แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่วยตูน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่วยตูน แสดงบทความทั้งหมด

นิวเคลียร์เชอร์โนบิล โรงไฟฟ้าสยองขวัญ



เคยบ้างไหม บางครั้งที่อยู่คนเดียวแล้วรู้สึกแปลกๆ มีอาการเย็นวาบตามเนื้อตัว หรือขนหัวลุกขึ้นมาเฉยๆ?
เคยบ้างไหม บางครั้งที่เข้าไปบางสถานที่ แล้วมีความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
เคยบ้างไหม บางครั้งได้ยินเสียงแปลกๆ แต่พอไปดูแล้วก็ไม่มีอะไร หรือได้ยินเสียงประตูปิดที่ชั้นบน ทั้งที่ไม่มีลมพัด?
เรามักจะได้ยินคนพูดถึงปรากฏการณ์แปลกๆ หลอนๆ อยู่เสมอ บางคนก็เจอกับตัวเองบ่อยครั้ง แต่บางคนก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาเอาเสียเลย ความเชื่อเรื่องวิญญาณนั้นไม่ใช่มีเพียงแต่คนไทย หรือคนเอเชียเท่านั้น แม้แต่ฝรั่งเองก็มีคนที่เชื่ออยู่ไม่น้อย ถ้าลองไปค้นคว้าหาข้อมูลดูจะพบว่า ฝรั่งก็มีคนที่ถูกผีเข้าสิง มีบ้านผีสิง ปราสาทอาถรรพณ์ โรงแรมที่ไม่ควรไปพัก เพราะมักจะมีคนเจอของแถมเป็นประจำและจากการจัดอันดับสถานที่ต้องห้ามที่น่ากลัวที่สุดไว้อย่างเช่น เมืองที่คนขวัญอ่อนไม่ควรไปโดยเด็ดขาดได้แก่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เมืองคราโค่

เมืองคราโค่ ประเทศอิตาลี ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในยุคกลางจนทำให้ชาวเมืองเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก เป็นที่เล่าขานกันว่าที่นั่นจะมีเสียงโหยหวนที่น่ากลัวดังขึ้นเป็นประจำ จนคนต่างถิ่นไม่กล้าเข้าไป

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เมืองออราดูร์ ซูแกลน

เมืองออราดูร์ ซูแกลน ที่ฝรั่งเศส เมืองนี้กลายเป็นเมืองร้างมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะถูกทหารนาซีบุกเข้าไปเข่นฆ่าชาวบ้านไปมากกว่า 600 ศพ แม้ว่าจะมีการสร้างบ้านเรือนขึ้นมาในบริเวณใกล้เคียงแล้ว แต่บรรยากาศของเมืองเก่ายังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสยองขวัญที่ไม่ควรย่างกรายเข้าไป

เมือง, อนุสาวรีย์, รูปปั้น, พลาซ่า, สถานที่สำคัญ, การท่องเที่ยว

อีกเมืองหนึ่งที่แม้จะเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่งจะสร้างมาเมื่อพ.ศ.2513 แต่เพียง 16 ปีหลังจากที่ผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยกัน โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์นามกระฉ่อน เชอร์โนบิล ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรก็เกิดระเบิดขึ้นจนทำให้มีคนเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่ง แต่ปัญหาการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีที่อันตรายสุดขีด ทำให้ต้องมีการอพยพผู้คนทั้งหมดออกจากเมืองไปในทันที เมืองนั้นจึงกลายเป็นเมืองร้างและมีบรรยากาศที่หลอน วังเวงน่ากลัวที่สุด คือเมือง พรีเพียต ในประเทศยูเครน

พรีเพียต เป็นเมืองร้างยุคใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลอนไม่น้อยไปกว่าเมืองโบราณอื่นๆ ที่มีประวัติยาวนานในทวีปยุโรป แม้ว่าจะเป็นเขตหวงห้าม เพราะยังมีกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมาอยู่ตลอด แต่ก็มักจะมีคนที่อยากลองของแอบเข้าไปอยู่เสมอ เมื่อไปมาแล้วก็จะเล่าถึงความรู้สึกและประสบการณ์แปลกๆ ซึ่งเจอในเมืองนั้นคล้ายๆ กันว่า บรรยากาศของความวังเวง สัมผัสได้ตั้งแต่หลายกิโลเมตรก่อนเข้าสู่ตัวเมือง เพราะ 2 ข้างทางมีฟาร์มและบ้านร้างอยู่ให้เห็นเป็นระยะๆ

ต้นไม้, เรือ, น่ากลัว, รก, ขนส่ง, ยุโรป

ในตัวเมืองมีเศษขยะและข้าวของที่ถูกทิ้งเรี่ยราดตามถนนทุกสาย 2 ฟากถนนมีตึกรามเรียงรายอยู่พอสมควร รถยนต์หน้าตาโบราณๆ มีจอดทิ้งไว้ให้เห็นอยู่หลายคัน บอกให้รู้ว่ามันเคยเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อยเลย แต่บัดนี้มีเพียงความเงียบกับเสียงลม ความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นเมื่อเดินไปตามถนน เหมือนมีสายตาจากที่ใดที่หนึ่งทางซ้ายบ้างทางขวาบ้าง จ้องมองเราอยู่แทบทุกฝีก้าว


สะพานคอนกรีตที่ดูไม่ต่างจากสะพานทั่วไป แต่เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปบนนั้น ความรู้สึกเยียบเย็นแบบประหลาดๆ ก็เข้ามากระทบประสาทสัมผัสทันที เมื่อครั้งเกิดเหตุที่โรงไฟฟ้า ชาวเมืองจำนวนหนึ่งพากันไปยืนบนสะพาน ที่สามารถมองเห็นโรงไฟฟ้าได้ พวกเขามองดูการระเบิดที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่คิดว่ารังสีที่สูงเกินค่าที่ปลอดภัยกว่า 500 เท่าจะแผ่ไปถึงที่นั่นอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่นั่นตายหมดในไม่กี่วันหลังจากนั้น

ต้นไม้, ล้อ, ดอกไม้, เมือง, ในเมือง, การพักผ่อนหย่อนใจ

ถนนแคบๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่ 2 ด้านของถนนพาเข้าไปสู่สวนสนุกประจำเมือง ที่มีวงล้อชิงช้าสวรรค์สีเหลืองมองเห็นได้แต่ไกล ที่นี่เคยเป็นจุดมีสีสันและมีชีวิตชีวาที่สุดของเมือง เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของเด็กๆ และหนุ่มสาวที่เคยดังไปทั่ว ปัจจุบันนี้เหลือแต่ความเงียบวังเวง หดหู่ คราใดที่ลมเย็นยะเยือกกระโชกพัด ทั้งเสียงลมและเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องเล่น ที่ทำจากโลหะก็ดังขึ้น และใบไม้ตามพื้นปลิวว่อนเคว้งคว้างไปตามแรงลม ทำให้ใครที่เข้าไปสัมผัสสถานที่นั้นแล้วไม่อยากอยู่ต่อแม้สักนาที ในอาคารต่างๆ คือที่ที่จะทดสอบประสาทว่าใครทนหลอนได้ดีกว่ากัน โดยเฉพาะในโรงพยาบาล กลิ่นอายของความเจ็บป่วย ความตาย ตลบอบอวลตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป ประสาทสัมผัสทุกส่วนจะตึงเขม็งไปอย่างไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่เสียงเหมือนกรีดร้องอย่างน่ากลัวดังขึ้นให้ทุกคนได้ยินโดยไม่มีใครบอกได้ว่ามาจากที่ใด ทุกคนที่เดินอยู่ในนั้นล้วนแต่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครอยากจะหันไปแล้วเจอภาพสยองที่ทำให้ขนลุกขนพอง ห้องคนป่วยหลายห้องมีคราบสีเข้มเลอะบนผนังและบนฟูกที่ขาดวิ่น ขวดยาที่เปิดทิ้งไว้หลายขวดทำให้จินตนาการไปต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในห้องพวกนั้นตามโรงเรียนและเนิร์สเซอรี่เด็กเล็กมีตุ๊กตาหลายตัววางอยู่ตามพื้นบ้าง ข้างบันไดบ้าง บนโต๊ะ ที่ล้มคว่ำอยู่กับพื้นบ้าง คราใดที่หันไปมองมันโดยบังเอิญ

