แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประทีปส่องใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประทีปส่องใจ แสดงบทความทั้งหมด

พระพุทธมหาจักรพรรดิ วัดนางนอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระพุทธมหาจักรพรรดิ วัดนางนอง

พระประธานในพระอุโบสถ คือ พระพุทธรูปสำริดปิดทอง เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยพระนาม “พระพุทธมหาจักรพรรดิ” พระพักตร์พุทธศิลป์อย่างสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 2 เมตร 25 เซนติเมตร เครื่องทรงที่ประดับทุกชิ้นแยกออกจากองค์พระ สวมทับลงไว้ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีปั้นลายปิดทองประดับกระจก เป็นงานประติกมากรรมชิ้นเยี่ยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีความงามวิจิตรอลังการปลูกความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้เข้ามาสักการะ 

มีประวัติสำคัญคือ ได้มีการนำมงกุฎของพระพุทธรูปที่วัดนางนอง ไปประดิษฐานยังยอดของตรีศูลพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ภายหลังจึงมีการสร้างถวายคืนให้ในรัชกาลของพระองค์

สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) ก่อตั้งธรรมยุต

สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) ก่อตั้งธรรมยุต บรรลุพระนิพพาน

สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) เกิดเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2349 ซึ่งเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ถิ่นฐานเดิมของท่านอยู่แถวๆ วัดเทวราชกุญชรในปัจจุบัน

ไม่มีหลักฐานว่า ท่านบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่เมื่อไหร่ ทราบแต่ว่า ท่านบรรพชาที่วัดสังเวชวิศยาราม ย่านบางลำพู เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างวัดราชโอรสขึ้นก็โปรดให้ท่านไปอยู่ที่วัดราชโอรส

ในปี 2369 หรือรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่ 3 นั่นเอง ท่านได้อุปสมบทที่วัดเทวราชกุญชรแล้วไปอยู่ในสำนักวัดราชาธิวาส โดยไปศึกษาที่วัดเบญจมบพิตรบ้าง วัดชนะสงครามบ้าง

สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) รูปนี้ มีความสำคัญนัก เพราะท่านเป็น 1 ใน 10 รูป ที่ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเป็นพระวชิรญาณเถระก่อตั้งวงศ์พระธรรมยุตขึ้นในประเทศไทย ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวช และประทับอยู่ที่วัดสมอราย หรือวัดราชาธิวาส นั้น ทรงศึกษาและปฏิบัติแล้วพบว่า "หลักการปฏิบัติสับสน ขาดหลักอ้างอิงที่แน่นอน เป็นแต่เพียงรับฟังคำบอกเล่าของโบราณาจารย์ ปฏิบัติไปก็ยิ่งห่างไกลจากความรู้" หลังตั้งพระทัยว่าจะศึกษาให้แตกฉาน ก็ทรงสอบระเบียบแบบแผนและคัมภีร์ต่างๆ แล้วพบว่า "ศาสนวงศ์อันตรธานมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งโน้นแล้ว" จึงทรงตั้งสัจจกิริยาธิษฐานในอุโบสถวัดมหาธาตุฯ ว่า "ข้าพเจ้าออกบวชด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส มิได้เพ่งต่ออามิส สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้น ถ้าวงศ์บรรพชาอุปสมบทมีเนื่องมาแต่สุคตทศพลยังมีอยู่ ณ ประเทศใด ทิศใด ขอให้ประสบหรือได้ยินข่าวให้ได้ภายในสามวันหรือเจ็ดวัน ถ้าไม่เป็นดังนั้น ข้าพเจ้าก็จักเข้าใจว่า ศาสนวงศ์นั้นสิ้นแล้ว" ไม่กี่วันหลังจากนั้น พระองค์ก็ได้พบพระเถระชาวรามัญผู้รู้ข้อวัตรปฏิบัติแตกฉานในพระไตรปิฎก

หลังจากนั้นทรงได้อุปสมบทใหม่ เพราะสงสัยว่า การอุปสมบทในคราวก่อนนั้นจะมีความผิดพลาดไม่สมบูรณ์อยู่ หรือที่เรียกว่า ทัฬหีกรรม อุปสมบทที่สีมาน้ำวัดสมอราย มีพระรามัญ 20 รูป ทุกรูปมีกาลพรรษาล่วง 20 พรรษา มาเป็นพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด โดยให้สลับพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวดทุกหนึ่งจบรวม 6 ครั้ง

เมื่อทรงผนวชเสร็จแล้ว ก็ทรงให้ศิษย์หลวง 9 รูปร่วมอุปสมบทใหม่ในพิธีนั้นด้วย หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ)

นั่นเป็นการอุปสมบทครั้งที่ 4 ของท่าน ซึ่งไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะตามประวัติ สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) อุปสมบทถึง 7 ครั้ง หลังบวชครั้งที่ 4 และเรียนพระปริยัติในสำนักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ต่อมาท่าน "ไม่สู้ชอบใจพระกรรมวาจาจารย์ของท่าน" ท่านจึงเข้าอุปสมบทใหม่ซ้ำอีก เพื่อให้แน่ใจว่า การอุปสมบทของท่านบริสุทธิ์จริงๆ

ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบว่า การอุปสมบทแบบรามัญนั้นไม่มีการสวดบุพพกิจ ท่านจึงอุปสมบทใหม่อีกเป็นครั้งที่ 6 ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อท่านไปนมัสการพระปฐมเจดีย์แล้วได้ปฏิญาณตนเป็นอุปสัมบันภิกษุต่อพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอุทิศบรรพชา และเป็นการบรรพชาครั้งที่ 7 ของท่าน ศิษย์รุ่นหลังได้วิเคราะห์ไว้ว่า การที่ท่านได้อุปสมบทถึง 7 ครั้งนั้นชี้ให้เห็นว่า "ท่านมุ่งความบริสุทธิ์ในชีวิตพรหมจรรย์มากเพียงไร" นอกจากเรื่องนี้แล้ว เรื่องราวความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยของท่านนั้นปรากฏตกทอดมาอีกเรื่องหนึ่งคือ ปกติท่านจะจำวัดผู้เดียวในกุฏิใหญ่คณะ 5 แต่มีคืนหนึ่งอสุรกายปรากฏขึ้นในรูปหญิงสาว นับแต่นั้นมาท่านจึงให้พระเณรมานอนเป็นเพื่อน เพราะเกรงว่าจะมีผู้พบแล้วเข้าใจผิด นอกจากศึกษาปริยัติแล้ว สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) ยังมุ่งปฏิบัติโดยเฉพาะอสุภกรรมฐาน แม้แต่ภาพถ่ายของท่านที่ตกมาถึงคนรุ่นหลังก็ยังเป็นรูปที่ท่านกำลังนั่งพิจารณากองกระดูกอยู่

