดียวสภาพสังคม ทำให้รูปแบบของอาคารและการใช้พื้นที่ของวังหน้าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
  5. วังหน้าไม่ได้มีพื้นที่เพียงแค่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่เราเห็นในปัจจุบันเท่านั้น แต่เคยมีพื้นที่ครอบคลุมถึงโรงละครแห่งชาติ ครึ่งหนึ่งของท้องสนามหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมด

จากท่าเรือกลไฟ-คลังสินค้าจีนเก่าแก่สู่พื้นที่ประวัติศาสตร์

เมื่อ พ.ศ. 2393 (ค.ศ.1850) โดย พระยาพิศาล ศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ต้นตระกูลพิศาลบุตร คนจีนที่เกิดบนแผ่นดินสยาม โดยบรรพบุรุษของท่านได้เดินทางจากเมืองจีนมาค้าขายและตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์

ท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง ถูกใช้เป็นท่าเรือกลไฟ (เรือโดยสารหรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง มีขนาดใหญ่กว่าเรือไฟ นิยมใช้แล่นในทะเลหรือมหาสมุทร) โดยชาวจีนในสมัยนั้นนิยมใช้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาค้าขายหรือย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่บางกอก เอาเรือเทียบท่า พร้อมลงทะเบียนชาวต่างชาติที่นี่


นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารท่าเรือเป็นร้านค้าและโกดังเก็บสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ อาคารด้านในที่ตั้งขนานกับแม่น้ำเป็นอาคารประธาน เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (MAZU) คลองสาน

ภายหลังมีการสร้างโกดังเพิ่มเติมที่ริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อรองรับการเก็บสินค้าจำนวนมาก และการเปลี่ยนแปลงของอาคารดั้งเดิมที่กลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนงาน

จนเมื่อ พ.ศ. 2462 (ค.ศ.1919) ตระกูลหวั่งหลี โดยนายตัน ลิบ บ๊วย ก็เข้ามารับช่วงต่อเป็นเจ้าของ



“นอกจากจะเป็นท่าเรือแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงมีห้องจำนวนมาก ตามบันทึกเขาบอกว่าเป็นเหมือนโชวร์รูม ข้างในจะโชว์สินค้าที่ตัวเองเอามาขาย และปรับเปลี่ยนอีกเป็นโฮมออฟฟิศ ข้างบนเป็นบ้าน ส่วนข้างล่างใช้เป็นออฟฟิศไป” พีรยา บุญประสงค์ สถาปนิกอนุรักษ์เล่าให้เราฟัง

“เสาจะป่องกลาง เป็นเสาที่คนจีนนิยม ส่วนลายจิตรกรรมบนผนังที่เขียนสีด้วยพู่กันไม้เส้นเล็กๆ น่าจะเขียนตั้งแต่ตอนที่ปูนยังไม่แห้งดี ที่นี่เป็นศูนย์รวมของช่างฝีมือชาวจีนก็ว่าได้ เพราะจากการสำรวจแต่ละห้อง มันจะไม่คล้ายกันเลย ขนาดก็ไม่เท่ากันด้วย คือถ้ามองในแง่สุนทรียภาพ นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ ที่นี่ก็มีอยู่เยอะมาก”

‘ล้ง’ ล้าง

กระบวนการปลุกฟื้นคืนชีพ ‘ล้ง’ เริ่มด้วยการสำรวจ ตรวจ และล้างอาคารสถาปัตยกรรมจีนเก่าแก่แบบ ‘ซาน เหอ หยวน’ (三合院) ซึ่งเป็นการออกแบบวางผังอาคารแบบจีนโบราณ ลักษณะอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน 3 ด้าน เป็นผังรูปทรงตัว U ให้เอี่ยมอ่อง

เรื่องราว ‘แม่ฟ้าหลวง’ ที่หลายคนไม่เคยรู้


เรื่องราวแวดล้อมในชีวิตของในหลวงรัชกาลที่ 9 หนึ่งในเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องผูกพัน สวยงาม และมีพลังอย่างที่สุด คือเรื่องราวการทำงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่เราเรียกพระนามติดปากว่า ‘สมเด็จย่า’ ผู้ทรงริเริ่มองค์กรแม่ฟ้าหลวง และเริ่มต้นภารกิจปลูกป่าบนเขาหัวโล้น เพื่อพลิกชีวิตชาวเขาและคนไทยพื้นราบนับหมื่นให้อยู่ดีกินดี หลุดพ้นจากปัญหายาเสพติดและความยากจน จนประสบความสำเร็จอย่างงดงามแม้ในวันที่สมเด็จย่าทรงจากพวกเราไปกว่า 21 ปีแล้ว

สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือ วิสัยทัศน์การทำงานขององค์กรแม่ฟ้าหลวง เกิดขึ้นภายใต้เข็มทิศปรัชญาจากสมเด็จย่า และองค์ความรู้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาคิดค้น ทั้งสองพระองค์ทรงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด ความรู้ เกิดเป็นสายสัมพันธ์งดงาม 

หลักปรัชญา ที่องค์กรแม่ฟ้าหลวงน้อมนำมาใช้ได้รับการยกย่องโดย UN บนเวทีโลก และเป็นเข็มทิศที่หลายประเทศกำลังเดินตามในปัจจุบัน

70 ปี กับแสตมป์พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของในหลวงภูมิพลรัชกาลที่ 9

ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ยาวนานกว่า 70 ปี เราคุ้นตากับแสตมป์จดหมายซึ่งมีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของในหลวงภูมิพลรัชกาลที่ 9 ทุกดวงออกแบบและผลิตอย่างประณีต โดยบริษัทไปรษณีย์ไทย 

รู้ไหมว่า...
ในช่วงเวลาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นช่วงเวลาที่การสร้างสรรค์ตราไปรษณียากรเฟื่องฟูและก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยทีเดียว คุณวิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการ และคุณสมส่วน ชินวิชา หัวหน้าส่วนพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร ของฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร บอกเล่าความสำคัญของการผลิตแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ว่า
แสตมป์กำเนิดขึ้นในฐานะการเป็นค่าฝากส่ง เหมือนเป็นใบเสร็จรับเงิน การบรรจุรูปประมุขของประเทศลงในแสตมป์จึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติแรกเริ่มมาตั้งแต่แสตมป์ชุดแรกของโลก (แนวคิดเดียวกับการบรรจุภาพประมุขลงธนบัตร)
นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะแสตมป์เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศที่ไม่ซ้ำใคร ต้องแสดงถึงอัตลักษณ์ตัวตน