สถาปัตยกรรม, คฤหาสน์, บ้าน, ชั้น, อาคาร, บ้าน

ความรู้สึกบอกว่ามันกำลังจ้องมองเราอยู่เช่นกัน ตุ๊กตาเหล่านั้นหลายตัวนอกจากจะดูเหมือนมีชีวิตแล้ว ยังดูราวกับมีใครบางคนที่เล่นมันแล้วเอามาวางไว้ชั่วคราว บ่อยครั้งที่มีเสียงกระพือปีกเหมือนนกขนาดใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบตามอาคารต่างๆ หลายคนบอกตรงกันว่าเคยเห็นเจ้าของเสียงที่ว่ามันเหมือนนกปีศาจสีดำขนาดใหญ่มาก บางคนบอกว่าปีกมันกางกว้างออกไปตั้ง 20 ฟุต แต่เพียงชั่วแวบเดียวมันก็อันตรธานไปเสียแล้ว ผู้คนแถบนั้นรู้จักมันในชื่อ “Black Bird of Chernobyl”และเชื่อกันว่ามันอาจเป็นผลพวงจากการกลายพันธุ์เพราะกัมมันตภาพรังสี แถบอพาร์ตเมนต์คนงานมีหลายคนบอกว่าพบเห็นเงาดำเหมือนผู้ชายร่างสูงผ่านไปผ่านมา ทั้งที่อาคารนั้นร้างสนิท มีการขนานนามเขาคนนั้นว่า “Slender Man” ถ้าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพหลอน เขาก็คงไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน เพราะไม่มีมนุษย์คนใดจะอาศัยอยู่ในเมืองแบบนั้นได้ความสยองขวัญของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ มีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ “Chernobyl Diaries เชอร์โนบิลเมืองร้าง มหันตภัยหลอน” กับเรื่องราวของกลุ่มนักท่องเที่ยว 6 คนที่จ้างไกด์เถื่อนให้ลักลอบพาเข้าไปสำรวจเมืองร้างในเขตหวงห้ามแห่งนี้ พวกเขารู้สึกเหมือนถูกจับตามอง และค้นพบว่าบางทีสถานที่แห่งนี้อาจไม่ได้มีแต่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้น...

10

ย้อนอดีตกลับไปสู่ยุคที่เมืองแห่งนี้ยังไม่กลายเป็นเมืองหลอน ประเทศยูเครนในยุคนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต, พ.ศ.2520 คือปีที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เตาที่ 1 ของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์โรงแรกของที่นั่นสร้างเสร็จ เตาที่ 2 เสร็จในปีถัดไป จากนั้นเตาที่ 3 และ 4 ก็สร้างเสร็จตามมา ในปี พ.ศ.2524 และ 2526 ตามลำดับ โรงไฟฟ้าโรงนี้สร้างอยู่ห่างจากเมืองเชอร์โนบิลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 18 กิโลเมตร โดยมีเมืองพรีเพียตเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าดังกล่าวมากที่สุด เมืองนี้เป็นเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อรองรับคนงานและครอบครัวที่ต้องไปทำงานก่อสร้างที่นั่น รวมๆ แล้วก็เกือบ 50,000 คน ในยุคนั้นโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีชื่อว่า สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ วี.ไอ. เลนิน ภายหลังเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย จึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เชอร์โนบิล แม้ว่าที่โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แล้วถึง 4 เตา ก็ยังทำการขยายกำลังผลิตโดยการสร้างเตาที่ 5 และที่ 6 ต่อไปอีก แต่ทั้ง 2 เตานั้นยังสร้างไม่ทันเสร็จ เหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญชาวโลกก็เกิดขึ้นเสียก่อน

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ.2529 ระหว่างการ ทดสอบระบบหล่อเย็นของเตาหมายเลข 4 ที่ทำกันในเวลากลางคืน ก็เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด เมื่อแรงดันไอน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ระบบ ตัดการทำงานอัตโนมัติเกิดขัดข้องไม่สามารถหยุดแรงดันนั้นได้ เป็นเหตุให้เกิดความร้อนสูงขึ้นถึง 2,000 องศาเซลเซียสจนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลายและระเบิดขึ้นในที่สุด แรงระเบิดคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปทันทีหลายสิบคน และอีกหลายพันคนที่อาศัยในเมืองพรีเพียตเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยโรคมะเร็ง เถ้าจากการระเบิดที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศ ปกคลุมไปทั่วทิศตะวันตกของสหภาพโซเวียต ประเทศแถบยุโรปตะวันออก ยุโรปเหนือ และบางส่วนของยุโรปตะวันตก

7

ทางการของยูเครนและเบลารุสต้องอพยพผู้คนที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียง จำนวนหลายแสนคนออกจากพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าการอพยพดังกล่าว ทำให้เมืองพรีเพียตกลายเป็นเมืองร้างไปอย่างรวดเร็ว ไฟที่ลุกไหม้จากแรงระเบิดไม่สามารถจะดับได้ เพราะกัมมันตภาพรังสีที่รั่วออกมาอย่างรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีครั้งนั้นรุนแรงกว่าครั้งที่เมืองฮิโรชิมาถูกบอมบ์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 4 เท่า และอาจต้องใช้เวลาอีกราว 24,000 ปี ผู้คนถึงจะกลับมาอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัย

จนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม รัฐบาลยูเครนจึงตัดสินใจสั่งให้สร้างฝาครอบยักษ์ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ครอบเตานั้นไว้ เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของรังสี สิ่งก่อสร้างที่ว่านั้นระดมคนและเครื่องจักรเท่าที่สามารถจะหาได้ทำกันอย่างเร่งด่วน ทั้งกลางวันและกลางคืน จนกระทั่งแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน มันประกอบไปด้วยเหล็กกล้ามากกว่า 7,000 ตัน และคอนกรีตราว 410,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา และเน้นประสิทธิภาพในการกักกั้นกัมมันตภาพรังสี ฝาครอบยักษ์นั้นจึงมีรูปร่างเหมือนโลงศพดีๆ นี่เอง ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้เพียงไม่เกิน 30 ปี 

5

ดังนั้น ในปีพ.ศ.2551 ธนาคารเพื่อการก่อสร้างและพัฒนาแห่งยุโรปจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้รัฐบาลยูเครนนำไปสร้างฝาครอบหรือโลงศพ อีกอันหนึ่งที่ทนทานกว่าเดิม ครอบทับไปบนของเดิม เพื่อไม่ให้รังสีหลุดรั่วออกมา โลงอันใหม่นี้จะแล้วเสร็จภายใน พ.ศ.2555 นี้เอง

ทุกวันนี้ค่ากัมมันตภาพรังสีในตัวเมือง อยู่ในระดับที่มนุษย์ที่ไม่สวมชุดป้องกันพอจะเข้าไปได้ แต่รอบๆโรงไฟฟ้าในรัศมีสองสามร้อยเมตร ยังคงมีค่าสูงเกินมาตรฐานหลายเท่า ตัวเมืองนั้นเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่บางพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษเท่านั้น โดยทั้งก่อนและหลังจากที่เดินทางเข้าไป ทุกคนจะต้องได้รับการตรวจระดับกัมมันตภาพรังสีที่อยู่ในร่างกาย และระหว่างทัวร์ก็ต้องมีเครื่องตรวจจับรังสีวัดค่าไปตลอดทาง ซึ่งผู้ที่ใจกล้าพอจะเข้าไปทัวร์ในเชอร์โนบิล เกินกว่าครึ่งต้องอยากขอไปท้าพิสูจน์ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ร่ำลือต่อๆ กันมา...

วาน นาท จิตกรแห่งคุกสังหารหฤโหด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ The Killing Field

เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมานี้ วาน นาท (Vann Nath) จิตรกรชาวเขมรได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 65 ปี ข่าวการเสียชีวิตของวาน นาท เป็นข่าวดังไปทั่วโลก เช่นเดียวกับการเสียชีวิตของ ดิธ พราน ผู้สื่อข่าวชาวเขมรของนิวยอร์กไทม์สเมื่อ 3 ปีก่อน ด้วยวัย 65 ปีเท่ากัน

คนไทยเรารู้จักดิธ พราน อยู่บ้างจากภาพยนตร์เรื่อง “ทุ่งสังหาร” (The Killing Field) แต่วาน นาท คนไทยกลับรู้จักน้อยมาก ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดกับสองท่านนี้เกิดขึ้นในกัมพูชา ห่างจากบ้านเราแค่คืบนี่เอง  จึงขอนำเรื่องของเขามานำเสนอให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามอันเกิดจากความแตกแยกของคนในชาติเดียวกัน

ปี 2518 เขมรแดงรุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ 13 เมษายน วันปีใหม่เขมร เป็นวันที่ชาวเขมรพากันโล่งอก จะชอบหรือไม่ชอบคอมมิวนิสต์ พวกเขาก็พอใจที่สงครามยุติ มีฝ่ายหนึ่งแพ้อีกฝ่ายชนะ เขาเชื่อด้วยใจจริงว่าสงครามหยุดแล้ว ต่อไปบ้านเมืองจะสงบ ชนชั้นสูง ชั้นกลาง กับคนจนรากหญ้าเสมอภาคกันแล้ว แต่ในที่สุด ดิธ พราน และชาวพนมเปญก็ถูกต้อนออกจากเมืองหลวง วาน นาท เองก็ถูกต้อนออกจากเมืองพระตะบอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Vann Nath