ตามประวัตินั้นบ่งชัดว่า สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) เป็นผู้มั่นคงในพระรัตนตรัยมาก ท่านจะสวดมนต์ไหว้พระวันละ 3 ครั้ง กล่าวคือ หลังฉันเช้าแล้วจะไหว้พระสวดมนต์ที่กุฏิเพียงลำพัง พอ 4 โมงเช้าจะไหว้พระในพระอุโบสถพร้อมพระภิกษุสามเณร พลบค่ำก็จุดเทียนไหว้พระพร้อมกับลูกวัด ครั้งหนึ่งซึ่งพิเคราะห์กันแล้วเชื่อว่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชพิธีจัดสวดมนต์ในวังหลวง สังฆการีได้มานิมนต์ท่านเข้าไปร่วมสวดมนต์ด้วย โดยนิมนต์ท่านให้เข้าวังในเวลา 4 โมงเย็น ท่านก็ตอบว่า "4 ทุ่มข้าจะไป" เพราะที่วัดโสมนัสฯ สวดมนต์เย็นไหว้พระเสร็จกันตอน 3 ทุ่ม พอพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก พระภิกษุทั้งหลายก็เข้าประจำที่ ขาดแต่สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เลยทรงถามสังฆการี ว่า ไปนิมนต์ท่านอย่างไร ท่านถึงยังไม่มา สังฆการีก็กราบทูลตามความดังกล่าว จึงมีรับสั่งว่า "ท่านไม่อยากเข้าวังแล้ว ทีหลังอย่าไปนิมนต์ท่าน" พอสังฆการีไปกราบเรียนให้สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) ทราบ สมเด็จฯ ท่านจึงว่า "เออ ข้างๆ วัดของข้านี้ก็อิ่มแล้ว"

สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) เป็นที่ได้รับการยกย่องอย่างยิ่งจากพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 3 รัชกาล คือ รัชกาลที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คราวรัชกาลที่ 5 ทรงผนวชนั้น ท่านได้รับนิมนต์ให้เข้าไปประจำที่พระพุทธรัตนสถาน ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อถวายพระธรรมปริยายแด่พระองค์จนกระทั่งลาผนวช และในรัชกาลนั้นเองที่ทรงสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระวันรัต โดยปรากฏในประกาศทรงแต่งตั้งตอนหนึ่งว่า "มีพรรษายุกาลเจริญมาก ประกอบด้วยรัตตัญญูมหาเถระธรรมยั่งยืนมานานปละมีปฏิภาณปรีชาตรีปิฎกกลาโกศลฉลาดในธรรมโมบาย ขวนขวายในการสั่งสอนนิกรบรรษัททั้งคฤหัสถ์บรรพชิต เป็นพาหุลกิจนิตยสมาทานมิได้ย่อหย่อน เป็นที่มหานิกรนับถือ เป็นปูชนียฐานบุญเขตที่ควรเคารพบูชา และมีสุตาคมและศีลาธิคุณมั่น..." กล่าวกันว่า สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) นั้น เป็นที่นับถือของหมู่พระสงฆ์ธรรมยุตมากเป็นพิเศษ ภาษาสมัยใหม่ก็คงเรียกว่า นับถือท่านเป็นไอดอลของพระธรรมยุต

ตาปนะ...นรกร้อนแรง

บทความโดย...อ.ตุ้ย วรธรรม

เป็นนรกใหญ่ขุมที่ 6 แปลว่า นรกร้อน นรกนี้มีความร้อนแรงมากกว่านรกทุกขุมที่กล่าวมา อยู่ลึกลงไปใต้มหาโรรุวนรก แต่อยู่เหนือมหาตาปนนรก

สัณฐานของตาปนนรกเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนทุกนรกที่ผ่านมา ยาว กว้าง ลึก เท่ากันที่ 100 โยชน์ มีประตู 4 ประตู มีผนังเหล็กแดงร้อนหนา 9 โยชน์ ทั้ง 4 ด้าน เรียกว่ามั่นคงมาก ชนิดที่สัตว์นรกตัวไหนคิดจะหนีออกไปนั้นไม่มีทางแน่นอน ซ้ำด้านบนก็มีฝาเหล็กหนาอีกตั้ง 9 โยชน์ปิดอย่างแน่นหนา อะไรจะขนาดนั้น เรียกว่าสัตว์นรกตัวไหนไม่มีโอกาสที่จะโงหัวได้เลย 

ทุกสิ่งทุกอย่างในนรกนี้เป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิงทั้งสิ้น ฉะนั้น เขาจึงเรียกนรกขุมนี้ว่าตาปนนรก นรกร้อน หรือนรกเผาสัตว์ให้พินาศ ดังนั้น ตาปนนรก จึงสะพรั่งพร้อมไปด้วยหลาวเหล็กแดงๆ ลุกเป็นไฟมากมายกระจายเต็มพื้นนรก โดยมีขนาดใหญ่เท่าต้นตาลเลยทีเดียว 

นายนิรยบาลผู้คุมนรกจะคอยจับสัตว์นรกเหล่านั้นยกขึ้นเสียบไว้บนหลาวเหล็กเหล่านั้น หรือไม่ก็ไล่ให้ตะเกียกตะกายขึ้นไปที่หลาวเหล็กที่มีไฟนรกลุกโชนอยู่ แล้วสัตว์นรกก็ต้องดิ้นรนบนหลาวเหล็กสุดที่จะทนความเจ็บปวดได้ ก็ร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานบนหลาวเหล็กแดงนั้นๆ 

นานเข้าๆ สัตว์นรกเหล่านั้นก็ถูกไฟนรกคลอกไหม้จนเนื้อหนังพองสุกแล้วเนื้อหนังมังสาเหล่านั้นก็หล่นร่วงลงมาเป็นอาหารของสุนัขนรกที่รอขย้ำยามที่นายนิรยบาลเปิดประตูนรก หลังจากนั้นเมื่อสัตว์นรกดับดิ้นก็จะมีลมกรรมพัดมาให้ร่างกายฟื้นขึ้นมาเป็นปกติดังเดิม ต่อมาก็ถูกนายนิรยบาลไล่ขึ้นไปที่ปลายหลาวเหล็กแดงถูกไปนรกคลอก วนเวียนเช่นนี้จนกว่าจะครบวาระ 1.6 หมื่นปีนรก โดยที่ 1 วัน 1 คืนในตาปนนรก เทียบเท่า 9,216 ล้านปีมนุษย์ 

