แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้อยเรื่องเล่าพระราชกรณียกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้อยเรื่องเล่าพระราชกรณียกิจ แสดงบทความทั้งหมด

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานภาพฝีพระหัตถ์ "ปีกุนหมูอยู่ยั่งยืน" ส.ค.ส. ปีใหม่


สมเด็จพระเทพรัตนฯ พระราชทาน ส.ค.ส. ปีใหม่ พ.ศ. 2562 กับภาพฝีพระหัตถ์ "ปีกุนหมูอยู่ยั่งยืน" พร้อมกับพระราชทานพรปีใหม่ให้แก่ปวงชนชาวไทย 
วันนี้ (25 ธ.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2562 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ซึ่งเป็นภาพฝีพระหัตถ์ “ปีกุนหมูอยู่ยั่งยืน” ในการนี้ยังพระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย 
โดยบัตรอวยพรปีใหม่ดังกล่าว ประกอบด้วยภาพฝีพระหัตถ์ เป็นภาพหมูตัวอ้วนกลมสีชมพู หน้าตาสดใส ดวงตาเป็นประกาย สวมหมวกสีฟ้าที่มีข้อความ “ภูฟ้า” ซึ่งหมายถึง “ร้านภูฟ้า” ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโครงการพัฒนาต่างๆ หนึ่งในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร มีฐานะยากจน ให้มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้
พร้อมด้วยข้อความพระราชดำรัสพระราชทานพรปีใหม่แก่ปวงชนชาวไทย ความว่า “สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๒ สวัสดีปีกุนหมูอยู่ยั่งยืน เรื่องหมูหมูอย่าคิดว่าเป็นหมู พิเคราะห์ดูไม่มีอะไรง่าย รายละเอียดซับซ้อนและมากมาย ปัญญาฉายส่องให้ทำได้ดี ปีกุนหรือปีหมูดูให้แน่ ว่าของแท้งามเลิศเกิดศักดิ์ศรี กุศลกรรมเป็นทุนหนุนชีวี ให้สุขีปีหมูอยู่ยั่งยืน” และทรงลงพระนามาภิไธย “สิรินธร”

เรื่องราว ‘แม่ฟ้าหลวง’ ที่หลายคนไม่เคยรู้


เรื่องราวแวดล้อมในชีวิตของในหลวงรัชกาลที่ 9 หนึ่งในเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องผูกพัน สวยงาม และมีพลังอย่างที่สุด คือเรื่องราวการทำงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่เราเรียกพระนามติดปากว่า ‘สมเด็จย่า’ ผู้ทรงริเริ่มองค์กรแม่ฟ้าหลวง และเริ่มต้นภารกิจปลูกป่าบนเขาหัวโล้น เพื่อพลิกชีวิตชาวเขาและคนไทยพื้นราบนับหมื่นให้อยู่ดีกินดี หลุดพ้นจากปัญหายาเสพติดและความยากจน จนประสบความสำเร็จอย่างงดงามแม้ในวันที่สมเด็จย่าทรงจากพวกเราไปกว่า 21 ปีแล้ว

สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือ วิสัยทัศน์การทำงานขององค์กรแม่ฟ้าหลวง เกิดขึ้นภายใต้เข็มทิศปรัชญาจากสมเด็จย่า และองค์ความรู้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาคิดค้น ทั้งสองพระองค์ทรงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด ความรู้ เกิดเป็นสายสัมพันธ์งดงาม 

หลักปรัชญา ที่องค์กรแม่ฟ้าหลวงน้อมนำมาใช้ได้รับการยกย่องโดย UN บนเวทีโลก และเป็นเข็มทิศที่หลายประเทศกำลังเดินตามในปัจจุบัน

น้ำพระทัยฯ ทรงเปี่ยมล้นหลั่งคนกรุง เสด็จทรงเปิด “รถไฟฟ้า” แก้ปัญหาจราจร

หนึ่งในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่9) ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของประชาชนชาวไทย ที่พระองค์ทรงห่วงใยประชาชนของพระองค์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ที่จะต้องประสบปัญหากับการจราจรที่ติดขัด จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างรถไฟใต้ดินภายใต้การกำกับดูแล โดย “การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” (รฟม.) กระทรวงคมนาคม และเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2547 วันที่ประชาชนคนไทยได้ปลาบปลื้มกับพระบารมีของ 3 พระองค์ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงเปิดการเดินรถไฟฟ้า “โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (หัวลำโพง-บางซื่อ)” อย่างเป็นทางการ

ซึ่งในวันนั้นได้มีเหล่าข้าราชบริพาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เฝ้าฯ รอรับเสด็จ โดยที่พระองค์เสด็จฯ ลงชั้นใต้ดินด้วยลิฟต์โดยสาร และทอดพระเนตรในชั้นขายบัตรโดยสาร และนั่งรถไฟฟ้าระยะทาง 150 เมตร ไปยังมณฑลพิธี โดยสองข้างทางมีนิทรรศการแสดงวิวัฒนาการของรถไฟฟ้า

ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับนายกรัฐมนตรีในระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อถึงบริเวณมลฑลพิธี ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรแด่ทุกพระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยมของรฟม. จากนั้นตัวแทนคณะรัฐมนตรีได้กล่าวคำถวายรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน


ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปยังแท่นไฟฟ้าเพื่อกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้าย โครงการ “รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล” พร้อมกัน 3 จุด พร้อมเสด็จพระราชดำเนินไปที่ชั้นชานชาลา เพื่อทรงขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคล บริเวณตู้โดยสารตู้แรก จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง ไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ เพื่อทรงทดลองระบบและเส้นทางด้วยพระองค์เอง รวมทั้งสิ้น 18 สถานี แล้วกลับมายังศูนย์ซ่อมบำรุงรักษาและศูนย์ควบคุมการเดินรถ เพื่อทรงเปิดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้ามหานครอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ


ทั้งนี้ “ประภัสร์ จงสงวน” ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในสมัยนั้น ได้เผยว่า ในการเสด็จพระราชดำเนินเปิดโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างมากต่อโครงการรถไฟฟ้า หลังจากกดปุ่มเปิดระบบการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินแล้ว ทรงสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการก่อสร้าง พร้อมกับทรงรับสั่งขอให้รัฐบาลเร่งรัดการก่อสร้างส่วนต่อขยาย ของโครงการรถไฟฟ้ามหานค รให้มีโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดให้กับประชาชนได้มากขึ้นในอนาคต


สำหรับการที่ในหลวงเสด็จ ทรงเปิดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้ามหานครอย่างเป็นทางการ เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวเมือง เมื่อมีความสะดวกด้านการเดินทาง สิ่งอื่นๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านการพัฒนาที่ดิน ก็จะตามมา ทำให้ประชาชนมีช่องทาง การใช้ที่ดินทำกิน โดยรอบๆ แนวรถไฟฟ้ามากขึ้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้

แก้มลิง : ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


แก้มลิง เป็นโครงการอเนกประสงค์สำคัญยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วยระบายน้ำเหนือลงสู่อ่าวไทย ตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก และการสูบน้ำที่เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำตามคูคลองธรรมชาติในช่วงฤดูฝนแล้ว ยังช่วยป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง ไม่ให้น้ำเค็มจากทะเลไหลเข้าสู่แม่น้ำลำคลองและพื้นที่การเกษตร รวมทั้งสามารถเก็บกักน้ำจืดไว้ด้านเหนือประตูระบายน้ำ ให้สามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภคได้อีกด้วย


ตามที่ได้เกิดสภาวะน้ำท่วมหนักในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อพ.ศ. 2538 อันสืบเนื่องมาจากฝนตกหนักในลุ่มน้ำตอนบน ทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมากไหลหลากท่วมพื้นที่อย่างรุนแรง ในลุ่มแม่น้ำยมและน่านเสริมกับปริมาณน้ำล้นอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ไปหลากท่วมพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำอย่างหนัก และส่งผลกระทบต่อสภาวะน้ำท่วมในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งรวมถึงเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเวลานานกว่า ๒ เดือน โครงการแก้มลิง จึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปรียบเทียบการกินอาหารของลิง หลังจากที่ลิงเคี้ยวกล้วยแล้วจะยังไม่กลืน แต่จะเก็บไว้ภายในแก้มทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ ดุนกล้วยมากินในภายหลัง เช่นเดียวกับกรณีการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งน้ำที่ขึ้นมาตามซอยต่างๆ เมื่อน้ำทะเลหนุนให้ไปเก็บไว้ที่บึงใหญ่ ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ชายทะเล และมีประตูน้ำขนาดใหญ่ สำหรับปิดกั้นน้ำบริเวณแก้มลิง สำหรับฝั่งตะวันตกจะอยู่ที่คลองชายทะเลด้านฝั่งตะวันออก บริเวณแก้มลิงจะอยู่ที่คลองสรรพสามิต เมื่อเวลาน้ำทะเลลดลงให้เปิดประตูระบายน้ำออกไป บึงจะสามารถรับน้ำชุดใหม่ต่อไป

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง คือให้มีการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน ให้ไหลลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ ที่บริเวณชายทะเล เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าว โดยใช้หลักการทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลกตามธรรมชาติ มีการสูบน้ำออกจากคลอง ที่ทำหน้าที่แก้มลิงนี้ เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเองตลอดเวลา ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลอง ให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ โดยยึดหลักน้ำไหลลงทางเดียว