วาน นาท เกิดปี 2489 ที่พระตะบอง ครอบครัวยากจนไม่มีเงินเรียนหนังสือ พออายุ 16 ปี ก็บวชให้พ่อแม่ พอพี่สาวเสียชีวิตก็สึกออกมาช่วยครอบครัว ตัวเขาประทับใจภาพบนผนังโบสถ์ จึงเข้าเรียนวาดภาพในโรงเรียนเอกชน ตอนหลังไม่มีเงินเรียนต้องช่วยงานวาดภาพเป็นการแลกเปลี่ยน

ตอนเขมรแดงยึดอำนาจ เขามีอาชีพเขียนโปสเตอร์ภาพยนตร์ มีชีวิตอยู่อย่างคนจนรากหญ้าธรรมดา ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง มีภรรยา และลูกสาวหนึ่งคน อุ้มท้องอยู่อีกหนึ่งคน (ทั้งสองเสียชีวิตในยุคเขมรแดง) เขมรแดงไล่คนออกจากเมืองหมด กลายเป็นเมืองร้าง 

ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่กลางแจ้ง

วาน นาท กลับสู่ชนบทไปเป็นชาวนา เป็นสมาชิกสหกรณ์หมายเลข 5 ประมาณต้นปี 2521 เคราะห์ร้ายมาเยือน ขณะแบกข้าวจากท้องนามารวมกอง เขมรแดงที่เขารู้จักเรียกให้เขาขึ้นเกวียน บอกว่าถูกเกณฑ์ไปตัดหวาย เขาถูกนำตัวไปที่สหกรณ์อีกแห่ง กลางดึกคืนนั้นเขมรแดงอีกคนที่เขารู้จักจับเขามัด อิสรภาพสิ้นสุดลงตั้งแต่บัดนั้น 
ข้อสังเกตคือ คนที่ไปตามเขามาและคนที่มัดเขาเป็นคนที่เขารู้จัก เพราะสังคมเขมรไม่ใช่สังคมใหญ่
ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง

เขาถูกส่งให้ชุดสอบสวนจอมโหด ก่อนหน้านั้นเขาได้รับการบอกกล่าวว่า ถูกผู้หญิงร้องว่าเขาทำผิดจริยธรรมชู้สาว และบอกว่าไม่ต้องกังวล ถ้าหญิงนั้นยืนยันว่าคนทำไม่ใช่เขาก็จะปล่อยตัว แต่พอสอบสวนจริง ผู้สอบสวนนอกจากไม่แจ้งว่าเขามีความผิดอะไร กลับข่มขู่ทรมานให้เขาบอกว่าเขาทำผิดอะไรมา เมื่อเขายืนยันว่าเขาไม่ทราบ ก็ถูกทรมานและลงโทษ “องค์การไม่โง่ องค์การไม่เคยจับคนผิดพลาด คิดใหม่อีกทีว่าทำผิดอะไรมา” คือคำข่มขู่ของผู้สอบสวน แนวคิดนี้เป็นแนวคิดถาวรขององค์การ (เขมรแดงเรียกรัฐและพรรครวมว่าองค์การ) การสอบสวนที่คุกตุลเสลงทั้งหมดก็ยึดถือหลักนี้ นี่คือหนึ่งในหลายแนวคิดผิดๆ ที่ทำให้มีคนตายร่วม 2 ล้านคน แนวคิดแรกคือ คุณถูกจับแปลว่าคุณทำผิด ไม่ใช่คุณทำผิดจึงถูกจับ อีกแนวคิดคือ “การลงโทษ (สังหาร) ผิดคน ดีกว่าปล่อยศัตรูรอดไปได้ “อีกแนวคิดที่โหดพอกันคือ “มีคุณอยู่ก็ไม่มีประโยชน์ต่อองค์การ ขาดคุณไปองค์การก็ไม่เดือดร้อน” องค์การบอกว่าให้สังหารคนเช่นนี้ทิ้งได้

ในภาพอาจจะมี 2 คน

วาน นาท ถูกส่งต่อมาที่คุก S21 หรือคุกตุลเสลงในพนมเปญ เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมแล้วแปลงเป็นคุกและสำนักงานใหญ่สันติบาลทำหน้าที่สืบสวนหาข่าว ทรมาน และกำจัดศัตรูขององค์การ เป็นที่คุมขังนำนักโทษมาถ่ายรูปทำประวัติแล้วสอบสวนทรมานจนกว่าจะสารภาพ

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป

คุกนี้มีเก่ง เก็ก เอียฟ หรือชื่อจัดตั้งว่า สหายดุช เป็นผู้บัญชาการหัวหน้าสันติบาล ขึ้นตรงต่อพอลพต เป็นคนที่พอลพตไว้วางใจที่สุด ทำงานถูกใจพอลพตมาก สิ่งที่สหายดุชทำคือ ทุกคนที่ถูกส่งเข้าคุกต้องสารภาพเท่านั้น หากไม่สารภาพจะต้องถูกทรมานหลากหลายรูปแบบจนตาย มีตั้งแต่การเฆี่ยนตี การช็อตไฟฟ้า การจับกดน้ำ การบังคับให้ดื่มปัสสาวะ การบังคับให้ทานอุจจาระ คำสารภาพต้องเป็นที่พอใจของสหายดุชเท่านั้น คำสารภาพที่สหายดุชอยากได้มากคือ การเป็นไส้ศึกสายลับให้กับซีไอเอ หรือเคจีบี ตอนหลังเพิ่มสายลับเวียดนาม หรือการจารกรรม อะไรประมาณนี้ เมื่อพอใจแล้ว สหายดุชจะบังคับให้แจ้งรายชื่อผู้สมรู้ร่วมคิดจำนวนหนึ่ง เพื่อองค์การจะได้จับตัวมาเพิ่มและรีดเอาคำสารภาพต่อไป

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และผู้คนกำลังนั่ง

มีคนทุกเพศทุกวัยถูกจับเข้าคุกนี้ประมาณ 15,000 คน ทุกคนตายหมด มีชาวยุโรปด้วยอย่างน้อย 2 คนตามที่วาน นาท เห็นด้วยตาตนเอง มีผู้รอดชีวิตจากคุกนี้เพียง 7 คน ทั้ง 7 รอดมาได้เพราะเป็นช่าง ที่เขมรแดงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ รวมทั้งวาน นาท ด้วย

ในภาพอาจจะมี สถานที่กลางแจ้ง และอาหาร

ภายใต้เงื้อมมือมัจจุราช วาน นาท อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้คุมที่เข้มงวด ผู้คุมทั้งหมดเป็นเด็ก หรืออย่างเก่งก็วัยรุ่น ไร้ความเมตตา นักโทษต้องนอนเรียงกันอยู่ในห้องตีตรวนติดกันและติดกับพื้นตลอดเวลา แค่จะลุกจากนอนมานั่งเพื่อขจัดความเมื่อยก็ต้องขออนุญาต ได้รับอาหารวันละมื้อเดียวเป็นข้าวต้มมีแต่น้ำข้าวสองสามช้อน มีข้าวสองสามเม็ด นักโทษส่วนหนึ่งทยอยตายก่อนถึงนาทีมรณะ

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป

เมื่อเวลาแห่งความตายมาถึง นักโทษทั้งห้องจะถูกนำตัวออกจากคุกไปในเวลากลางคืน พวกเขาถูกนำไปสังหารที่ลานสังหารช่องเอก การสังหารมักจะเป็นการทุบด้วยพลั่ว เชือดด้วยมีด หรือคลุมหัวด้วยถุงพลาสติกให้ขาดอากาศ ทั้งหมดถูกสั่งตายโดยสหายดุช ซึ่งจะลงนามสั่งประหารด้วยลายมือตนเอง วาน นาท ก็ถูกสั่งตายไว้แล้ว

ในภาพอาจจะมี 3 คน, ผู้คนกำลังนั่ง

ก่อนการประหาร สหายดุชสั่งให้ไว้ชีวิตวาน นาท เขาถูกแยกจากนักโทษอื่น ด้วยสภาพที่แทบจะเดินไม่ได้ เขาได้รับอาหารเป็นข้าวสวยครั้งแรกในชีวิตหลังถูกจับ เขากินข้าวไม่ได้เพราะขากรรไกรแข็งและคอกลืนไม่ลง ต้องค่อยๆ กินทีละนิด สหายดุชทราบจากทะเบียนประวัติว่าเขาเป็นนักวาด เขาจึงรอดตาย และได้ร่วมทีมช่างฝีมือประมาณ 10 คน ได้รับมอบหมายให้วาดภาพท่านผู้นำเขมรแดงพอลพต และร่วมในทีมปั้นรูปหล่อผู้นำพอลพต ที่ต้องการให้ประชาชนเห็นเป็นเทพ