อนึ่งสัตว์นรกเหล่านี้ใช่แต่จะได้ความเจ็บปวดแต่หลาวเหล็กเสียบเท่านั้นก็หามิได้ ไฟในนรกก็เกิดขึ้นแต่แผ่นดินเหล็กเสียงดังสะเทือนสะท้านลุกโชนสูงขึ้นไปไหม้ร่างของสัตว์นรกที่เสียบอยู่ในหลาวนั้นจนร่างลุกเป็นเปลวเพลิง ดิ้นแต่มือและเท้าเท่านั้น ส่วนตัวนั้นเสียบแน่นตรึงอยู่กับหลาวเหล็กแดงดุจก้อนเนื้อที่คนเสียบไม้ย่างไฟไว้ 

เมื่อเนื้อหนังแห่งสัตว์นรกเหล่านั้นสุกทั่วตัวแล้วประตูนรกทั้ง 4 ด้านนั้นก็เปิดออกเอง สุนัขนรกตัวมหึมาเท่าช้างสารมีฟันเป็นเหล็ก วิ่งเข้าไปทางประตูนรกแล้วพากันกัดฟัดกินเนื้อเป็นอาหาร กินสิ้นทั้งเลือดและเนื้อ แต่ก็ยังเหลืออยู่แต่โครงกระดูกเปล่า 

สัตว์นรกเหล่านั้นตายไปแล้วต้องลมนรกพัดมาเรื่อยๆ เย็นๆ ก็กลับเป็นร่างกายเต็มขึ้นมาอีก มีเนื้อและเลือดสมบูรณ์ นายนิรยบาลก็ไม่รีรอรีบเข้าไปทำโทษ สุนัขนรกก็กินเนื้อและกินเลือดเป็นอาหารซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นที่กล่าวมาข้างต้น

คนที่มาเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อชาติเป็นมนุษย์เป็นคนใจบาปหาความกรุณาแก่สัตว์มิได้ คอยจับสัตว์ต่างๆ เช่น สุกร แพะ วัว ควาย เอามาเสียบด้วยหลาวแล้วก็ปิ้งไฟทั้งเป็น บางทีมัดสัตว์เป็นๆ แล้วก็โยนเข้าไปในกองไฟ เผาให้สุกแล้วกินเป็นอาหาร 

นอกจากนี้ เมื่อเป็นมนุษย์ก็มีจิตใจที่ประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มืดบอดทางปัญญา ทำการเผาบ้านเผาเมือง เผาโบสถ์ กุฏิ วิหาร ศาลา ปราสาท และเจดีย์ และด้วยอกุศลกรรมนี้เองตามให้ผลจึงทำให้ต้องลงไปรับทุกขเวทนาอยู่ในตาปนนรกได้รับความเจ็บปวดทรมานจากการถูกไปนรกเผาไหม้

นรกไม่เข้าใครออกใคร ใครประมาทก็ไปนรก

มหาโรรุวนรก...นรกร้องใหญ่

บทความโดย...อ.ตุ้ย วรธรรม

มหาโรรุวนรก หรือนรกร้องใหญ่ หรือร้องกระหึ่ม มหา แปลว่า ใหญ่ โรรุวนรก แปลว่า นรกร้อง รวมแล้วแปลว่า นรกร้องใหญ่ หมายถึง นรกที่อื้ออึงไปด้วยเสียงร้องคร่ำครวญของสัตว์นรกที่ดังมาก ยิ่งกว่าโรรุวนรก

สภาพลักษณะของมหานรกนี้ก็เหมือนโรรุวนรก กล่าวคือ จะมีดอกบัวนรก (ปทุมนรก) ลักษณะดอกบัวเป็นเหล็กแดงร้อนผุดขึ้นเต็มนรก ชึ่งไม่น่าดูน่าชมแต่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง 

สัณฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาว และลึกได้ 100 โยชน์ มีฝาผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเหล็กหนา 9 โยชน์ ฝาปิดเบื้องบนและพื้นล่างนั้นก็เป็นเหล็กหนา 9 โยชน์เท่ากัน มีประตู 4 ประตู 

ทั้งนี้ ใกล้ๆ ดอกบัวจะมีหนามเหล็ก หลาว เหล็กปักอยู่อย่างมั่นคง โดยเอาปลายแหลมขึ้น พร้อมกับมีไฟลุกโชนอยู่ทุกขณะเวลา 

สัตว์ที่ลงมารับผลกรรมชั่วในนรกขุมนี้ จะถูกบังคับให้ขึ้นไปอยู่บนดอกบัวเหล็กร้อนนั้นๆ โดยมีนายนิรยบาลคอยควบคุมดูแล ถ้าขัดขืนหรือวิ่งหนีก็จะถูกนายนิรยบาลใช้หอกทิ่มแทงไปที่ร่างกายได้รับความปวดแสบทรมานจนร้องเสียงหลงโอดโอย สัตว์นั้นถูกบังคับให้เข้ามาเสวยกรรมอยู่ในดอกบัวนรกแล้ว ดอกบัวนรกก็จะแผลงฤทธิ์งับร่างนั้นทันที ทว่าก็ไม่แนบสนิทเหมือนดอกบัวขุมก่อน เพราะขุมก่อนจะงับแน่นสนิทจนหนีออกไม่ได้ 

อย่างไรก็ตาม พึงทราบว่าดอกบัวนรกขุมนี้จะมีกลีบที่คมเป็นกรด เรียกว่าคมมาก และร้อนมากกว่าโรรุวนรกหลายเท่า 
ทีนี้สัตว์ที่ขึ้นไปอยู่ในดอกบัวเหล็กร้อนนั้นๆ แล้วก็จะถูกความร้อนจากบัวนรกเผาไหม้จนต้องเต้นไปมาทำให้กลีบบัวบาดเนื้อหนังเข้าไปอีก และเมื่อถูกไฟจากกลีบบัวเผาหนักเข้าเรื่อยๆ เต้นหนักเข้าเรื่อยๆ เนื้อหนังนั้นก็หลุดหล่นลงมาที่พื้นนรก แล้วสุนัขนรกที่นายนิรยบาลเลี้ยงไว้ก็กรูเข้าไปกิน 
หนักกว่านั้นสัตว์นั้นๆ เจ็บปวดทรมานเต้นไปมาก็มีอันต้องร่วงลงมาจากดอกบัว แล้วร่างก็หล่นไปเสียบกับหลาวเหล็กอันแหลมคมใกล้ๆ ดอกบัว ตกลงถึงพื้นนรกสุนัขก็รุมแทะเหลือแต่กระดูก ทว่าไม่ตาย แต่พอเหลือแต่กระดูกก็เกิดอาการเจ็บแสบเหลือประมาณ 