วิบูลย์แบ่งปันเกร็ดความรู้น่าสนใจว่า
การเรียกว่า แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ (ซึ่งแปลว่าแสตมป์ภาพถ่าย) ไม่ใช่คำที่ถูกต้องที่สุด เพราะแสตมป์ยุคแรก เริ่มเป็นภาพวาด เหตุผลที่ใช้ภาพวาด คาดว่าเนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพสมัยนั้นยังไม่คมชัดเท่าที่ควร ทั้งภาพวาดยังสวยงามมากกว่า เก็บรายละเอียดได้ดีกว่า ภาพวาดที่วาดจากภาพถ่ายของกษัตริย์ ควรเรียกอย่างถูกต้องว่า แสตมป์พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ 
แต่วงการแสตมป์ก็ใช้คำว่าแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์จนเป็นธรรมเนียมไปแล้ว

ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีแสตมป์ผลิตออกมารวมแล้ว 1,000 กว่าชุด และเป็นแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ถึง 70 ชุดด้วยกัน ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุด เพราะมีช่วงเวลาครองรัชสมัยยาวนาน และเป็นช่วงที่การสะสมแสตมป์เป็นที่นิยม
การออกแบบแสตมป์ไทยในช่วงนี้ได้พัฒนาไปมาก มีการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อบรรจุเรื่องราวลงแสตมป์แผ่นน้อย จากที่เคยมีแต่แสตมป์สำหรับใช้งานเท่านั้น ก็เริ่มมีการผลิตแสตมป์ที่ระลึกตามวาระโอกาสสำคัญต่างๆ

การสร้างสรรค์แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ ต้องผ่านขั้นตอนการออกแบบและตรวจทานอย่างละเอียด
ใช้เวลาราว 1 ปีขึ้นไป โดยมีทีมงานสำคัญอย่างคณะกรรมการจัดสร้างตราไปรษณียากรคอยดูแล
ขั้นตอนสุดท้าย คือ การนำความขึ้นกราบบังคมทูลในหลวงภูมิพล ซึ่งทุกดวงที่เกี่ยวข้องกับพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ล้วนผ่านสายพระเนตรก่อนจะผลิตออกมา ให้ประชาชนอย่างเราได้สะสม

แน่นอนว่าแสตมป์เหล่านี้ไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่มีคุณค่าในการเป็นเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ

ไปรษณีย์ไทยจึงคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ในการพิมพ์เพื่อเพิ่มความสวยงามในฐานะสื่อวัฒนธรรมของประเทศ และเพื่อถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดมา
“แสตมป์ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน ไม่เพียงแต่บรรจุเรื่องราวมากมาย ในเวลากว่า 70 ปีมีแสตมป์ 70 ชุด รวมแล้ว 341 ดวง จำนวนพิมพ์ประมาณ 2 พันกว่าล้านดวง ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุด และเป็นคอลเลกชันสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แสตมป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบพิเศษ เทคนิคพิเศษ คนไปรษณีย์ทุ่มเทจิตใจลงไปทำถวายพระองค์ เราคิดเยอะแยะมากมาย เพื่อให้สมพระเกียรติ ให้สมเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ”
แสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ที่ระลึก แบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ คือ แสตมป์ฉลองครบรอบพระชนมายุ แสตมป์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ แสตมป์พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพ แสตมป์ราชาภิเษกสมรส และแสตมป์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง 

นี่คือชุดแสตมป์ตัวอย่าง ในแต่ละหมวดที่เราชื่นชอบในความสวยงาม และเทคนิคแพรวพราวจนอยากแบ่งปันให้ชมกัน

หมวดแสตมป์ใช้งาน
1. พระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 ชุด 1 (สยาม) พ.ศ. 2490


2. พระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 (ชุด 3) พ.ศ. 2504


3. พระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 (ชุด 5) พ.ศ. 2515


หมวดแสตมป์ที่ระลึกแสตมป์ฉลองครบรอบพระชนมายุ

4. ฉลองราชนิติภาวะ แสตมป์ที่ระลึกชุดแรกในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแสตมป์ในวาระการบรรลุนิติภาวะ พระชนมายุ 20 พรรษาพอดี และยังถือเป็นแสตมป์เฉลิมพระชนมพรรษาชุดแรก เพราะออกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2490 ออกช้ากว่าแสตมป์ใช้งานชุดแรกเพียง 20 วันเท่านั้น


5. เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ


6. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ (ชุด 1) จุดเริ่มต้นการใช้เทคนิคพิเศษครั้งแรกของวงการแสตมป์ไทย พิมพ์ด้วยแผ่นทองคำแท้และปั๊มดุนนูนเพื่อให้สมวาระมหามงคล และยังเป็นครั้งแรกที่ออกแสตมป์ที่ระลึกชุดลำดับถัดไปให้สะสมพร้อมกันด้วย




7. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ (ชุด 3)


8. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ (ชุด 3)


9. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ (ชุด 1) แสตมป์ 7 เหลี่ยมด้านเท่าดวงแรกของโลก ในชุดประกอบด้วยแสตมป์ 7 ดวง ชื่อชุดสัตตมหามงคล ภูมิพลมหาราชา ภาพในแสตมป์พิมพ์เหมือนผนึกเหรียญเข้าไปในแสตมป์ ใช้ต้นแบบจากเหรียญที่ระลึกจริง


10. มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา (ชุด 2) แสตมป์ชุดนี้เป็นการร้อยเรียงภาพในช่วงพระชนมายุที่เคลื่อนผ่านทีละ 10 ปี ตรงกลางเว้นเป็นภาพระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวช ใช้เทคนิคภาพโฮโลแกรม 3 มิติ


11. วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2552


12. วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2553 เมล็ดข้าวบนแสตมป์เป็นเมล็ดข้าวจริง และเป็นเมล็ดข้าวเปลือกมงคลจากพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันพืชมงคล พิมพ์และบรรจงติดเมล็ดข้าวด้วยมือทุกดวงจนครบ 1 ล้านดวงที่ฝรั่งเศส