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และข้อความ

ช่วงปลายยุคเขมรแดง พวกเขมรแดงเริ่มฆ่ากันเอง ทหารเขมรจับพวกกันเองเข้าคุก แบบเข้าวันนี้ฆ่าทิ้งวันนี้ โดยไม่สอบสวนเพราะไม่มีเวลา พวกเขมรแดงภาคตะวันออกถูกกวาดจับหมด รวมทั้งเขมรแดงชั้นผู้น้อย (ยังเป็นเด็ก) ด้วยข้อหาสมคบคิดกับเวียดนาม ซึ่งต่อมากองทัพเวียดนามก็ยกมาบุกเขมร

เมื่อเวียดนามบุกถึงพนมเปญ สหายดุชให้ผู้คุมสังหารคนในคุกทิ้งหมด พวกเจ้าหน้าที่คุกได้รับคำสั่งให้อพยพและควบคุมพวกช่างไปด้วย ระหว่างถอยมีการสู้รบชุลมุน เขากับพวกฉวยโอกาสหลบหนีและกระจายกันไปคนละทิศ หลังสงครามจึงสำรวจพบว่ามีผู้รอดชีวิตจากคุกสังหารเพียง 7 คน

สหายดุชถอยร่นไปกับกองกำลังเขมรแดง ตอนหลังทำตัวหายสาบสูญ จน นิค ดันลอป นักข่าวต่างชาติพบว่าเขาเปลี่ยนชื่อเป็น หังปิน เป็นล่ามอยู่ในค่ายอพยพของสหประชาชาติในประเทศไทย ในภายหลังเขาถูกนำขึ้นศาลคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของสหประชาชาติในกรุงพนมเปญ เมื่อ 30 มีนาคม 2554 ต้นปีนี้เองศาลได้พิพากษาให้จำคุก 35 ปี นับว่าช่างยุติธรรมเหลือเกินกับหญิงชายเด็กผู้ใหญ่รวมทั้งทารกร่วม 15,000 คน ที่เสียชีวิตโดยส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนทำผิดอะไร พอลพตไม่ต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศ เพราะเขมรแดงตั้งศาลเอง พิจารณาเอง และสั่งควบคุมเอง เขาตายในที่ควบคุมเมื่อ 15 เมษายน 2541 เกือบจะเรียกได้ว่าไม่ได้รับโทษอะไรเลย

ปี 2523 และต่อจากนั้น กระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรมขอให้วาน นาท วาดภาพการทรมานและความเจ็บปวดรวดร้าวที่เขาและเพื่อนร่วมคุกประสบออกมาเป็นภาพมีชีวิตบนผืนผ้าใบเพื่อแสดงในพิพิธภัณฑ์

ปี 2541 หนังสือของเขาชื่อ “A Combodian Prison Portrait : One Year in the Khmer Rouge’s S21” ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ White Lotus ของไทย และเขาได้แสดงในภาพยนตร์ชื่อ “S21 : Khmer Rouge Killing Machine” ภาพยนตร์กำกับโดยฤทธี พาน ชาวเขมร เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล “Francois Chalais” จากเมืองคานส์ในปี 2546 ด้วย

เขาบอกว่า ช่วงที่เขารู้สึกดีที่สุดคือเมื่อได้เป็นพยานในศาลในคดีประวัติศาสตร์นี้ สำหรับเหยื่อทุ่งสังหารทั้งหลาย ถือว่าเป็นเวลานานมากที่ต้องรอคอยความยุติธรรม ในปี 2552 เมื่อศาลเปิดพิจารณาคดี เขาบอกว่า “ผมรอเรื่องนี้มานานถึง 30 ปี ผมไม่เคยคิดว่าวันนี้จะได้มานั่งในศาลเพื่อบอกกล่าวถึงประสบการณ์เลวร้าย ผมหวังว่าในที่สุดแล้วความยุติธรรมจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ เห็นได้”

รูน อักขระแห่งเวทย์มนตร์โบราณ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Rune

ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและฟิสิกส์ขั้นสูง ที่กำลังขับเคลื่อนโลกเบี้ยวๆ ของเราใบนี้ให้เดินหน้าต่อไปนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ยังถ่วงดุลอำนาจของวิทยาศาสตร์มาโดยตลอดก็คือ “ไสยศาสตร์” ซึ่งมักจะหมายความโดยรวมถึงเรื่องลึกลับ และเวทมนตร์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักของเหตุและผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผี วิญญาณ รวมทั้งเรื่องของเวทมนตร์คาถาที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ด้วยเช่นกัน และบ่อยครั้งที่เวทมนตร์คาถาต่างๆ มักจะถูกแสดงออกในรูปของ “อักขระ” ไม่ว่าจะเป็นการสักยันต์ หรือการปลุกเสกต่างๆ ก็มักจะมี “อักขระ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นอกจากอักขระขอมที่มักจะใช้ในการลงยันต์แล้วนั้น ก็ยังมีอักขระอีกไม่น้อยที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำนายและเวทมนตร์คาถาโดยตรง และสัปดาห์นี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย ’ตูน ก็จะนำท่านไปรู้จักกับหนึ่งในอักขระที่ว่ามานี้ก็คือ อักษร “รูน” (Rune) ซึ่งเป็นอักขระแห่งดินแดนยุโรปโบราณครับ

ในปัจจุบันมีอาจารย์และนักพยากรณ์หลายท่าน ที่ใช้อักษรรูนเป็นตัวช่วยในการทำนายและคาดเดาถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า นอกจากนั้นอักษรรูนยังสามารถบอกถึงการวิเคราะห์และหาผลลัพธ์ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการทำนาย หรือเสี่ยงทายด้วยอักษรรูนจะมีความแม่นยำมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในอักษรรูนของผู้ทำนายเป็นสำคัญ

ตำนานของอักษรรูนเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ถ้าว่ากันตามตำนานเทพนิยายแถบสแกนดิเนเวียน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอักษรรูนแล้ว ต้องกล่าวว่าผู้ที่ประดิษฐ์อักขระชนิดนี้ขึ้นมาให้มนุษย์ได้ใช้ก็คือ เทพเจ้าแห่งสงคราม บทกวี ความรู้และความฉลาดผู้มีนามว่า โอดิน (Odin) ตำนานเล่าว่าเทพโอดินได้ห้อยหัวเป็นค้างคาวอยู่บนต้นไม้ ที่เรียกว่า “อิกดราซิล” (Yggdrasil) เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน (บ้างก็ว่าท่านห้อยหัวให้โลหิตไหลลงศีรษะ เพื่อเป็นการทรมานร่างกาย) จนท่านได้เกิดญาณพิเศษ รับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย ความรู้มหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ตัวท่าน ภายในเวลา 9 คืนนั้น ท่านได้ล่วงรู้ถึงความลับทั้งหมดทั้งมวลบนโลกใบนี้ แต่สิ่งที่ท่านเองได้ตระหนักถึงก็คือ ท่านคงจะหมดลมหายใจในไม่ช้า แล้วความรู้มหาศาลที่ท่านได้รับรู้มาเล่า มันก็ต้องหายไปหมดด้วยน่ะสิ

ไหนๆ ก็ต้องทนทรมานเจ็บปวดร่างกายมาตั้ง 9 วัน 9 คืนแล้ว จะให้ความรู้และสรรพวิชาที่ได้รับมาต้องสูญเปล่าก็ใช่ที่ ก็เลยคิดจะแบ่งปันความรู้เหล่านั้นให้มนุษย์โลกได้เรียนรู้กันด้วย เทพโอดินจึงได้ทำการประดิษฐ์อักษรรูนขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายความรู้ที่ท่านได้รับมาใน 9 คืนอันแสนทรมานให้กับมนุษย์โลก 

ดังนั้น ถ้าอ้างอิงตามตำนานนี้ อักษรรูนจึงเป็นอักขระที่ได้มาจาก “ความตาย” ของมหาเทพโอดิน อักขระชนิดนี้จึงมีความพิเศษในด้านของเวทมนตร์คาถาและสรรพความรู้โบราณ เป็นอักขระศักดิ์สิทธิ์แห่งสแกนดิเนเวียน ที่ใช้สำหรับปลุกเสกคาถาและร่ายคำสาปในไสยเวทต่างๆ โดยเฉพาะการร่ายคาถาลงบนอาวุธเพื่อให้สังหารศัตรูได้อย่างแม่นยำ จะเห็นได้ว่าเวทมนตร์ที่แฝงอยู่ในอักษรรูนนั้น ศักดิ์สิทธิ์และทรงพลังเป็นอย่างมาก มากถึงขั้นที่โรงเรียนฮอกวอตส์ในวรรณกรรมเยาวชนอย่างพ่อมดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ต้องเปิดสอนวิชาการศึกษาอักษรรูนโบราณกันเลยทีเดียว!! (เจ.เค. โรว์ลิ่ง เธอใส่ใจในทุกรายละเอียดจริงๆ) แต่ถึงอย่างนั้น ที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด ก็เป็นอักษรรูนในมุมมองของ “นักพยากรณ์” ที่อ้างความศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของมหาเทพโอดินเท่านั้น แล้วถ้าในมุมมองของนักวิชาการด้านอักขระโบราณบ้างล่ะ เขามองอักษรรูนกันอย่างไร