ร่างกายก็จับเข้าเป็นกายใหม่ พอเป็นกายเต็มแล้ว นายนิรยบาลก็เอาหอกเที่ยวไล่แทงบังคับให้ขึ้นไปอยู่บนดอกบัวอีกตามเดิม บางตนยกมือขึ้นไหว้วอนขอโทษขอชีวิตนายนิรยบาลก็ยิ่งโกรธเข้าทำโทษโดยไม่ปรานี บรรจงตีด้วยค้อนเหล็กใหญ่ลงไปเหนือศีรษะจนแตกกระจาย บางตนสะดุ้งตกใจกลัวนายนิรยบาลก็พากันวิ่งหนีปีนขึ้นไปบนกำแพงเหล็ก ด้วยหมายใจว่าจะหนีไปให้พ้นแต่ก็ถูกนายนิรยบาลไล่ติดตามพร้อมตวาดร้องว่าหนีอย่างไรก็ไม่พ้น!

สัตว์นั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ในมหาโรรุวนรกถึง 8,000 ปีนรก หากเทียบกับเมืองมนุษย์จะได้ 9,216 ล้านปี จึงเป็นหนึ่งวันหนึ่งคืนหนึ่งในมหาโรรุวนรก 

คนที่ลงสู่มหานรกขุมนี้ ท่านว่าเมื่อชาติเป็นมนุษย์เป็นคนใจบาป ชอบทำอกุศลกรรมบถ 10 อย่างเป็นอาจิณ ไม่มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งปวง จิตใจโหดร้าย ชอบตัดศีรษะสัตว์และมนุษย์ ทำปาณาติบาตกรรมด้วยอำนาจของความโกรธ 

ชอบขโมยสิ่งของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ของพ่อแม่ ของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ และของท่านผู้ทรงศีล ซึ่งคนที่ประพฤติตัวเช่นนี้ เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ก็จะไปเกิดในมหานรกขุมนี้

โรรุวมหานรก

บทความโดย...อ.ตุ้ย วรธรรม

ธรรมดาว่าสัตว์นรกในนรกใหญ่ทั้งปวง จะส่งเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญ ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกลงโทษเป็นปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับโรรุวนรก สัตว์นรกที่นี่จะส่งเสียงไห้โหยหวนยิ่งกว่าหลายเท่า 

ดังนั้น จึงเรียกนรกใหญ่ขุมนี้ว่า โรรุวนรก แปลว่า นรกเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญของสัตว์นรก จะเห็นว่าสัมผัสแรกที่สัตว์นรกย่างกรายเข้ามารับโทษในนรกนี้สามารถรับรู้ได้ คือ จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนของสัตว์นรกอื่นๆ ดังอื้ออึงไปทั่วนรก เรียกว่าแทบนรกแตกก็ว่าได้ เพราะเสียงร้องของสัตว์นรกจะดังมากมองไปทางไหนไม่มีสัตว์นรกตนไหนที่ไม่ส่งเสียงร้อง 

ในไตรภูมิระบุว่า โรรุวนรกนั้นอยู่ภายใต้สังฆาฏนรกลงไป มีสัณฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาว และลึก 100 โยชน์ มีผนังเหล็กหนา 9 โยชน์ ทั้ง 4 ด้าน มี 4 ประตู และมีฝาปิดเบื้องบนและพื้นล่าง 

วิธีเสวยทุกข์ของสัตว์นรกที่นี่...จะเห็นว่าในภายในโรรุวนรกนั้น จะมีดอกบัวขนาดยักษ์จำนวนมาก และมิใช่บัวธรรมดาแต่เป็นบัวเหล็กแดงร้อนทั้งสิ้น ต้นและใบบัวก็เป็นเหล็กแดงร้อน ผุดขึ้นเต็มนรกทั้งยังมีหนามเหล็กแดงอยู่ระเกะระกะรายรอบบัวนั้น สัตว์นรกก็จะเสวยทุกข์อยู่ภายในดอกบัวเหล็กแดงนั้น โดยวิธีเสวยทุกข์ของสัตว์นรกนั้นก็คือ การนอนคว่ำอยู่กลางดอกบัว ศีรษะมิดเข้าไปในดอกบัวแค่คาง ปลายเท้าก็จมมิดเข้าไปในดอกบัวเหล็กแค่ข้อเท้า มือกางจมมิดเข้าไปในดอกบัวเหล็กแค่ข้อมือ นอนคว่ำหน้าอยู่ด้วยอาการอันพิลึกพิลั่นอย่างนั้นแล้ว เปลวไฟก็ปรากฏขึ้นเผาไหม้ดอกบัวเหล็กพร้อมกับสัตว์นรกเหล่านั้น 

จากนั้นเปลวไฟนรกก็ไหม้ท่วมทั้งกายแล้วเข้าไปทางทวารทั้ง 9 เช่น ถ้าเปลวไฟนรกแลบเข้าหูขวาก็จะแลบออกมาทางหูซ้าย บางทีแลบเข้าไปทางหูซ้ายก็ไหม้ออกมาทางหูขวา บางทีเข้าทางปากออกมาทางทวารหนัก เข้าทางทวารหนักออกมาทางปาก บางทีเข้าทางตาแล้วออกทางปาก ทางหู 

สัตว์นรกเหล่านี้ ได้รับความร้อนรนเป็นกำลัง ทนทุกขเวทนาแสนสาหัสยิ่งนักร้องไห้ครวญครางอยู่ที่ต้นบัวนรกนั้นกำหนดกาลได้ 4,000 ปี ถ้าจะนับเป็นปีในมนุษย์นี้ 23 โกฏิกับ 4 ล้านปี จึงเป็นวันหนึ่ง คืนหนึ่งในโรรุวนรก 

วิบากกรรมของสัตว์นรกเหล่านี้ ท่านว่าชาติก่อนเมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปหยาบช้า ได้จับเอาสัตว์เป็นๆ มาเผาไฟกินเป็นอาหารอยู่ประจำ เคยเป็นตุลาการตัดสินคดีความแทนที่จะตัดสินด้วยความเที่ยงธรรม ก็พิพากษาความไม่ยุติธรรม มีอคติเอนเอียงเพราะรัก เพราะเกลียด เพราะกลัว เพราะเขลา เห็นแก่อามิสสินจ้าง รับสินบน เข้าข้างโจทก์บ้าง เข้าข้างจำเลยบ้าง ที่ชนะให้แพ้ ที่แพ้ก็ให้เป็นชนะ ไม่ตัดสินไปตามความจริง มีเจตนาอันชั่วร้าย ตัวตายแล้วจึงมาเกิดในนรกขุมนี้ 