แสตมป์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ

13. รัชดาภิเษก


14. รัชมังคลาภิเษก (ชุด 1) (รัชมังคลาภิเษกหมายถึงวาระการครองราชย์ยาวนานที่สุดในราชวงศ์จักรี)


15. งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี (ชุด 1) ชุดนี้พิมพ์ด้วยทองคำแท้และปั๊มดุนนูน


แสตมป์พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพ
16. โครงการที่ดำเนินการตามพระราชดําริ


17. การเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ


18. พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย


แสตมป์ราชาภิเษกสมรส
19. ราชาภิเษกสมรสครบ 15 ปี


20. ราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี


21. 60 ปี ราชาภิเษกสมรส แสตมป์รอยปรุรูปหัวใจ ประดับด้วยคริสตัลแท้จากสวารอฟสกี้ ดวงละ 6 เม็ด เม็ดหนึ่งแทนเวลา 10 ปี จัดทำเป็นชุดตั้งโชว์ นอกจากนี้ยังผลิตหนึ่งชุดพิเศษซึ่งประดับด้วยเพชรแท้รูปหัวใจแทนคริสตัล เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9


อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง

22. เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 6 (ชุด 2)


23. ครบรอบ 60 ปี คณะลูกเสือไทย


24. ครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย


25. 100 ปี งานวิจัยข้าวไทย เป็นแสตมป์ชุดสุดท้ายในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9


ยังมีแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ที่งดงามอีกหลายชุด ใครอยากชมอย่างเต็มอิ่ม ตามไปดูให้ครบ 70 ชุดที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร สามเสนใน ซึ่งกำลังมีนิทรรศการ ‘ทุกดวงตราจารึกไว้ สถิตใจไทยนิรันดร์’ จัดแสดงตราไปรษณียากรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดรัชสมัยของพระองค์

ภาพ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านเก่าให้มีชีวิต


สถาบันอาศรมศิลป์ เล่าเรื่องโครงการบูรณะอาคารและย่านเก่าเพื่อฟื้นคืนชีวิตชีวาให้ชุมชนทั่วประเทศไทย ทำให้รู้จักหน้าที่อีกอย่างของสถาปนิก ที่ไม่ค่อยคุ้นชินกันอย่างการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านเก่า

เขาพาไปดูตัวอย่างการทำงาน ทั้งการบูรณะคุกเก่าให้เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองเชียงราย จับมือร่วมกับบ้านพักประวัติศาสตร์หลวงราชไมตรี และการบูรณะศาลาเรียนที่วัดคูเต่า จังหวัดสงขลา ที่ที่ทีมงานและชาวบ้านร่วมกันคืนคุณค่าประวัติศาสตร์ สมัยบรรพบุรุษกลับมาให้ลูกหลานจับต้องได้อีกครั้ง ทำให้มองอาคารเก่าๆ ใกล้บ้านเราเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยล่ะ

พระตำหนักน้อยแสนรื่นรมย์ของรัชกาลที่ 6


ไม่ค่อยมีใครรู้ว่า ด้านหลังพระราชวังพญาไท ที่ตั้งตระหง่าน สวยงาม และหรูหรา มีพระตำหนักหลังน้อยแอบอยู่ริมสระน้ำ

พระตำหนักเมขลารูจี เป็นพระตำหนักรูปทรงคลาสสิก คล้ายบ้านกระท่อมในยุโรป ตัวเรือนเป็นไม้สักทาสีฟ้า มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา สร้างขึ้นเป็นที่ประทับชั่วคราวของรัชกาลที่ 6 ระหว่างการก่อสร้างพระราชวังพญาไท ชั้นบนติดกระจกโดยรอบตามพระประสงค์ เพื่อทอดพระเนตรการก่อสร้างพระราชวังด้วยพระองค์เอง
เมื่อพระราชวังพญาไทก่อสร้างเสร็จ จึงเปลี่ยนมาใช้เป็นสถานที่ทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) พร้อมบรรเลงมโหรี บรรยากาศที่รื่นรมย์ส่งผลให้รัชกาลที่ 6 ทรงประพันธ์บทพระราชนิพนธ์ต่างๆ ที่พระตำหนักแห่งนี้
ปัจจุบัน พระตำหนักได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้คนทั่วไปเดินชมได้จากภายนอก

สวนปาล์มน้ำมันยกร่อง

ปัจจุบันนี้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนผู้ใช้รถยนต์เริ่มบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก่อนจะเติมน้ำมันรถ ต้องดูเงินในกระเป๋าเสียก่อนว่ามีพอไหม” เพราะเดี๋ยวนี้น้ำมันเบนซิน 95 ลิตรละกว่าสี่สิบบาท ดีเซลลิตรละกว่าสามสิบบาท ผิดกับสมัยก่อนประมาณปี พ.ศ.2500 น้ำมันเบนซินลิตรละ 1.60 บาท ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาราคาน้ำมันก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลง 

ดังนั้น เราจึงต้องหาพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่น่าจะนำมาใช้แทนน้ำมันได้บ้าง “ปาล์มน้ำมัน” พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่สำหรับอนาคต น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ณ เวลานี้


บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) คุณพิทักษ์ รัชกิจ-ประการ ผู้มีประสบการณ์ด้านการปลูกปาล์มน้ำมัน เล่าให้ว่า ขณะนี้บริษัทในเครือกำลังปลูกปาล์มน้ำมันแบบยกร่องที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ฟังแล้วแปลกใจ ไม่คิดว่าปาล์มน้ำมันสามารถปลูกยกร่องเหมือนปลูกพืชผักสวนครัวทั่วๆ ไปได้ จึงได้พากันเข้าไปดูที่ตำบลบางเดชะ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี บนเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ มีต้นปาล์มกว่า 70,000 ต้น ขึ้นเป็นแถวเป็นแนวเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก

ปาล์มน้ำมันมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ชาวโปรตุเกสได้นำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกในทวีปเอเชีย โดยเริ่มปลูกที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นแห่งแรก และแพร่กระจายไปยังมาเลเซีย ต่อมาปี พ.ศ.2472 จึงได้มีการนำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรก โดยปลูกเป็นปาล์มประดับที่สถานีทดลองยางคอหงส์ จ.สงขลา และสถานีกสิกรรมพลิ้ว จ.จันทบุรี และในปี พ.ศ.2511 ได้มีการปลูกปาล์มเพื่อการส่งเสริมเป็นพื้นที่ใหญ่ โดยโครงการนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล และโครงการบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันและสวนปาล์ม จำกัด (สวนเจียรวานิช) จ.กระบี่