อักษรรูน คาดว่าพัฒนามาจากอักษรโรมัน ซึ่งเป็นต้นแบบของภาษาอังกฤษในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่มีนักวิชาการท่านใดสามารถฟันธงประเด็นนี้ลงไปอย่างชัดเจนได้ ที่พอจะทราบก็คือ หลักฐานทางโบราณคดีที่จารึกด้วยอักษรรูนนั้น ปรากฏในหลายชนเผ่าแถบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นชาวกอธ (Goth) เผ่าเจอร์มานิค (Germanic) ชาวเดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ อังกฤษ และเยอรมัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอักษรรูนนั้น เฟื่องฟูในยุโรปตอนเหนือ ตั้งแต่ยุคก่อนการเข้าไปของศาสนาคริสต์เสียด้วยซ้ำ ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า คำว่า “รูน” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอักษรแห่งเวทมนตร์โบราณนั้น น่าจะมาจากคำว่า “raunen” ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันแปลว่า “กระซิบ” (Whisper) ซึ่งก็บอกเป็นนัยถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอักษรรูนได้ไม่น้อยเลย

นอกจากนั้น นักวิชาการยังค้นพบแผ่นหิน แผ่นไม้ และแผ่นโลหะที่จารึกด้วยอักษรรูนกว่า 5,000 ชิ้น กระจายตัวทั่วยุโรป นั่นย่อมหมายความว่า ชนเผ่าแห่งยุโรปตอนเหนือนั้น ก็เป็นผู้ที่อ่านออกเขียนได้และมีตัวอักษรใช้เช่นกันมาเนิ่นนานแล้ว

แน่นอนว่าในตำนาน เราอาจจะบอกได้ว่ามหาเทพโอดินเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรรูนขึ้นมาจากความตายของตัวเอง แต่ถ้ามองในมุมของประวัติศาสตร์ล่ะ ใครเป็นผู้คิดค้นอักษรรูนขึ้นมา คำตอบก็คงจะไม่แตกต่างจากเรื่องลึกลับทั่วโลกนั่นแหละว่า ยังไม่มีนักวิชาการท่านใดสามารถตอบได้ บ้างก็บอกว่าอาจจะเป็นพวกกอธ หรือไม่ก็เป็นชนเผ่าบริเวณหุบเขาในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการหลายท่านคิดเห็นตรงกันก็คือ อักษรโรมันต้องส่งอิทธิพลบางอย่างให้กับอักษรรูนด้วยเป็นแน่

อักษรรูนประกอบไปด้วยอักขระ 24 ตัว เป็นพยัญชนะ 18 ตัว และสระ 6 ตัว บางครั้งนักวิชาการก็เรียกขานอักษรรูนว่า อักขระ “ฟูทาร์ค” (Futhark) ซึ่งมาจากอักษร 6 ตัวแรกของอักษรรูน (f u th ark) ก็คล้ายๆ กับที่เราเรียกระบบตัวอักษรว่า “Alphabet” ก็ด้วยว่ามาจากอักษร 2 ตัวแรกในภาษากรีก ซึ่งก็คือ Alpha และ Beta นั่นเอง

ทิศทางการอ่านอักษรรูนสามารถอ่านได้ทั้งจากซ้ายไปขวา และขวาไปซ้าย แต่ส่วนมากจะพบว่าเขียนจากซ้ายไปขวาเสียมากกว่า และที่นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นที่ลงรอยกันว่า อักษรรูนได้รับอิทธิพลจากอักษรโรมัน ก็เพราะว่ามีอักขระบางตัวที่คล้ายคลึงกับอักษรโรมันด้วย เช่น ตัว ri b f h s และ t ซึ่งอักขระบางตัวก็อยู่ในลักษณะกลับหัว เช่น u และ l แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอักษรอีกหลายตัวที่ไม่คล้ายคลึงกับอักษรโรมัน เช่น g w j และ p จึงทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า อักษร รูนนี้มีความสัมพันธ์กับอักษรโรมันในด้านใดบ้าง

ดังนั้น ในทุกวันนี้ ถ้ามองอักษรรูนจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านอักขระโบราณแล้วก็ต้องบอกว่า รูนเป็นหนึ่งในอักขระที่ยังถอดความไม่ได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าเราจะสามารถเข้าใจได้ว่าอักษรรูนแต่ละตัวนั้นแทนเสียงอะไร และอ่านอย่างไร แต่เราก็ยังไม่สามารถเข้าใจความหมายที่ถ่องแท้ที่ภาษาโบราณแห่งสแกนดิเนเวียนนี้ กำลังบอกพวกเราได้เลย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า อักษรรูนนั้นก็ไม่ต่างจากอักขระอีทรัสคัน ที่สามารถอ่านออกเสียงได้ เพราะอักขระอีทรัสคันนั้น ใช้อักษรกรีก แต่เราไม่สามารถเข้าใจความหมายที่ภาษาต้องการสื่อกับพวกเราได้มากเท่าใดนัก อักษรรูนก็เช่นกัน ความหมายที่ถอดความออกมาได้โดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญนั้นก็ยังคลุมเครืออยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยเรายังขาดความรู้ทางด้านภาษาเจอร์มานิคยุคแรกอยู่มากพอสมควรเลยทีเดียว

ดังนั้น การตีความและเข้าใจความหมายของอักษรรูนในปัจจุบันนั้น ก็เป็นเพียงแค่การศึกษาตีความและคาดเดาความหมาย จากหลักฐานเพียงน้อยนิดที่ยังคลุมเครืออยู่เท่านั้น ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรรูนได้กล่าวเอาไว้ว่า “จารึกอักษรรูนทุกชิ้นที่ค้นพบสามารถสื่อความหมายได้มากเกินกว่าที่นักวิชาการได้เคยตีความเอาไว้”

คิดแล้วก็น่าแปลก ที่อักขระแห่งเวทมนตร์โบราณ ซึ่งใช้ในการทำนายและพยากรณ์กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน กลับเป็นเพียงตัวเขียนที่ยังถอดความไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ในมุมมองของนักวิชาการด้านภาษาโบราณ แต่ก็อย่างว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบได้ และการพยากรณ์ด้วยอักขระ ที่แลกมาด้วยชีวิตของมหาเทพโอดินอย่างอักษรรูน ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งความลึกลับแห่งโลกโบราณที่ยากที่จะเข้าใจด้วยหลักของเหตุและผลก็เป็นได้

สถานที่ท่องเที่ยว สยองขวัญของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานที่สำคัญๆเก่าแก่มากมาย บางสถานที่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่น่ากลัว น่าสยองขวัญ หรือมีตำนานภูตผี แต่ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวลดน้อยลง กลับกลายเป็นสถานที่ที่หลายคนอยากลองไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่ามันน่ากลัวสมคำเล่าลือหรือไม่ จึงขอนำสถานที่ดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

อันดับ 5 ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)


ปราสาทฮิเมจิ เป็นปราสาทที่เก่าแก่ งดงามและทรงคุณค่าแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่บนเขาฮิเมยามา ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นปราสาทที่ออกแบบสลับซับซ้อน ทั้งด้านในและด้านนอก มีอาคารเชื่อมต่อกันกว่า 83 อาคาร เนื่องจากเป็นปราสาทที่ใช้ป้องกันศัตรูจากภายนอกในยุคสงครามกลางเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานหลายศตวรรษ

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับปราสาทฮิเมจินั้นมีมากมาย เช่น ถ้าใครอยู่ภายในปราสาทประมาณ 4 โมง ถ้าไม่ออกจากปราสาทภายในเวลา 2 ชั่วโมงจะหลงทาง แต่ตำนานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ ตำนานผีนับจาน หรือซารายาชิกิ (Sarayashiki) ซึ่งว่ากันว่าในจำนวนบ่อน้ำหลายสิบบ่อ ที่สร้างขึ้นในปราสาทแห่งนี้ มีบ่อหนึ่งที่มีผีสิง ซึ่งเป็นวิญญาณของหญิงสาวชื่อ โอกิกุ (Okiku) ที่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม


ความจริงแล้วตำนานโอกิกุ แห่งปราสาทฮิเมจินั้น ค่อนข้างสับสน แต่ตำนานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ในอดีตหญิงสาวคนดังกล่าว เป็นสาวใช้ในปราสาทที่ถูกใส่ความ ว่าเธอไปทำจาน ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลแตก เธอเลยถูกฆ่าและนำไปโยนทิ้งในบ่อน้ำ ส่งผลทำให้บ่อน้ำดังกล่าว กลายเป็นบ่อน้ำผีสิง ซึ่งทุกค่ำคืนโอกิกุ จะปรากฏออกมานับจานด้วยน้ำเสียงโหยหวน เศร้าสร้อยสลดใจ