บางตนเคยโลภมากก็รุกเอาที่ของผู้อื่นเอามาเป็นของตน บางตนเคยคบภรรยา หรือสามีคนอื่น แล้วฆ่าภรรยา หรือสามีเขาให้ตายแล้วเอาภรรยา หรือสามีเขา มาเป็นภรรยา หรือสามีของตน บางตนเคยฉ้อโกง หรือเบียดบังทรัพย์สินที่เขาอุทิศถวายสงฆ์ เอามาเป็นของตน เมื่อตายแล้วจึงมาตกนรกขุมนี้

สังฆาฏนรก...นรกบดขยี้

บทความโดย...อ.ตุ้ย วรธรรม

สังฆาฏนรก แปลว่า นรกภูเขาบดขยี้ร่าง เป็นนรกใหญ่ขุมที่ 3 อยู่ใต้กาฬสุตตะลงไป ลักษณะของนรกนี้ จะมีกำแพงและพื้นเหล็กแดงมีไฟลุกโชนโชติช่วง

ที่พิเศษคือ มีภูเขาเหล็กแดงลุกเป็นไฟใหญ่ 2 ลูก กลิ้งไปมาเข้าหากัน ก่อนที่จะบดขยี้ร่างสัตว์นรกน้อยใหญ่จนแหลกละเอียดแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่เพื่อรับการลงโทษอันทารุณต่อไป

ทั้งนี้ ทราบไหมว่าเหล่าสัตว์ที่ไปเกิดอยู่ในสังฆาฏนรกนี้นั้น จะมีร่างกายวิกล วิการแตกต่างกัน ผิดรูป ผิดร่าง แปลกพิลึก 

บางตนมีหน้าเป็นกระบือ แต่มีร่างกายเป็นมนุษย์ บางตัวมีหน้าเป็นมนุษย์ แต่ร่างกายกลับกลายเป็นช้าง  บางตนมีหน้าเป็นมนุษย์ แต่ร่างกายเป็นรูปสัตว์เดียรัจฉานแตกต่างกันไป บางตนมีหน้าเป็นเสือ เป็นกวาง เป็นม้าม้า เป็นวัว เป็นลา เป็นหมู เป็นสุนัข เป็นเป็ด เป็นไก่ เป็นกา เป็นต้น 

ล้วนแล้วแต่เดียรฉานทั้งสิ้น ทว่าที่ร่างกายกลับเป็นมนุษย์ มีอยู่หลากหลายแตกต่างกัน สุดจะนับประมาณได้ 

นายนิรยบาลผู้ทำหน้าที่ลงโทษก็จะทำการผูกมัดสัตว์นรกร่างประหลาดเหล่านั้นไว้ที่คอ ต่อจากนั้นก็ดึงลากมารวมกันเป็นพวงๆ ด้วยโซ่เหล็กร้อนแดง แล้วฉุดกระชากลากมาให้นอนเหนือแผ่นเหล็กร้อน จากนั้นก็เอาค้อนเหล็กกระหน่ำตีลงไปเต็มแรงเหยียดของนายนิรยบาลผู้ทรงพลัง แล้วร่างกายของสัตว์นรกนั้นๆ ก็แตกป่นถึงกระดูก 

ครั้นต้องลมกรรมที่พัดมาร่างสัตว์นรกนั้น ก็จะกลับมาเป็นปกติเป็นปกติธรรมดา ให้นายนิรยบาลมีโอกาสทุบตี กระหน่ำซ้ำเติมต่อไปอีกไม่ยั้ง บางพวกก็ถูกนายนิรยบาลจับมัดมาแล้วให้นอนหงาย ลงบนถ่านร้อน สัตว์นรกก็เร่าร้อนเจ็บปวดดิ้นรนไปมา เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสเพราะถูกเผาลนอย่างหนัก บางทีนายนิรยบาลผู้มีดวงหน้า มีมือถือศัสตราวุธเที่ยวเดินไป ครั้นถึงนรกก็พลันยกขึ้นซึ่งอาวุธ แล้วคำรามด้วยเสียงก้องนรกว่า "ฉันจะฆ่าแก" ทำให้สัตว์นรกได้ฟังเสียงนั้นเกิดหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต แต่ด้วยอำนาจกรรมบันดาลที่สัตว์นรกนั้น ทำให้เป็นกองไฟขึ้นขวางหน้ากั้นไว้ สัตว์นรกก็ไปไม่ได้ พอหันกลับมาก็เกิดไฟดักหน้าเข้าอีกกองหนึ่ง ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ให้ปรากฏมีกองไฟรอบตัวไปหมด เผาสัตว์นรกให้ได้ทุกขเวทนาแสนสาหัส

ไฟนรกนี้ อย่าพึงเข้าใจว่าเหมือนไฟในโลกมนุษย์ เพราะมันมีความร้อนแรงกว่าไฟธรรมดาหลายเท่านักถึงจะถูกไฟนรกเผาอย่างนี้ สัตว์นรกทั้งหลายก็หาตายง่ายๆ ไม่ ทีนั้นก็มีภูเขาเหล็ก 2 ลูก กลิ้งหมุนมาบีบสัตว์ให้แหลกลาญ ละเอียดไม่มีชิ้นดี เปรียบดังเครื่องบดอ้อยที่บดอ้อยให้แหลกละเอียดนั่นทีเดียว