ปัจจุบันจังหวัดที่ปลูกปาล์มมากที่สุดจะอยู่ในเขตภาคใต้เป็นหลัก โดยเฉพาะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นอกจากนี้ยังขยายพื้นที่ปลูกไปยังจังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และในภาคกลาง ภาคอีสาน โดยในปีพ.ศ.2554 ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศมากกว่า 4 ล้านไร่

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชตระกูลปาล์ม ลักษณะลำต้นเดี่ยว ขนาดลำต้นประมาณ 12-20 นิ้ว เมื่ออายุประมาณ 1-3 ปี ลำต้นจะถูกหุ้มด้วยโคนกาบใบ แต่เมื่ออายุมากขึ้นโคนกาบใบจะหลุดร่วงเห็นลำต้นชัดเจน ผิวของลำต้นคล้ายๆ ต้นตาล ลักษณะใบเป็นรูปก้างปลา โคนกาบใบจะมีลักษณะเป็นซี่คล้ายหนามแต่ไม่คมมาก เมื่อไปถึงกลางใบหนามดังกล่าวจะพัฒนาเป็นใบ การออกดอกเป็นพืชที่แยกเพศคือ ต้นที่เป็นเพศผู้ก็จะให้เกสรตัวผู้อย่างเดียว ต้นที่ให้เกสรตัวเมียจึงจะติดผล ลักษณะผลเป็นทะลาย ผลจะเกาะติดแน่นจนไม่สามารถสอดนิ้วมือเขาไปที่ก้านได้ เวลาเก็บผลปาล์มจึงต้องใช้มีดงอเกี่ยวที่โคนทะลายแล้วดึงให้ขาด ก่อนที่จะตัดทะลายปาล์มต้องตัดทางปาล์ม (ใบ) ก่อน เพราะผลปาล์มจะตั้งอยู่บนทางปาล์ม กระบวนการตัดทางปาล์มและตัดทะลายปาล์มลงมา เรียกรวมๆ ว่า “แทงปาล์ม”


ปาล์มน้ำมันมีประโยชน์ คือ เป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค บริโภค และ ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหาร เนยเทียม เนยขาว ขนมชนิดต่างๆ ผงซักฟอก สบู่ เทียนไข นมข้นหวาน เครื่องสำอาง ยาปฏิชีวนะ น้ำมันไบโอดีเซล รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกจำนวนมาก น้ำมันปาล์มสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้ดี เนื่องจากมีคุณสมบัติทนความร้อนได้สูง ไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง มีราคาถูกกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น และปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ปลอดจากสารตกแต่งพันธุกรรม (GMOs) จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค


ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมัน 2 ประเภท คือ น้ำมันปาล์มดิบที่ได้จากการสกัดเนื้อปาล์มและน้ำมันที่ได้จากการสกัดเมล็ดในปาล์ม นอกจากนี้ใน น้ำมันที่สกัดจากเนื้อปาล์มยังประกอบด้วยสารเบต้าแคโรทีน (Beta–carotene) สารโปรวิตามิน เอ (Pro vitamin A) และ วิตามินอี (Vitamin E) ในปริมาณที่สูง รวมทั้งผลพลอยได้ต่างๆ ที่ได้จากการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นสารชีวมวลจำนวนมาก เช่น ทะลายปาล์มสามารถเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ผลิตเอทานอล กะลาใช้ผลิตถ่านกัมมันต์ (ถ่านที่ได้จากการนำไม้หรือวัสดุใกล้เคียงอื่นๆ เช่น กะลามะพร้าว มาผ่านกระบวนการคาร์บอไนซ์ โดยการเผาและอัดแรงดันที่อุณหภูมิสูงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นถ่านซึ่งมีความพรุนสูงมาก มีการใช้ประโยชน์มากมายหลายด้าน เช่น ในการดูดซับสารต่างๆ การกำจัดคลอรีน เป็นต้น)

กระบวนการสกัดน้ำมันจากส่วนของเปลือกและจากส่วนของเมล็ดในพบว่า เมื่อใช้ทะลายสด ปาล์มน้ำมัน 100 กิโลกรัม จะได้น้ำมันปาล์มดิบประมาณ 21 % และน้ำมันเมล็ดในประมาณ 3.55% รวมแล้วจะได้น้ำมันประมาณ 24.55 % น้ำมันปาล์มดิบจากเนื้อปาล์มเอง เมื่อนำไปกลั่นให้บริสุทธิ์จะได้ผลิตภัณฑ์หลัก คือ น้ำมันปาล์มโอเลอิน ที่ใช้สำหรับการบริโภคเป็นหลัก รองลงมา คือ น้ำมันปาล์มสเตอรีน ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเนยเทียม อุต-สาหกรรมเทียนไข น้ำมันกรดปาล์ม ที่นำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมโอเลโอเคมิคอลด้วย


ดังนั้น ปาล์มน้ำมันจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สามารถนำไปผลิตพลังงานทดแทน คือ การผลิตไบโอดีเซลและผลิตภัณฑ์ร่วม ตลอดจนผลพลอยได้ต่างๆ ของอุตสาหกรรมสามารถนำไปผลิตเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ได้หลากหลายอุตสาหกรรม

คราวนี้ลองมาดูว่าน้ำมันปาล์มนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้อย่างไร ไบโอดีเซล คือ เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ผลิตได้จากน้ำมันพืชไขมันสัตว์ หรือแม้แต่น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว ซึ่งได้รับการกำจัดยางเหนียวและสิ่งสกปรกออก แล้วนำไปผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า Transesterification โดยการเติมแอลกอฮอล์ เช่น เมทานอล หรือเอทานอล และตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ภายใต้สถาวะการเกิดปฏิกิริยาที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนไขมันหรือเปลี่ยนโครงสร้างของน้ำมันจาก Triglycerides ให้เป็นโมโนอัลคิลเอสเตอร์(Mono Alkyl Ester) ได้แก่ เมทิลเอสเตอร์ (Methyl Eater) และกลีเซอรีน (Glycerine) หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการแยกกลีเซอรีนออกจากน้ำมันนั่นเอง