ส่วนอีกตำนานหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน โดยเล่ากันว่าโอกิกุเคยเป็นสาวใช้ของขุนนางคนหนึ่ง ชื่ออาโอยาม่า (Aoyama) วันหนึ่งเธอบังเอิญไปได้ยินความลับสุดยอดของเจ้านายเข้า และนำความลับไปเล่าให้คนรักของเธอฟัง ทำให้แผนการของอาโอยาม่าล้มเหลวในที่สุด อาโอยาม่าจึงวางแผนสังหารเธอ โดยการใส่ความโอกิกุว่าเธอขโมยจานที่ล้ำค่าไป 1 ใบ ซึ่งในชุดจานนั้นจะมี 10 ใบด้วยกัน โอกิกุถูกทรมานจนตาย และทิ้งศพลงบ่อน้ำ นับจากนั้นเป็นต้นมา ในบางค่ำคืนจะมีเสียงนับจานอันโหยหวนออกมาจากบ่อน้ำในปราสาท หรือมีดวงไฟวิญญาณพวยพุ่งออกจากบ่อน้ำยามค่ำคืน


อันดับ 4 โอซาระ (Osore)


โอซาระเป็นอดีตภูเขาไฟในเขตจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งถูกค้นพบในศตวรรษที่ 16 เป็นภูเขาหินที่แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากบริเวณแถบนั้นเต็มไปด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือก๊าซไข่เน่าที่ออกจากทะเลสาบโดยรอบ

ตามตำนานความเชื่อของญี่ปุ่นเชื่อกันว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นประตูนรก ที่คนตายและคนใกล้ตายมารวมตัวกัน โดยมีแม่น้ำลำธารเล็กๆ เรียกว่าแม่น้ำซันซึ (Sanzu River) หรือแม่น้ำสามแยกเป็นจุดแบ่งกั้นโลกมนุษย์ (คนเป็น) และวิญญาณ (คนตาย) ออกจากกัน โดยเหล่าวิญญาณในฝั่งคน เป็นจะต้องข้ามไปยังโลกความตายก่อนที่จะโดน ดัทซึเอบะ (Datsueba) และเคเนโอ (Keneo) ปีศาจเพศชายและปีศาจเพศหญิงที่อาศัยต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่เฝ้าสะพานข้ามแม่น้ำจับถอดเสื้อผ้าแขวนต้นไม้ เพื่อชั่งน้ำหนักกรรม

นอกจากนี้ ยังมีตำนานกล่าวกันว่า หากเด็กคนไหนเสียชีวิตลงก่อน พ่อแม่จะถูกลงโทษฐานทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ วิญญาณของเด็กๆ เหล่านี้จะต้องเรียงหินก้อนเล็กๆ แต่ละก้อน เพื่อสร้างเจดีย์ในบริเวณริมแม่น้ำซันซึ แต่พอใกล้สำเร็จจะถูกปีศาจออกมาทุบทำลาย ทำให้เด็กเหล่านั้นไม่มีทางสร้างเจดีย์เสร็จได้ 

ดังนั้น โอซาระแห่งนี้จึงมีผู้นิยมนำของเล่นโบราณต่างๆ นานา เช่น กังหันเล็กๆ หรือขนมไปไว้บริเวณรอบๆ หรือสร้างศาลเจ้า เพื่อทำบุญกับเด็กนั่นเอง

ปัจจุบันจะมีการจัดงานเทศกาลปีละสองครั้ง ที่วัดโบไดจิ (Bodaiji) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โอซาระ โดยจะมีการทำพิธีการเข้าทรงโดยอิทาโกะ (Itako) คนทรงตาบอด เรียกวิญญาณผู้ตายเข้าสิงในร่างของตน เพื่อให้คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนที่ตายไปแล้วได้


อันดับ 3 เกาะฮะชิมะ (Hashima Island)
เกาะฮะชิมะ แต่เดิมมีชื่อว่า กันคันจิม่า (Gun Kanjima) หรือเกาะแห่งเรือประจัญบาน (Battleship Island) เป็นหนึ่งในหมู่เกาะกว่า 505 แห่ง ในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่มีใครอยู่ โดยอยู่ในทะเลจีนตะวันออก ห่างจากเมืองนางาซากิ (Nagasaki) ประมาณ 15 กิโลเมตร

ประวัติของเกาะมีอยู่ว่า ในอดีตประมาณปี 1887 ที่นี่เคยมีประชากรที่ส่วนใหญ่มักเป็นพนักงานทำงานเหมืองแร่ ในยุคที่อุตสาหกรรมถ่านหินเฟื่องฟู โดยบริษัทมิตซูบิชิ (Mitsubishi) ได้ก่อสร้างเมืองขนาดเล็กเอาไว้ เพื่อใช้เป็นที่พักของพนักงาน จนกระทั่งถึงยุคที่น้ำมันปิโตรเลียมมาแทนถ่านหิน มิตซูบิชิได้ประกาศปิดเหมืองอย่างเป็นทางการในปี 1974 และได้ปล่อยเมืองทิ้งร้างเอาไว้ จนกลายเป็นเกาะผี

โดยมีเรื่องเล่าว่า ในตอนกลางคืนช่วงที่มีมรสุม หรือพายุเข้า ชาวประมงมักเห็นแสงไฟจำนวนหนึ่งลอยละล่องวนเวียนเหนือตึกสูง ทั้งๆ ที่ไม่มีไฟฟ้า พร้อมเห็นเงาดำของคนจำนวนมากที่ริมฝั่ง และได้ยินเสียงน่ากลัวดังเหมือนกับโหยหาใครซักคนไปอยู่ด้วย

ครั้งหนึ่งบนเกาะแห่งนี้ เคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “แบทเทิล โรเยล 2” (Battle Royale 2) ในปี 2003 และที่นั่นทีมงานได้พบกับเรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติในกองถ่ายตลอดเวลา เช่น มีคนอื่นที่ไม่ใช่ทีมงานถูกถ่ายติดเข้ามาในฉากแสดง ฟิล์มเสียทั้งที่เพิ่งใช้งาน แต่เหตุการณ์ที่ผวาที่สุดในกองถ่ายก็คือ นักแสดงหญิงคนหนึ่งถูกอะไรบางอย่างเข้าสิงแล้วเข้ามาทำร้ายคนในกองถ่าย!!


อันดับ 2 อาโอคิกาฮาระ (Aokigahara)


อาโอคิกาฮาระ หรือเรียกอีกชื่อว่า ทะเลป่า (The Sea of Trees) เป็นป่าที่มีพื้นที่ประมาณ 3,000 เอเคอร์ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือบริเวณตีนภูเขาไฟฟูจิ โดยป่าดังกล่าวเต็มไปด้วยโขดหินภูเขาไฟ ถ้ำน้ำแข็ง ถ้ำหิน ป่าไม้เก่าแก่

อาโอคิกาฮาระ เป็นพื้นที่ที่มีตำนานเรื่องเล่าโบราณมากมายว่า เป็นสถานที่สิงสถิตของมารร้ายในเทพนิยายของญี่ปุ่นที่ทำให้ผู้ที่หลงเข้ามาไม่สามารถกลับไปยังโลกภายนอกได้อีก

โดยรายงานทางสถิติพบว่า สถานที่แห่งนี้มีคนมาฆ่าตัวตายมากที่สุด เป็นรองเพียงสะพานโกลเด้น เกต (Golden Gate) ซึ่งความนิยมนี้มาจากอิทธิพลของนิยายเรื่อง ทะเลป่าดำ (Black Sea of Trees) ของนักเขียนไซโซ มัตสึโมโตะ (Seicho Matsumoto) ที่เป็นเรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่ได้ฆ่าตัวตายในป่าดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงในเรื่องสถานที่ไปฆ่าตัวตายนั้นมีมานานแล้ว โดยสมัยก่อนชาวญี่ปุ่นนิยมพาผู้สูงอายุ ที่เป็นภาระของครอบครัวมาทิ้งในป่าแห่งนี้ และผู้สูงอายุที่ถูกทิ้ง จะต้องอยู่ในป่าลึกหลายวันในสภาพที่ร่างกายขาดน้ำ และอาหารก่อนที่จะเสียชีวิต เพราะอากาศเย็นจัด จนเป็นเหตุให้หลายคนเชื่อว่าป่าแห่งนี้มีผีสิงและวิญญาณร้ายพร้อมจะทำร้ายคนที่เข้ามาในป่า

ตั้งแต่ปี 1950 มีคนมากกว่า 500 คน มาป่าแห่งนี้เพื่อฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก คนตกยาก ผู้สูงอายุ โดยวิธีฆ่าตัวตายที่ฮิตที่สุดคือการแขวนคอกับต้นไม้ อีกทั้งในทุกๆ ปีค่าเฉลี่ยการฆ่าตัวตายจะยิ่งเพิ่มขึ้น (ประมาณ 30 คนต่อปี)


อันดับ 1 โรงเรียน (School)


เวลาเราดูสื่อญี่ปุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ, ภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์ และการ์ตูน มักมีเรื่องโรงเรียนมาเกี่ยวข้องทุกครั้ง หากแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องส่วนมากมัก เป็นเรื่องสยองขวัญในโรงเรียนเสียมากกว่า ซึ่งชาวญี่ปุ่นเองก็มีเรื่องเล่าประเภทดังกล่าวมากมาย โดยเรื่องเล่าหลายเรื่องเต็มไปด้วยความน่ากลัว ระทึกขวัญ แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร และที่น่าอัศจรรย์ก็คือ เรื่องเล่าสยองขวัญเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกันในทุกโรงเรียน!!

เรื่องเล่าสยองขวัญในโรงเรียนของญี่ปุ่นส่วนมาก มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเลิกเรียน ซึ่งเชื่อกันว่าในอดีตที่ดินโรงเรียนเคยเป็นป่าช้ามาก่อน สาเหตุเป็นเพราะทางรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการสร้างโรงเรียนจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ที่ดินสำหรับสร้างโรงเรียนญี่ปุ่นมีน้อย 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างโรงเรียนทับที่ป่าช้า ส่งผลทำให้วิญญาณมากมายไม่มีที่อยู่ ทำให้วิญญาณต้องเข้าไปสิงในสถานที่ต่างๆ ในโรงเรียนแทน


ในโรงเรียน สถานที่ที่มักมีเรื่องผีมากที่สุดคือ ห้องน้ำผู้หญิง โดยเฉพาะด้านในสุดของห้อง มักมีเรื่องเล่าแปลกประหลาดมากมาย เช่น มีมือโผล่จากโถส้วม, เวลากดชักโครกจะมีเลือดไหลแทนน้ำ, เสียงแปลกๆในห้องน้ำที่ล็อกประตู โดยเฉพาะเรื่องของคุณฮานาโกะประจำห้องน้ำ (Miss Hanako of the Toilet) จะได้รับความนิยมมากที่สุด โดยคุณฮานาโกะ มักปรากฏตัวในรูปลักษณ์เด็กผู้หญิงไว้ผมหน้าม้า สวมกระโปรงสีแดง และชอบสิงอยู่ในห้องที่ 3 จากขวามือ (ส่วนมากห้องน้ำในโรงเรียนจะมีฝั่งละ 4 ห้อง) เวลาใครที่เข้าห้องน้ำตอนกลางคืน คุณฮานาโกะจะออกมาหลอกหลอนในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสยองขวัญ

บันไดในอาคารเรียนเก่าก็ถือว่าเป็นสถานที่น่ากลัว มีเรื่องเล่าว่าหากเราเดินขึ้น-ลงบันไดในตอนเย็น แล้วพบว่าบันไดมี 13 ขั้น (ปกติบันไดจะมี 12 ขั้น) มันจะเป็นบันไดสู่โลกหน้า และจะคอยจับเด็กดังกล่าวลงไปยังโลกแห่งความตายพร้อมกับตน

นอกจากนี้ ยังมีหลายสถานที่ในโรงเรียน ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณคน สิ่งของเครื่องใช้มีชีวิตมากมาย เช่น ผีลู่ว่ายที่ 4 ในสระน้ำโรงเรียนที่มีผีเด็กชาย ที่ตายในขณะว่ายน้ำในวิชาพละที่ลู่ว่ายที่ 4, รูปปั้นห้องวิทยาศาสตร์เดินได้, สนามกีฬาโรงเรียนที่วิญญาณซามูไรญี่ปุ่นโบราณยังทำการสู้รบอยู่ตลอดกาลในช่วงตอนกลางคืน เป็นต้น

แม้บรรยากาศโรงเรียนยามค่ำคืนจะน่ากลัวสำหรับใครหลายๆ คน แต่กระนั้นมันก็ท้าทายให้คนอีกกลุ่มที่ชอบเรื่องผีไปท้าพิสูจน์ความกล้าในสถานที่ดังกล่าวอยู่เสมอ

ภูมิปัญญาโต้คลื่นและลมของจีนโบราณ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เจิ้งเหอ

ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า มีเทคโนโลยีมากมายที่ชนจีนได้เป็นผู้คิดค้น และให้กำเนิดก่อนหน้าชาวตะวันตก ซึ่งบางอย่างก็ยังพัฒนาใช้กันจนถึงยุคปัจจุบัน

เรือสำเภาขนาดมหึมาของเจิ้งเหอ

สองพันปีก่อนโน้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น เรือสำเภา (Junk) ของจีนเรียกได้ว่าครอบครองทะเล เนื่องจากแม้ว่ายุคนั้นเป็นครั้งแรก ที่ประเทศจีนรวมกันได้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้อำนาจของฮ่องเต้องค์เดียว ราษฎรจีนเพิ่มจำนวนและขยายตัวลงมาทางใต้ หากทว่าการเดินทางบนบกยังมีอุปสรรคอยู่มาก 

ดังนั้น เมื่อมาถึงฝั่งทะเลและปักหลักฐานอาศัย พวกเขาจึงสร้างและพัฒนาเรือสำเภาขึ้นเพื่อการทำมาหากินและการขนส่งสินค้า

ช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่เรือของชาวตะวันตกยังใช้ใบเรือที่ติดตรึงอยู่กับที่ แต่สำเภาจีนได้มีการพัฒนาใบเรือ ที่สามารถควบคุมบังคับให้พลิกไปพลิกมา และเป็นครั้งแรกของโลก ที่เรือใบสามารถแล่นทวนกระแสลมได้ 

ทั้งนี้ เพราะเมื่อพลิกให้ใบเรือรับกระแสลม โดยให้ใบด้านหนึ่งมีความเร็วลมสูงกว่าอีกด้านหนึ่ง ก็จะเกิดความแตกต่างของแรงกดดัน (pressure) และฉุดเรือให้แล่นฉิวไปข้างหน้าได้

โครงใบเรือ

เทคโนโลยีนี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎีของเบอร์-นุลลี (Daniel Bernoulli) นักฟิสิกส์สวิสในศตวรรษที่ 18 ซึ่งค้นพบภายหลังการใช้ใบเรือของจีนหลายร้อยปี และอีกต่อมาในศตวรรษที่ 2 จีนก็ยังได้ใช้ ไม้ไผ่มาทำโครงใบเรือ (batten) ที่ทำให้ยกใบขึ้นและลงได้อย่างสะดวกและง่ายดายกว่าโครงใบของตะวันตกที่แข็งทื่อ

ในยุคโบราณ เรือสินค้าทุกลำจะมีท้องเรือที่เปิดกว้างทะลุถึงกัน ซึ่งถ้าหากเกิดรอยรั่ว นํ้าจะไหลทะลักเข้ามาเต็มท้องเรืออย่างรวดเร็วและจม แต่สำเภาจีนมีการแบ่งท้องเรือออกเป็นช่วงๆ เหมือนกั้นห้อง เมื่อนํ้ารั่วเข้ามาในห้องใดห้องหนึ่ง ห้องนั้นก็จะมีนํ้าขังอยู่เพียงแค่ระดับเท่ากับนํ้าทะเลภายนอก เพราะว่าเรือยังสามารถลอยลำได้อยู่ด้วยอากาศในห้องอื่นๆ ต่อมาประเทศทางตะวันตกก็ได้เอาเทคโนโลยีห้องกั้นนํ้า (water-tight compartments) นี้มาใช้

อันที่จริงในปี ค.ศ.1911 อภิเรือสำราญไททานิก (Titanic) ก็เป็นเรือยักษ์ลำแรกของตะวันตกที่ใช้ ท้องเรือแบบแยกเป็นห้องเหมือนกัน หากแต่สร้างอย่างไม่ถูกวิธี?!