บางทีนายนิรยบาลก็จับสัตว์นรกเหล่านี้ มาฝังลงในพื้นแผ่นเหล็กลึกแค่บั้นเอว ตรึงตราไว้มั่น ไม่หวั่นไหวได้ ในไม่ช้า จึงมีภูเขาไฟรุ่งเรืองด้วยเปลวไฟ คอยกลิ้งมาบดขยี้ทับสัตว์นรกเหล่านั้นให้ได้รับทุกขเวทนา แตกละเอียดไป พอมีลมกรรมพัดมาก็กลับเป็นขึ้นมาอีก ภูเขาเหล็กนรกนั่นก็ค่อยๆ กลิ้งมาทับ บดขยี้ให้ถึงความป่นปี้ได้รับทุกขเวทนาอีก เป็นอยู่อย่างนี้ซ้ำๆ ซากๆ ไม่หยุด ไม่หย่อนเลย ตลอดเวลาที่อยู่ในสังฆาฏนรกนี้ ส่วนเกณฑ์อายุของสัตว์ในสังฆาฏนรกนี้อยู่ที่ 2,000 ปี เทียบเวลาของมนุษย์โลกดังนี้ คือ 14 โกฏิ กับ 5 ล้านปีของมนุษย์โลก จึงเป็นวันหนึ่งกับคืนหนึ่งของสังฆาฏนรกโลก บุรพกรรม เมื่อก่อนเป็นผู้มีใจบาปหยาบช้า มากด้วยอกุศลกรรม ไร้ความเมตตากรุณา ชอบทำการทารุณกรรมสัตว์ เช่น ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์เป็นประจำ และผลของกรรมชั่วจึงดลบันดาลให้มาเกิดในนรกขุมนี้

กาฬสุตตะ นรกด้ายดำ

บทความโดย...อ.ตุ้ย วรธรรม

นรกใหญ่ขุมที่สองนี้เรียกว่า "กาฬสุตตะ" นรกด้ายดำ หรือนรกที่ลงโทษเหล่าสัตว์ตามเส้นด้ายดำ หรือนรกที่มีการลงโทษสัตว์นรกด้วยด้ายเหล็กดำ 

เหตุที่เรียกเช่นนั้น เพราะสัตว์ในนรกนี้ จะถูกนิรยบาลลงโทษโดยการเอาด้ายดำมาตีเป็นเส้นตามร่างแล้วเอาเลื่อยมาเลื่อย บางครั้งเอาขวานมาผ่า หรือเอามีดมาเฉือนหรือกรีดไปตามเส้นดำที่ตีไว้ ไม่ให้ผิดรอยได้ นี่คือความหมายของกาฬสุตตนรก (กาฬดำ, สุตตเส้นด้าย)

นรกนี้ตั้งอยู่ใต้สัญชีวนรก รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวและลึกได้ 100 โยชน์ มีประตู 4 ประตู และมีนิรยบาลประจำอยู่ทุกประตู เพื่อคอยลงโทษสัตว์นรกด้วยวิธีต่างๆ (แหม...รู้ยังกับเคยลงนรกขุมนี้มายังงั้น) 

ชีวิตพวกกาฬสุตตนรกบางพวก จะถูกนิรยบาลจับมัดให้นอนลงเหนือแผ่นเหล็กแดงยาวเหมือนร้อนลุกโชนด้วยไฟนรก จากนั้นก็เอา "ด้ายดำ" ซึ่งทำด้วย "เหล็กใหญ่เท่าต้นตาล" มาตีนาบบนร่างของสัตว์นรกนั้นให้เป็นรอยเส้น ตีนาบลงตรงส่วนไหน ก็เป็นรอยเส้นด้ายดำตรงนั้น ซึ่งรอยเส้นตรงนั้นเสมือนตีเส้นเพื่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง 

ใช่แล้วละครับ...รอยเส้นขนาดใหญ่นั้น นิรยบาลจะเอาเลื่อยนรกไฟลุกแดงมาเลื่อยลงไปตามรอยเส้นนั้นจนร่างของสัตว์นรกนั้นขาดเป็นท่อนๆ หรือบางทีก็เอาขวานมาผ่า เอามีดมาเฉือน กรีดตามรอยเส้นด้ายดำร้อนจัดที่ตีเอาไว้ 

สัตว์นรก เมื่อถูกทรมานสากรรจ์แสนหวาดเสียวเช่นนั้น ก็ดิ้นรนทุรนทุรายร้องลั่นนรกด้วยความเจ็บปวด บางครั้งถึงกับทะลึ่งพรวดแสดงท่าทางฮึดฮัด หวังจะสลัดให้หลุดจากการลงทัณฑ์ของนิรยบาล แต่ถึงจะดิ้นพล่านอย่างไร นิรยบาลก็มิปรานี มีแต่บังคับจับมัดให้แน่นเข้าไปอีก แล้วทำการเลื่อยตัดร่างกายสัตว์นรกต่อไป 

กาฬสุตตนรกบางพวก พอเห็นนิรยบาลถือเลื่อยมาแต่ไกล ก็ไม่อาจจะอยู่ตรงนั้น ต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่พอถูกนิรยบาลร้องตวาดใส่เสียงสนั่นก้องนรก ก็ยิ่งทำให้ตกใจกลัวสุดขีดหนีกันอุตลุดไปคนละทิศทาง แต่ถึงจะหนีก็ไม่รอด เพราะว่าบาปกรรมที่สัตว์เหล่านั้น ทำเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่ให้หนีไปไหนได้กลับบันดาลให้มีแผ่นกระดานเหล็กคมกริบลุกโชนด้วยเปลวไฟ พร้อมทั้งมีเสียงดังน่ากลัวเหมือนฟ้าผ่าแล่นมาตัดที่ร่างของสัตว์นรกเหล่านั้น ให้ขาดเป็นท่อนๆ หล่นร่วงเกลื่อนกลาดไปในที่นั้นๆ เหล่าสัตว์นรกจะเสวยทุกขเวทนาอันร้ายกาจ เห็นปานนี้อยู่เป็นเวลานานแสนนาน จนกว่าจะหมดอกุศลกรรมที่ตนทำไว้แล้วจึงจะไปเกิดในภพภูมิอื่นขึ้นอยู่กับบุญกรรม 

อยู่ในนรกนี้นานเท่าไรล่ะ ให้ดูที่เกณฑ์อายุของสัตว์ในกาฬสุตตนรกซึ่งอยู่ที่ 1,000 ปี หากเทียบเวลาของมนุษยโลกคือ 3โกฏิกับ 6 ล้านปี ของมนุษย์นั่นแหละ พอสัตว์นรกพ้นจากกาฬสุตตนรกแล้วอกุศลกรรมยังไม่สิ้นก็เลื่อนออกไปตกในนรกบริวารของกาฬสุตตนรก หากยังไม่สิ้นก็เลื่อนขึ้นมาตกในสัญชีวนรกแล้วก็เลื่อนออกไปตกในนรกบริวารของสัญชีวนรกทุกขุมๆ 

ครั้นพ้นจากนรกเหล่านี้แล้วอกุศลกรรมยังไม่สิ้นก็ไปบังเกิดในเปรตวิสัย ดิรัจฉาน บางทีไปเกิดเป็นคนเข็ญใจ เป็นคนอายุไม่ยืน ง่อยเปลี้ยเสียขา พิการ โรคมาก เรียกว่าไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ สมประกอบ 