สำหรับสวนปาล์มน้ำมันแห่งนี้ จะปลูกปาล์มน้ำมันสายพันธุ์เดลิคอมแพ็ค คอมแพ็ตกาน่า คอมแพ็คไนจีเรีย และเนื้อเยื่อ (clone) ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ทนแล้งได้ในระดับปานกลางอีกด้วย ส่วนการปลูกแบบยกร่องมีข้อดี คือ สามารถให้น้ำแก่ต้นปาล์มโดยผ่านระบบคูน้ำได้ทั่วถึง และป้องกันน้ำท่วมได้ด้วย เพราะหากมีฝนตกมากเกินไป น้ำจะไหลมาลงที่คูน้ำได้ คูน้ำมีขนาดกว้าง 2.4 เมตร ลึก 1.6 เมตร ร่องปลูกกว้าง 11 เมตร 1 ร่องปลูกได้ 2 แถวและปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ซึ่งถือเป็นการปลูกที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะปลูกได้เต็มเนื้อที่มากที่สุด ต้นปาล์มกระจายตัวได้ดี ได้รับแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม

นอกจากเขาจะปลูกปาล์มเพื่อเป็นพลังงานทดแทนตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว ยังได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็น สวนปาล์มสาธิตที่มีปาล์มน้ำมันมากกว่า 20 สายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศ ทำการ ทดลองและผลิตกล้าปาล์มน้ำมันที่ได้มาตรฐานเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับเกษตรกรด้วย



ขอขอบคุณ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ บริษัท อาร์แอนด์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด กรมวิชาการเกษตร ที่ให้ข้อมูลและพาไปชมสวนปาล์มน้ำมันยกร่องที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หากเกษตรกร ท่านใดสนใจติดต่อไปได้ที่บริษัทอาร์แอนด์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจด้านแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันที่มีประสิทธิภาพมาเป็นเวลากว่า 7 ปีในเขตจังหวัดชุมพร ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 08-5214-8668, 08-7935-0001 จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเป็นอย่างดี

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ทนภัยธรรมชาติได้ดีกว่าพืชอื่น และเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้อีก 25 ปี แถมยังมีรายได้ดีทีเดียว แต่ที่สำคัญปาล์มน้ำมันเป็นพืชระยะยาว ถ้าได้พันธุ์ไม่ดีไปปลูกก็จะเสียหายไม่ได้ผลผลิตปาล์มที่ดี...

เพลงหน้าที่ของเด็ก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วันเด็กแห่งชาติ

เนื่องในศุภวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ ขออวยพรให้ทุกท่าน มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ทั้งกายและใจ ความเจ็บอย่ารู้ได้ ความไข้อย่ารู้มี สวัสดีทุกยาม สง่างามทุกเมื่อ

วันนี้เชื่อว่าทุกคนกำลังสนุกสนานและมีความสุข สดชื่น กับบรรยากาศเทศกาลปีใหม่ แต่ยังมีวันสำคัญอีกวันหนึ่งสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ นั่นคือ วันเด็กแห่งชาติ ที่จะมาถึงในอีก 13 วันข้างหน้า ซึ่งในปีนี้ตรงกับ วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2555

เมื่อพูดถึง "วันเด็กแห่งชาติ" สิ่งหนึ่งที่ทุกคนนึกถึงก็คือ เพลง “หน้าที่ของเด็ก” หรือเพลง “เด็กเอ๋ยเด็กดี”

เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน (ซ้ำ)

หนึ่ง นับถือศาสนา สอง รักษาธรรมเนียมมั่น

สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ สี่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน

ห้า ยึดมั่นกตัญญู หก เป็นผู้รู้รักการงาน

เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน

แปด รู้จักออมประหยัด เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล

น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา

สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา

เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ (ร้องซ้ำตั้งแต่ต้น)

เพลง “หน้าที่ของเด็ก” นี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นเห็นความสำคัญของเด็กๆ จึงกำหนดให้ วันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปีเป็น “วันเด็กแห่งชาติ” และได้สั่งให้คณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติแต่งเพลงวันเด็กขึ้น เพื่อปลูกฝังให้เด็กไทยทั่วประเทศได้รู้ถึงความสำคัญของตนเอง รู้จักสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบ วินัยที่มีต่อตนเองและสังคม ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเติบใหญ่จะได้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติต่อไป 

ผู้แต่งเนื้อร้องคือ คุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ 
ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน 
แต่งไว้เมื่อปี พ.ศ.2498 เพลงนี้ร้องโดยนักร้องวงดนตรีสุนทราภรณ์ และเปิดให้เด็กทั่วประเทศฟังทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ทุกวัน จนเด็กๆ ทั้งประเทศร้องได้ขึ้นใจ และสามารถปฏิบัติตามทั้งสิบข้อได้จริงๆ และวันนี้คนรุ่นอายุตั้งแต่สี่สิบปีขึ้นไปเกือบทุกคนก็ยังร้องเพลงนี้ได้อย่างแม่นยำ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้ คำขวัญวันเด็กปีแรก คือ “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม”

ความหมายของคำขวัญก็มุ่งหวังให้เด็กๆ เป็นคนดีนั่นเอง นอกจากจะให้คำขวัญแล้ว รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานราชการ ทั้งภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ บริษัท ห้างร้าน โรงเรียน ฯลฯ ทั่วทั้งประเทศ ได้ร่วมใจกันจัดงานและกิจกรรมต่างๆ มอบเป็นของขวัญแก่เด็กทุกคนอย่างเต็มที่ ให้ได้มีความสุข สนุกสนาน สำราญบานใจแบบฟรีตลอดรายการ ตั้งแต่กิน เที่ยว เล่น เดินทาง และมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย สมกับที่เด็กๆ รอคอยกันมาทุกปี

เมื่อก่อนหน่วยงานหลักที่จัดงานวันเด็กให้แก่เด็กๆ จะเป็นกองทัพที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยจะนำรถถัง รถทหาร ปืนเล็ก ปืนใหญ่ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ เรือรบ มาตั้งแสดงโชว์ให้เด็กๆ ศึกษาหาความรู้และขึ้นไปปีนป่ายสวมบทบาทเป็นทหารตัวน้อยๆ ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