นั่นคือ แต่ละห้องท้องเรือของไททานิกมีผนังที่สูงไม่ถึงชั้นดาดฟ้า เมื่อนํ้าเข้ามาจนท่วมถึงขอบบนของผนัง ก็จะล้นไปยังห้องอื่นๆกระทั่งจมลงในที่สุด

จักรพรรดิคังซีประทับบนเรือลำเภา

ข้อเหนือกว่าอีกอย่างของสำเภาจีนในอดีตก็คือ การใช้หางเสือเรือ (rudder) ซึ่งมีขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 แล้ว โดยก่อนหน้านั้นการบังคับทิศทางแล่นของเรือมาจาก "แจว" (steering oar) ซึ่งเรือตะวันตกก็ยังคงใช้กันอยู่อีกเป็นพันปี หลังจากจีนเปลี่ยนมาใช้หางเสือแล้ว

เรือลำใหญ่นั้น เมื่อใช้แจวท้ายเรือเป็นตัวบังคับให้เลี้ยวซ้ายขวาตามต้องการ ก็จะต้องใช้แจวที่ใหญ่ ทำให้หนักแรงและยากแก่การควบคุมทิศทางเรือ ถึงจะใช้หางเสือใบใหญ่ๆ ก็เช่นกัน 

ทั้งนี้ เพราะเมื่อใบหางเสือกว้างและลึกลงไปในนํ้า แรงกดดันของนํ้าทะเลทั้งสองด้านจะต้านทานไว้ ยิ่งเรือแล่นเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งควบคุมยากขึ้นเท่านั้น แต่จีนมีวิธีแก้ไข นั่นคือการเจาะรูหางเสือ (fenestrated rudder) หรือทำให้เป็นช่อง เมื่อนํ้าไหลทะลุได้ แรงกดก็เบาบางลง แม้ว่าจะลดความสามารถในการควบคุมการเลี้ยวไปบ้างก็ตาม

หางเสือเจาะรูนี้ มาเป็นที่นิยมใช้ในดินแดนตะวันตกในราวค.ศ.1901 เมื่อเรือมีความเร็วที่สูงขึ้นจนถึง 30 นอตจนหางเสือธรรมดาไม่เหมาะที่จะใช้อีกต่อไป

ครีบท้องเรือ

บางครั้งสำเภาจีนแล่นขึ้นเหนือ แต่ลมทะเลที่พัดจากตะวันออกไปตะวันตกจะทำให้ เรือเอียง จีนจึงได้พัฒนา "ครีบท้องเรือ" (keel) ติดไว้ในแนวดิ่งใต้เรือ ครีบนี้จะช่วยในการทรงตัวของสำเภาให้มั่นคง ถ่วงจุด ศูนย์กลางความถ่วงของเรือให้ตํ่าลงและไม่พลิกควํ่าง่ายๆ 

นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มครีบข้างเรือ (leeboard) เสริมความมั่นคงของเรือเข้าไปอีกด้วย แล้วก็มาถึงการใช้อุปกรณ์นำทาง (navigation) ของจีนในการเดินเรือขนสินค้าไปยังดินแดนไกลๆ เช่น ข้ามมหาสมุทรอินเดีย

แรกทีเดียวชาวจีนโบราณอาศัยการดูตำแหน่งดวงดาว รวมทั้งความเร็วและทิศทางของกระแสน้ำ ประกอบกับตารางน้ำขึ้น น้ำลง ฯลฯ เป็นเครื่องช่วยชี้แนวทางเดินเรือ

เข็มทิศจีนโบราณ

ต่อมาจะเป็นช่วงระยะเวลาใดไม่ทราบแน่ แต่คงราวเกือบพันปีก่อนโน้น ที่จีนได้เป็นผู้ริเริ่มใช้ "เข็มทิศ" (compass) โดยแรกทีเดียว เข็มทิศของจีนทำจากวัสดุธรรมชาติ นั่นคือแร่ที่มีคุณสมบัติแม่เหล็ก "แมกเนไตต์" (magnetite) เนื่องจากชนจีนได้สังเกตเห็นว่าแร่พิเศษนี้ ไม่ว่าจะนำเอามาวางและตั้งชี้ไปในทิศใด มันก็จะหมุนกลับมาชี้ในทิศทางเดิมอยู่เสมอ

ราวปี ค.ศ.900 จีนได้ติดตั้งเข็มทิศช่วยการนำทางในสำเภาที่ขนสินค้าผ่านมหาสมุทรอินเดียไปยุโรป ทำให้เรือสินค้าของชาวตะวันตกหันมาใช้เข็มทิศกันอย่างแพร่หลาย จนเข็มทิศกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดมิได้สำหรับเรือเดินทะเลสมัยนั้น...เพราะคุณจะอาศัยดูดวงดาวได้อย่างไรยามฟ้ามืดมิดด้วยเมฆ และจาก ค.ศ.1100 ใช่แต่เพียงเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีสำหรับเรือเท่านั้น จีนยังเรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเลอีกด้วย โดยเฉพาะการเดินทางของกองเรือมหึมาในศตวรรษที่ 15

เรือสำเภา

ช่วงระหว่าง ค.ศ.1405-1437 ขบวนเรือมหาสมบัติ (Treasure ships) ได้ออกเดินทางข้ามโลกไปยังฝั่งทะเลแอฟริกา บางคนกล่าวว่าไปไกลถึงอเมริกาเหนือเลยทีเดียว การเดินทางนี้มีจุดประสงค์ เพื่อประกาศศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของจีนให้ประเทศทั้งหลายในโลกได้รับรู้ ธงชาติจีนได้ตระเวนไปปรากฏต่อสายตาชาวโลกรวมเจ็ดครั้งของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ โดยหกครั้งภายใต้การนำของมหาขันที "เจิ้งเหอ" (Zheng He)

ขบวนเรือของเจิ้งเหอมีขนาดมหึมาที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็น ประกอบด้วยลูกเรือกว่า 20,000 คน ไปถึงดินแดนใดก็เป็นที่เอิกเกริกต่อชาวท้องถิ่น แต่เหนืออื่นใดคือ ขนาดอันมโหฬารของสำเภาจีน ซึ่งไม่เหลือซากที่สมบูรณ์ให้เห็นในปัจจุบัน จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่ามีขนาดใหญ่เพียงใดแน่ แต่ในปี 1962 ได้มีการค้นพบเสาปลอกพวงมาลัยยาวถึง 36 ฟุต (12 เมตร) จากเรือมหาสมบัติลำหนึ่ง เชื่อกันว่าใช้กับหางเสือขนาดยักษ์ ใหญ่กว่าหางเสือใดๆที่เคยพบ ซึ่งเมื่อเทียบดูแล้วสำเภาที่ใช้หางเสือขนาดนี้จะมีความยาวไม่ต่ำกว่า 400 ฟุต และกว้างถึง 166 ฟุต เป็นเรือไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

หันมาดูเทคโนโลยีทางด้านลมของจีนดูบ้าง จีนมีการเล่นว่าวมาแต่โบราณกาล เทคนิคของการลอยตัวของว่าวนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนนัก ตัวว่าวจะต้านทานกระแสลมและบังลมไว้ 

ดังนั้น ด้านหลังของตัวว่าวจึงเกิดสุญญากาศอ่อนๆ ขึ้นและทำให้มีแรงดูดหรือแรงดึง ว่าวจึงลอยสูง

มีบันทึกไว้ว่าในครั้งศตวรรษที่ 5 เมืองจีน มีการใช้ว่าวเป็นรหัสสัญญาณ รวมทั้งเป็นพาหะส่งข่าวข้ามหัวฝ่ายข้าศึก บางฉบับถึงกับกล่าวว่าใช้ว่าวติด ระเบิดเพลิงขึ้นไปและชักให้ตกลงในค่ายของศัตรู

อีกบันทึกหนึ่งระบุว่า แม่ทัพคนหนึ่งของจีนต้องการบุกโจมตีค่ายฝ่ายตรงกันข้าม โดยอาศัยการลอบขุดอุโมงค์เข้าไปโผล่ในค่าย แต่ท่านแม่ทัพไม่ประสงค์จะเสี่ยงชีวิตทหารที่จะเข้าไปวัดระยะทางที่จะขุดอุโมงค์ จึงชักว่าวตัวหนึ่งขึ้นไปลอยเหนือฝ่ายข้าศึก ทหารในค่ายได้ยิงว่าวตกลงมา ท่านแม่ทัพจึงสั่งให้ดึงเชือกให้ตึง แล้ววัดระยะเส้นเชือกที่ใช้ชัก จากนั้นจึงสั่งให้ขุดอุโมงค์ตามความยาวที่ได้มา และ
ประสบชัยชนะ

กังหันลอยลม

ของเล่นอีกชิ้นหนึ่งของชาวจีนได้แก่ กังหันลอยลม (Bamboo Dragonfly) ซึ่งเมื่อชักเชือกที่พันไว้โดยรอบก้าน แล้วปล่อยกังหันไม้ไผ่เล็กๆ ออกไปมันก็จะลอยปลิวไปตามลม ก็คล้ายกับกังหันจิ๋วที่ติดอยู่บนหัวของโดราเอมอนนั่นแหละ

ซึ่งต่อมากังหันลอยลม หรือแมลงปอไม้ไผ่นี้ ก็กลายเป็นยานเฮลิคอปเตอร์ที่เหินฟ้าอยู่ในปัจจุบัน

จีนโบราณนั้นมีภูมิปัญญาที่สูงส่ง และเป็นต้นแบบของเทคโนโลยีปัจจุบันหลายอย่าง ถ้าอยากเห็นภาพจริงของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ นี้ก็ติดตามดูได้ในโทรทัศน์ทรูวิชั่นส์ช่อง History (18) ปลายเดือน พ.ค. นี้ เลือกชมได้สะดวกตามวันและเวลาที่กำหนดไว้ในวารสาร PREMIER ประจำเดือน พ.ค. ในชื่อเรื่อง ANCIENT CHINA : MASTER OF WIND AND WAVES