ถามว่าทำชั่วอะไรจึงมาเสวยวิบากกรรมในนรกขุมนี้
ท่านว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนใจบาปหยาบช้า ชอบจับสัตว์ต่างๆ มาตัดเท้า ตัดหู จมูก ปาก ให้ทุกข์ทรมาน ชอบจุดไฟเผาป่าด้วยเจตนาให้สัตว์ตาย หรือไม่ก็มักลงไม้ลงมืประทุษร้ายบิดามารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ ชอบลักขโมย ฉ้อโกง เป็นอาจิณ 

รู้อย่างนี้ก็ไม่ควรทำบาปใดๆ

สัญชีวะ...นรกที่ไม่มีวันตาย

บทความโดย...อ.ตุ้ย วรธรรม

มนุษย์ทุกวันนี้ทำบาปหรือความชั่วไม่เว้นแต่ละวัน ทำร้าย กักขัง หน่วงเหนี่ยวคนอื่นให้ขาดอิสรภาพ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าคนอื่น ทุจริต คอร์รัปชัน ฉ้อโกง ลัก จี้ ปล้น ชิงทรัพย์ ต้มตุ๋น คบชู้สู่ชาย นอกใจภรรยาสามี วางแผนฆ่าสามีเพื่ออยู่กับหญิงอื่น วางแผนฆ่าภรรยาเพื่ออยู่กับชายอื่น ล่อลวงลูกเมียคนอื่นไปรุมโทรม ข่มขืน กระทำอนาจาร พูดปดมดเท็จ โกหกคนทั่วบ้าน ด่าว่า ให้ร้าย เสียดสีคนอื่นเป็นอาจิณ เสพค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ลักเด็ก ทำร้ายจิตใจคนเป็นพ่อแม่ 

ครั้นพอทำแล้วบาปนั้นก็เล่นงานเผาผลาญใจของตนให้เร่าร้อนกระวายกระวน เช่น น็น็นอนไม่สุข อยู่ไม่สุข เพราะบาปที่ทำคอยกระทุ้งใจตลอดเวลา และแม้ตัวจะหนีความผิด หนีการรับโทษไป ณ ที่ใด ไกลแค่ไหน หรือด้วยวิธีใดๆ 

หากจะรอดเงื้อมมือกฎหมายบ้านเมืองก็ไม่มีทางที่จะรอดพ้น "กฎแห่งกรรม" นั่นคือจะต้องรับผลของกรรมชั่วที่ก่อไว้อย่างแน่นอน ไม่ต้องรอชาติหน้า แค่ชาตินี้ผู้นั้นก็ประจักษ์ในผลของมันด้วยตัวเองอยู่แล้ว และเมื่อตายไปแล้วก็ไม่แคล้วที่จะต้องไปเสวยผลกรรม เพราะขณะมีชีวิต ชีวิตของผู้นั้นก็เป็นทุคตชีวิต คือ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจ และหากว่าตายไปแล้วก็ไม่แคล้วต้องไปเสวยผลของกรรมชั่วนั้นๆ ในนรกขุมต่างๆ ขึ้นอยู่กับความชั่วที่ทำ 

ทั้งนี้ ในไตรภูมิได้กล่าวถึงนรกไว้ 2 ประเภท คือ นรกใหญ่ หรือมหานรก มีจำนวน 8 ขุม ประกอบด้วย สัญชีวะ (สัญชีพ) กาฬสุตตะ สังฆาฏะ โรวุวะ มหาโรรุวะ ตาปะ มหาตาปะ และอเวจี (อวีจี) 

อีกประเภทหนึ่ง นรกบ่าว หรือนรกขุมเล็กๆ จัดเป็นนรกบริวารซึ่งมีจำนวนมากแต่ที่ระบุไว้มี 16 ขุม ประกอบด้วย เวตรณี สุนขะ สโชติ อังคารกาสุ โลหกุมภี อโยทกะ ถุสปลาสะ สัตติหตะ พิลสะ โปราณมิฬหะ โลหิตปุพพะ โลหพิลสะ สังฆาฏะ อวังสิระ โลหสิมพลี และมิจฉาทิฏฐิ และมีนรกพิเศษอีกขุมหนึ่ง คือ โลกันตะ หรือโลกันตริก

พูดถึงนรกใหญ่ขุมแรก สัญชีวนรก หรือนรกสัญชีพ ท่านว่าผู้ที่มาตกนรกขุมนี้แม้จะได้รับการลงโทษต่างๆ นานาจนตายแล้วก็จะกลับมีชีวิตฟื้นขึ้นมาอีก เพื่อรับโทษทัณฑ์จากนายนิรยบาลต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นกรรม เรียกว่า เดี๋ยวตาย เดี๋ยวคืนชีพ เพื่อรับโทษอยู่อย่างนั้น จะบอกว่าชาวนรกนี้ว่าไม่มีวันตายก็คงไม่ผิด เพราะแม้ว่าจะเสวยทุกข์แสนสาหัสจนขาดใจตายคาที่อย่างไร ก็กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่เพื่อรับโทษต่อไป เป็นๆ ตายๆ อย่างนี้ 

อีกอย่างหนึ่ง ชาวสัญชีวนรก จะไม่มีอาชีพการงานที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีวิตเหมือนอย่างมนุษย์ แต่มีหน้าที่เดียวที่ต้องทำคือ ก้มหน้าก้มตารับผลกรรมจากที่ตัวเองเคยทำไว้ 

ในไตรภูมิเล่าว่า สัตว์นรกพวกนี้ บางพวกได้รับการลงโทษจากนายนิรยบาล โดยการถูกจับมัดให้มั่น บังคับให้นอนลงเหนือแผ่นเหล็กแดงด้วยไฟนรก จากนั้นนายนิรยบาลก็เอาดาบคมฟาดฟันกายของเขาให้ขาดเป็นท่อนๆ บางทีก็เอามีดเอาขวานคอยถากเฉือนเนื้อตามร่างกายของสัตว์นรกทีละน้อยๆ จนกระทั่งเนื้อหนังมังสาหมดไป เหลือแต่เพียงโครงกระดูกขาวโพลน ทำให้สัตว์นรกพวกนั้นได้รับโทษทรมานจนกระทั่งสิ้นใจตายไปในที่นั้นเอง 