วันเด็กแห่งชาติ ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเห็นความสำคัญของพลังเด็กไทยเสมอมา จึงได้ให้คำขวัญวันเด็กประจำทุกปี

พิพิธภัณฑ์​พระ​บรม​ราช​ชนก ที่​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค


เมื่อ 80 กว่า​ปี​ที่​แล้ว เชียงใหม่​นับ​ว่า​เป็น​ดิน​แดน​ที่​ห่างไกล​และ​กันดาร  แต่พระเจ้าลูกยาเธอ​ของ​พระบาท​สมเด็จ​พระ​จุลจอมเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว ทรง​อุทิศ​พระองค์​ไป​ทรง​งาน​หนัก​ที่​เมือง​ไกล ใน​ฐานะ​แพทย์​คน​หนึ่ง ซึ่ง​ชาว​เชียงใหม่​เรียก​พระองค์​ท่าน​ว่า “หมอ​เจ้าฟ้า”

หมอ​เจ้าฟ้า​พระองค์​นี้​คือ สมเด็จ​พระ​มหิต​ลา​ธิเบ​ศร อ​ดุลยเดช​วิกรม พระ​บรม​ราชชนก หรือ​สมเด็จ​พระราชบิดา​ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว​รัชกาล​ปัจจุบัน พระองค์​ทรง​จบ​การ​ศึกษา​ด้าน​วิชาการ​ทหาร​เรือ จาก​ประเทศ​เยอรมนี และ​ทรงรับ​ราชการ​ใน​กองทัพ​เรือ​ไทย แต่​ทรง​สน​พระทัย​ทาง​ด้าน​การ​แพทย์ พระองค์​จึง​ทรง​เข้า​ศึกษา​วิชา​สาธารณสุข​ศาสตร์และ​วิชา​แพทยศาสตร์ โดย​ได้​รับ​ประกาศนียบัตร​สาธารณสุข จาก​โรงเรียน​สาธารณสุข ซึ่ง​จัดตั้ง​ขึ้น​โดย​ความ​ร่วมมือ​ระหว่าง​มหาวิทยาลัย​ฮา​ร์​วา​ร์ด​ และ​สถาบัน​เทคโนโลยี​แห่ง​แมส​ซา​ชู​เสต​ต์ และ​ทรง​ได้​รับ​ปริญญา​แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิต เกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัย​ฮา​ร์​วา​ร์ด ประเทศ​สหรัฐอเมริกา

ตลอด​ระยะ​เวลา​ที่​​ประทับ​อยู่​ที่​สหรัฐอเมริกา ทรง​อยู่​ใน​ฐานะ​สามัญ​ชนกับ​พระราชชนนี ใน​นาม​มิสเตอร์​และ​มิส​ซิส​มหิดล สงขลา ทรงบริจาค​เงิน​ช่วยเหลือ​นักศึกษาทั้ง​ชาว​ไทย และ​ชาวอเมริกัน และ​เม็ก​ซิ​กัน​เป็น​จำนวน​มาก ทรง​เหลือ​ไว้​ใช้​จ่าย​ส่วน​พระองค์​แต่​พอดี


เมื่อ​เสด็จกลับ​ประเทศไทย พระองค์​ทรง​ทุ่มเท​ทั้ง​กำลัง​พระวรกาย และ​พระ​ราช​ทรัพย์​เพื่อ​สนับสนุน​วงการ​แพทย์​ไทย พระราชทาน​พระ​ราช​ทรัพย์​เพื่อ​การ​ก่อสร้างและ​ทุน​การ​ศึกษา​ของ​นักเรียน​แพทย์​จำนวน​มาก ก่อ​ให้​เกิด​ประโยชน์​ต่อ​วงการ​แพทย์​ไทย​เป็น​อย่าง​มาก

ใน​ปี พ.ศ.2467 นาย​แพทย์​เอ็ด​วิน ซีคอ​ร์ท ผู้​อำนวยการ​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค ได้​กราบทูล​เชิญเสด็จ​เปิด​โรงพยาบาล​แมคคอร์มิ​คของ​คณะ​มิชชั่น ทรง​ตอบ​รับ​และ​ทรง​มี​พระราชประสงค์​เสด็จ​ไป​เชียงใหม่​เป็น​การ​ส่วน​พระองค์ โดย​ทรง​ใช้​พระ​ราช​ทรัพย์​ของ​พระองค์​เอง เพราะ​ทรง​เกรง​ว่า​รัฐบาล​จะ​สิ้น​เปลือง​เกิน​ความ​จำเป็น​ใน​การ​จัดการ​รับรอง


ใน​วัน​ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2467 พระองค์เสด็จ​ทำ​พิธี​เปิด​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค ท่ามกลาง​ชาว​เชียงใหม่​และ​ชาว​ต่าง​ประเทศ​ที่มา​ชุมนุม​กัน​อย่าง​คับคั่ง ทรง​เห็น​ว่า​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค​ใน​เวลา​นั้น ​มี​นาย​แพทย์ อี.ซี.คอ​ร์ท เป็น​นาย​แพทย์​เพียง​ผู้​เดียว ใน​ปี​ต่อ​มา​ได้​พระราชทาน​เงิน​อุดหนุนเป็น​เวลา​สี่​ปี​ให้​แก่​นาย​แพทย์​เฮ​น​รี่ อาร์.โอ.ไบรอัน เพื่อ​มา​ร่วม​ทำ​งาน​ที่​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค

นอกจาก​นั้น​ ตรัส​ถามนาย​แพทย์ อี.ซี.คอ​ร์ทว่า ถ้า​ทรง​ได้​รับ​พระราชทาน​พระ​บรม​ราชานุญาต​จาก พระบาท​สมเด็จ​พระมงกุฎเกล้า​เจ้า​อยู่​หัว แล้ว​จะ​ยอม​ให้​ทรง​งาน​ใน​โรงพยาบาล​แมค​คอร์มิ​ค​หรือ​ไม่ ซึ่ง​นาย​แพทย์ อี.ซี.คอ​ร์ทตอบ​รับ​พระกรุณา​ด้วย​ความ​ยินดี​เป็น​อย่าง​ยิ่ง


เมื่อ​ทรง​ได้​รับ​พระ​ราชา​นุญาต​แล้ว จึง​เสด็จ​ไป​ปฏิบัติ​หน้าที่​แพทย์​ที่​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค จังหวัด​เชียงใหม่ นาย​แพทย์​จันทร์​แดง เมธา หนึ่ง​ใน​ทีม​แพทย์​ที่​ได้​รับ​การ​ฝึกฝน​จาก​นาย​แพทย์ อี.ซี.คอ​ร์ท ได้​บันทึก​เรื่อง​นี้​ไว้​ว่า “รุ่งเช้า เวลา​เจ็ด​นาฬิกา ของ​วัน​ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2472 ชาว​แมค​คอ​ร์​มิ​ค​ยืน​คอย​กัน​อยู่ มอง​ไป​ยัง​บ้าน​หมอ​คอ​ร์ท​ซึ่ง​อยู่​ไม่​ไกล ไม่​เห็น​มี​ทหาร ตำรวจ หรือ​องครักษ์ กองเกียรติยศ หรือ​ผู้​ติดตาม บ้าน​ของ​หมอ​คอ​ร์ท​ก็​ยัง​เงียบ​เหมือน​ไม่​มี​อะไร​เกิด​ขึ้น พอ​ถึง​เวลา​แปด​นาฬิกา หมอ​คอ​ร์ท​เดิน​เข้า​ประตู​โรงพยาบาล มี​ชาย​ไทย​คน​หนึ่ง​เดิน​เคียง​ข้าง​มา​ด้วย ชาย​ผู้​นั้น​สวม​เสื้อ​ราชปะแตน​สี​ขาว ไม่​มี​เหรียญ​ตรา​อะไร​ติด​อก​แม้แต่​เหรียญ​เดียว สวม​กางเกง​ฝรั่ง​สี​ขาว สวม​หมวก​บน​ศีรษะ​อย่าง​คน​อังกฤษ เมื่อ​เดิน​เข้า​มา​ถึง​แถว​ที่​ชาว​แมค​คอ​ร์​มิ​ค​ยืน​อยู่ หมอ​คอ​ร์ท​ ก็​บอก​ว่า “พระองค์​ท่าน​เสด็จ​มา​ถึง​เรา​แล้ว”


หลังจาก​นั้น​พระองค์​ก็​เสด็จเข้า​ตึก​ผู้​ป่วย พวก​ที่​ติดตาม​ไป​ด้วย​คิด​ว่า​พระองค์​ท่าน​จะ​เพียง​ทอด​พระเนตร​หมอ​คอ​ร์ท​ตรวจ​ผู้​ป่วย แต่​พระองค์​ท่าน​หา​เป็น​เช่น​นั้น​ไม่ พระองค์​ท่าน​ทรง​ล้วง​กระเป๋า​ฉลองพระองค์​หยิบ​หู​ฟัง​ขึ้น​มา แล้ว​ทรง​เปิด​เสื้อ​ผู้​ป่วย​อย่าง​คล่องแคล่ว ทรง​เปิด​หนัง​ตา​ของ​ผู้​ป่วย ทอดพระเนตร​ที่​ตาขาว พวก​ที่​ติดตาม​มา​หัน​มา​มอง​หน้า​กัน​อย่าง​ภาคภูมิ​ใจ​เป็นอัน​มาก พระองค์​ทรง​เปิด​ท้อง​ผู้​ป่วย ทรง​เคาะ และ​ รับ​สั่ง​กับหมอ​คอร์​ทว่า “มาลาเรีย​ที่​นี่​ชุกชุม​เต็มที​นะ” หมอ​คอ​ร์ท​กราบทูล​ว่า ชุกชุม​อย่าง​น่า​กลัว ผู้​ป่วย​บาง​คน​มี​แผล ผู้​ติดตาม​จะ​เปิด​แผล​ผู้​ป่วย​ให้ แต่​พระองค์​ท่าน​ยื่น​พระหัตถ์​เปิด​แผล​ด้วย​พระองค์​เอง เมื่อ​ทรง​ตรวจ​ผู้​ป่วย​ที่​ตึก​แล้ว ​ก็​เป็น​เวลา​สิบ​นาฬิกา พระองค์​ท่าน​เสด็จออก​ตรวจ​ผู้​ป่วย​นอก ซึ่ง​อยู่​อีก​ตึก​หนึ่ง ผู้​ป่วย​ที่​นี่​แต่งตัว​สกปรก​มอมแมม ไม่​เหมือน​ผู้​ป่วย​ที่​กรุงเทพฯ บาง​คน​บาดแผล​มี​กลิ่น​แรง  เด็กๆ ร้อง​เสียง​ดัง แต่​พระองค์​ท่าน​ไม่​ทรง​รังเกียจ​แต่​ประการ​ใด”

พระ​ราช​จริยวัตร​นี้​เป็น​ที่​ประทับใจ​นาย​แพทย์ อี.ซี. คอ​ร์ท เป็น​ยิ่ง​นัก จึง​ได้​บันทึก​เรื่องราว​กล่าว​ถึง​พระองค์​ว่า “พระองค์​ท่าน​ไม่​ทรง​ปฏิบัติ​งาน​แพทย์​อย่าง​นัก​สมัคร​เล่น​บาง​คน​คิด แต่​ด้วย​ความ​สน​พระทัย​วิชาการ​อย่าง​แท้จริง และเห็น​ว่า​ทรง​โปรด​งาน​นี้​เป็น​อย่าง​ยิ่ง”

พระองค์​ทรง​สน​พระทัย​ผู้​ป่วย​อย่าง​จริงจัง ผู้​ป่วย​ที่​มี​ปัญหา​ทาง​ลำ​ไส้ ก็​จะ​ส่ง​อุจจาระ​ไป​ที่​แล็บ​ทันที เสด็จ​ดู​งาน​ที่​ห้องแล็บ ทรง​กล้องจุลทรรศน์ และ​ทรง​รักษา​ผู้​ป่วย​ด้วย​พระองค์​เอง ใน​ราย​ที่​พระองค์​สงสัย​ว่า​เป็น​วัณโรค พระองค์​จะ​นำ​เสมหะ​ไป​ย้อม​สี​เอง เพราะ​โรงพยาบาล​ยัง​ไม่​มี​เครื่อง​เอกซเรย์ และ​เจ้าหน้าที่​ยัง​ไม่​มี​ความ​เชี่ยวชาญ