จากนั้นก็มีลมชนิดหนึ่งเรียกว่า "ลมกรรม" โชยพัดมาต้องกายสัตว์นรกนั้น ให้กลับมีชีวิตเหมือนเดิม พอนายนิรยบาลเห็นอีกก็จับมาทรมานเหมือนเก่าจนกว่าสัตว์นรกนั้นจะสิ้นกรรม แต่สัตว์นรกบางจำพวกด้วยอำนาจกรรม ทำให้มีนิ้วมือแปลกพิลึก คือ มีนิ้วมือเป็นอาวุธ เช่น หอก ดาบ พอมาพบสัตว์นรกอื่นแทนที่จะสงสาร ก็ตรงเข้าใส่ฟันแทงด้วยความโกรธเป็นวรรคจนต้องตายไปข้าง มิหนำนายนิรยบาลก็ร่วมสงเคราะห์ด้วย

นี่คือชีวิตของพวกสัญชีวนรก ซึ่งสัตว์นรกพวกนี้มีเกณฑ์อายุอยู่ที่ 500 ปี ท่านว่าหากเทียบกับเวลามนุษย์จะอยู่ที่ 9 ล้านปี 

ท่านว่าคนที่มาลงนรกขุมนี้ตอนที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นคนมีจิตใจสกปรก หยาบช้า ชอบก่อกรรมทำชั่วต่างๆ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนผู้อื่น ครั้นสิ้นชีวิตแล้วกรรมชั่วนั้นจึงนำพาให้มาเกิดในสัญชีวนรก...แดนที่ไม่มีวันตายแห่งนี้

หมู่บ้านของคนระลึกชาติ

บทความโดย... อ.ตุ้ย วรธรรม

ไม่น่าเชื่อว่าที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ จะมีคนที่ระลึกถึงชาติเก่าของตัวเองได้ปริมาณ 50 คน (ตามข่าวว่าอย่างนั้น) ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นจำนวนที่มาก บางคนจำอดีตชาติของตัวเองได้อยู่ว่าชาติก่อนเกิดเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน สามารถจำและบอกเรื่องราวในอดีตชาติของตนเองได้เกือบทั้งหมด รู้กระทั่งว่าตนเองตายด้วยสาเหตุอะไร เป็นต้น 

บางคนก็มีพยานรู้เห็นสามารถที่จะยืนยันในเรื่องราวต่างๆ ได้ บางคนมีวัตถุและหรือสถานที่ ซึ่งเป็นหลักฐานพิสูจน์ในสิ่งที่พูดถึงว่ามีอยู่จริง เช่น ศาลเจ้าที่ วัด ต้นไม้หมู่บ้าน เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ระลึกชาติเก่าของตัวเองได้ ไม่แน่ว่าจะจำอดีตชาติของตัวเองได้ตลอดอายุ บางคนเรื่องราวในอดีตชาติรางเลือนไปบ้างแล้ว จำได้บ้างไม่ได้บ้าง และก็จำไม่ได้เลยก็มี บางคนจำอดีตชาติของตัวเองได้ในขณะที่ยังเป็นเด็ก แต่พอเติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มสาวจำไม่ได้ก็มี ซึ่งจะเป็นด้วยเหตุใดนั้นไม่ทราบได้ 

เกี่ยวกับชาติ (การเกิด) นั้น พึงทราบว่า คนเราเกิดแล้วตายครั้งหนึ่งนั้นนับเป็นชาติหนึ่ง สมมติเกิดเมื่อปี 2513 แล้วตายในปี 2540 เช่นนี้ถือเป็นชาติหนึ่ง ต่อมาเกิดใหม่ในปี 2545 ก็ถือเป็นชาติที่ 2 เป็นต้น 

ทั้งนี้ การที่คนเราเกิดมามีความสามารถในการนึกทวนคืนไปในหนหลัง เพื่อสืบสาวเรื่องราวของตนที่เป็นมาแล้วในอดีตชาติ สามารถที่จะรู้ว่า ตัวเองเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้างอย่างละเอียด ในสาระสำคัญของชีวิต เช่น มีกำเนิดเป็นอะไร มีชื่อและนามสกุลอย่างไร มีผิวพรรณอย่างไร มีอาหารอย่างไร เสวยทุกข์สุขอย่างไร อยู่ ณ ที่ไหน มีความกำหนดอายุเท่าไร ตายจากอัตภาพนั้นไปเกิดเป็นอะไร ดังนี้เป็นต้น 

อย่างนี้เรียกว่า มีความสามารถในการระลึกอดีตชาติของตัวเองได้ ซึ่งความสามารถในการนึกทวนอดีตชาตินี้ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปตามกำลังสมควรแก่กำลังญาณอันเนื่องด้วยวาสนาบารมี ตั้งแต่หนึ่งชาติไปจนถึงจำนวนหลายอสงไขยกัป 

จึงมีบางคนระลึกชาติก่อนของตัวเองได้แค่ชาติเดียว บางคนระลึกได้ 2 ชาติ บางคนระลึกได้ 3 ชาติ บางคนระลึกย้อนหลังไปได้ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติ แต่บางคนระลึกได้หลายอสงไขยแสนกัป เช่น พระพุทธเจ้า เป็นต้น 

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนสติอบรมจิตในอดีตชาติ และหรือในปัจจุบันชาติได้ดีแค่ไหนอย่างไร ถ้าฝึกฝนอบรมจิตดีเท่าใดก็จะระลึกชาติได้หลายชาติ เช่น พระสาวก และพระพุทธเจ้า เป็นต้น 

ส่วนผู้ที่ระลึกชาติเก่าก่อนของตัวเองได้ที่หมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี นั้น เท่าที่ทราบเป็นการระลึกชาติได้ที่ไม่ได้ละเอียดนัก เพราะบางคนระลึกเรื่องราวในอดีตชาติของตนเองได้บ้างเป็นบางช่วงตอนของชีวิต ไม่ได้ทั้งหมด บางคนเรื่องราวในอดีตชาติได้เลือนหายไปแล้ว กล่าวคือ ตอนเด็กจำได้แต่พอโตขึ้น เรื่องราวในอดีตเหล่านั้นก็เลือนหายไป 

ทั้งนี้ ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะการฝึกฝนอบรมจิตในอดีตชาตินั้นที่ยังไม่ดีถึงขั้นอุกฤษฏ์ 

อย่างไรก็ตาม การระลึกถึงชาติในอดีตของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีอยู่จริง ซึ่งก็ปรากฏมีข่าวให้เห็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ว่าการระลึกชาติได้ของคนในหมู่บ้านตะคร้อแห่งนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นความอัศจรรย์และแปลกกว่าที่อื่นๆ ก็ตรงที่มีคนระลึกชาติได้ร่วม 50 คน ซึ่งคงหาดูที่ไหนไม่ได้แล้วในโลกนี้