พระองค์​เข้า​ร่วม​ผ่า​ตัด​กับ​นาย​แพทย์​คอ​ร์ท​เสมอ พระองค์​ทรง​สน​พระทัย​ผู้​ป่วย​เด็ก​เป็น​พิเศษ คราว​หนึ่ง​ขณะ​เสด็จ​เยี่ยม​โรง​เลี้ยง​เด็ก​ของ​โรงพยาบาล ทรง​พบ​ว่า​หัวนม​ของ​ขวด​นม​ค่อนข้าง​ใหญ่​ไม่​เหมาะ​สำหรับ​เด็ก ทรง​ให้​เปลี่ยน​ให้​มี​ขนาด​ที่​เหมาะสม

ก่อน​เสด็จ​บรรทม ทรง​ถือ​ไฟฉาย​แล้ว​เสด็จ​ไป​ตาม​เตียง​ของ​ผู้​ป่วย พร้อม​กับ​สอบ​ถาม​อาการแล้ว​ จึง​เสด็จกลับ​บ้าน​นาย​แพทย์​คอ​ร์ท แม้​กลางดึก​ก็​ทรง​ลุก​จาก​ที่​บรรทม​มา​ดู​คนไข้​กับ​นาย​แพทย์​คอร์ท และ​ใน​วัน​ที่​นาย​แพทย์​คอ​ร์ท​ไม่​อยู่​​ ตรัส​สั่ง​ให้​พยาบาล​ตาม​พระองค์​ได้​ทุก​เวลา​หาก​มี​คนไข้​มาหา

มี​คนไข้​ราย​หนึ่ง​ชื่อ​เด็กชาย​บุญ​ยิ่ง ถูก​ปืน​ลั่น​เข้าที่​รักแร้ ลูกปืน​ฝัง​ใน เสีย​เลือด​มาก พระองค์​ทรง​ผ่า​ตัด​แขน และ​ถ่าย​เลือด ซึ่ง​เป็น​การ​ถ่ายเลือด​ครั้ง​แรก​ของ​โรงพยาบาล มี​ผู้​รับ​อาสา​มากมาย พระองค์​ทรง​หา​หมู่​เลือด​ที่​เข้า​กัน​ได้ และ​ทรง​เจาะ​พระโลหิต​ของ​พระองค์​ตรวจ​หา​ด้วย แต่ใน​สมัย​นั้น​ยัง​ไม่​มี​ยา​ปฏิชีวนะ​ที่​มี​คุณภาพ เด็กคนนั้น​เสีย​ชีวิต​เพราะ​กระแส​โลหิต​เป็น​พิษ พระองค์ทรง​เฝ้า​ดู​จน​วาระ​สุดท้าย​ของ​เด็ก​นั้น พระเมตตาของ​หมอ​เจ้าฟ้า เป็น​ที่​โจษ​ขาน​ไป​ทั่ว​ทั้ง​เมือง​เชียงใหม่


ที่​ประทับ​ของ​พระองค์คือ ห้อง​หนึ่ง​ใน​ตึก​ที่​นาย​แพทย์​คอ​ร์ท​พัก​อาศัย ไม่ได้​มี​มหาดเล็ก ​หรือ​ทหาร​รับ​ใช้​แม้แต่​คน​เดียว ทรง​เสวย​แบบ​ธรรมดา โดย​ภรรยา​ของ​นาย​แพทย์​คอ​ร์ท​เป็น​ผู้​ทำ​อาหาร​ถวาย นาย​แพทย์​คอ​ร์ท​เขียน​ถึง​พระองค์​ว่า “วัน​หนึ่ง​ภรรยา​ของ​ข้าพเจ้า​ทูล​ว่า​ถุงพระบาท​ขาด จะ​ขอรับ​ชุน​ถวาย ทรง​ยิ้ม​และ​รับสั่ง​ว่า​พระองค์​ไม่​เคย​ใช้​ถุง​แพง ​เพราะ​ไม่​มี​เงิน​ซื้อ ข้อ​นี้​เป็น​ความ​จริง​เพราะ​ทรง​ใช้​เงิน​ช่วย​ผู้​อื่น​แทบ​ทั้งหมด 

นอกจาก​ เสด็จ​มา​ทรง​งาน พระองค์​ยัง​พระราชทาน​เงิน 3,000 เหรียญ​สหรัฐฯ ​ให้​กับ​โรงพยาบาล​แมค​คอ​ร์​มิ​ค เพื่อ​ซื้อ​เครื่อง​เอกซเรย์ ซึ่ง​นับเป็น​เครื่อง​แรก​ที่​มี​ใช้​ใน​ภูมิภาค”

พระองค์​ทรง​ปฏิบัติ​หน้าที่​แพทย์​ประจำ​บ้าน​ได้​เพียง​สาม​สัปดาห์ ก็​ต้อง​เสด็จ​นิวัตพระนคร เพื่อ​ร่วม​ใน​งาน​พระ​เมรุ​ สมเด็จ​พระปิตุลา​บรมพงษาภิมุข เจ้าฟ้า​กรม​พระยา​ภาณุ​พัน​ธุ​วงศ์​วร​เดช หลังจาก​สิ้น​พระ​ราช​พิธี​ถวายพระเพลิง​แล้ว พระองค์​ทรง​มี​พระ​อาการ​ประชวร และ​สิ้นพระชนม์ ใน​วัน​ที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472

แม้​ทรง​เสด็จ​สู่​สวรร​คา​ลัย แต่​พระ​ราชกรณียกิจและ​พระ​จริยวัตร​อัน​งดงาม​ของ​หมอ​เจ้าฟ้า ก็​ยัง​เป็น​ที่​เล่า​ขาน​ไม่​มี​วัน​จบ​สิ้น


พิพิธภัณฑ์​พระ​บรม​ราช​ชนก เป็น​แหล่ง​เรียนรู้​ที่​น่า​สนใจ​อีก​แห่ง​หนึ่ง​ใน​เมือง​เชียงใหม่ ที่​คน​รุ่น​หลัง​จะ​ได้​ใช้​ศึกษา​หาความ​รู้​เกี่ยว​กับ​เรื่องราว​ใน​อดีต​สืบ​ต่อ​ไป